JJNY : 4in1 จี้เปลี่ยนผู้นำก่อนตายกันหมด/นักอาชญาวิทยาฯแสดงความเห็น/อลหม่านจัดสรรหน้ากาก/ดร.เสรีลั่นหมดแรงสนับสนุนรบ.

จี้เปลี่ยนผู้นำประเทศ​ ก่อนตายกันหมด ซัดโง่คิดแต่แจกเงิน
https://www.komchadluek.net/news/politic/421109

 

สภาฯ ที่ 3 จี้เปลี่ยน "ผู้นำประเทศ"​ ก่อนตายกันหมด  เรียกร้อง "บิ๊กตู่" เสียสละเพื่อชาติ ลาออเปิดทาง แก้รธน.-สร้างความปรองดองในประเทศ ด้าน "พิชัย"  ซัดรัฐบาลโง่ คิดแต่แจกเงิน ไม่มีทางปัญหาใหม่
 
                รร.รัตนโกสินทร์ - 7 มีนาคม 2563 - สภาฯ ที่ 3 จี้เปลี่ยน "ผู้นำประเทศ"​ ก่อนตายกันหมด  เรียกร้อง "บิ๊กตู่" เสียสละเพื่อชาติ ลาออเปิดทาง แก้รธน.-สร้างความปรองดองในประเทศ ด้าน "พิชัย"  ซัดรัฐบาลโง่ คิดแต่แจกเงิน ไม่มีทางปัญหาใหม่ แนะทางออก เร่งลงทุนโปร่งใส-พลิกวิกฤตโควิค-19 เป็นโอกาสสนับสนุนธุรกิจเดลิเวอร์รี่ หวั่นศก.ไทยซบยาว
 
              คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมกับสภาที่ 3 จัดเวทีสนทนาชี้ทางออก ปัญหาชาติบ้านเมือง ภายใต้หัวข้อ ทางออก ของ พล.อ.ประยุทธ์  ในยุคประชาลำเค็ญ โดยมีนักวิชาการประจำสภาที่ 3 เข้าร่วม 
 
                   โดยนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปรากฎการณ์ทางการเมืองปัจจุบันมีความเสี่ยง ที่คล้าย กับเหตุการณ์ปราบปรามนักศึกษา เมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา เพราะมีขบวนการที่คล้ายกัน เช่น การใช้กระบวนการปฏิบัติการข่าวสารของทหาร (ไอโอ) เป็นต้น ทั้งนี้ตนมองว่าปัญหาของรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คือ ความศรัทธา และความชอบธรรม เพราะพบการทุจริตเชิงนโยบาย ตั้งแต่การบริหารประเทศยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งนี้ทางออกที่สภาที่ 3 เสนอไปยังรัฐบาลคือ คือ ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม และ เร่งสร้างความปรองดอง คลายความขัดแย้ง รวมถึงพล.อ.ประยุทธ์ควรเสียสละ ด้วยกาารลาออก
 
           ขณะที่นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่าตนผิดหวังกับกระบวนการในสภาฯ​เพราะพบการซื้อ-ขายตัว เหมือนตลาดขายวัว ขายควาย และเป็นสภาฯ ที่เห็นแก่เงิน โดยมีสาเหตุมาจากผู้ประประเทศ ที่ผิดสัญญา ที่ให้ไว้ในวันยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 ที่จะปฏิรูปโครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และทำให้ประชาชนรัก สามัคคี แต่ผ่านมา 6 ปี พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นเพียโฆษณาชวนเชื่อ ซื้อเวลาให้ตัวเองอยู่ในอำนาจเท่านั้น
 
                ส่วนนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวโดยเชื่อว่าประชาชนยุครัฐบาลปัจจุบันลำเค็ญกว่าที่เป็นมา เมื่อพิจารณาจาากดัชนีเศรษฐกิจของประเทศพบการติดลบ เพราะมีปัญหาการระบาดของไว้รัสโควิค-19 รวมถึงยังพบว่าสถิติคนจนของธนาคารโลกเพิ่มขึ้น กว่า 2 ล้านคน โดยยอดปัจจุบันพบว่า มีคนจนในประเทศกว่า 6.7 ล้านคน ทั้งนี้นายวีรพงษ์​ รามางกูร อดีตรองนายกฯ ฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตรองนายกฯ เคยวิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า เป็นผู้ที่มีความโง่เขลา เช่นเดียวกับมุมมองของนักศึกษาที่เคยมีตัวย่อและใช้แฮชแท็ค #ผนงรจตกม ที่แปลว่า ว่า ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด ทั้งนี้ตนขอเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาตัวเอง แทนการตั้งคำถามกับบุคคลที่เคย ท้วงติงต่อการบริหารงานของรัฐบาล รวมถึงให้ความเห็นและวิจารณ์ภาวะของเศรษฐกิจภายใต้การบริหารของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ 
 
                "ภาวะต้มกบที่ผมเคยเตือน ท่านไม่ฟัง และมองว่าทฤษฏีกบต้มไม่เคยมี แต่สภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นยิ่งกว่ากบต้ม เพราะคนตกงานจำนวนมาก โรงงานหลายแห่งปิดตัว อย่างไรก็ตามรัฐบาลที่ให้ทีมโฆษกของรัฐบาลและพลังประชารัฐ ออกมาตอบโต้ผู้ที่วิจารณ์เศรษฐกิจแสดงให้เห็นถึงความโง่เขลา ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศในอนาคตผมเชื่อว่าจะซบยาว เนื่องจากไร้การลงทุน การท่องเที่ยวไม่เติบโต หากรัฐบาลคิดจะแจกเงินอย่างเดียว แม้ไม่ได้ผิด แต่แจกเป็นนิสัย เนื่องจากคิดหาแก้ปัญหาไม่ออก ทั้งนี้จำนวนเงินที่แจกเงิน หลักแสนล้าน แต่ขอบริจาคเงินจากประชาชน เพื่อสู้ไวรัสโควิค-19 ถือเป็นการย้อนแย้งอย่างเห็นได้ชัดและสะท้อนความโง่เขลา " นายพิชัยกล่าว 
 
                  นายพิชัย ให้ข้อเสนอแนะที่มองว่าเป็นทางออกของประเทศ ด้วยว่า รัฐบาลต้องเร่งสนับสนุนและสร้างธุรกิจส่งของที่จำเป็นต้องใช้ถึงบ้าน หลังจากสถานการณ์ไวรัสโควิค-19 ระบาดอย่างหนัก นอกจากนั้นกรณีที่สหรัฐอเมริกา เตรียมพิจารณาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) รัฐบาลต้องเร่งคิดแก้ปัญหาล่วงหน้า ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจเพื่อเร่งลงทุน เพราะประเทศไทยมีความได้เปรียบ คือ จำนวนหนี้สาธารณะจำนวนน้อย และมีเงินลงทุนสูง ดังนั้นสิ่งสำคัญคือเร่งลงทุนในด้านต่างๆ อย่างโปร่งใส 
 
                อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าประเทศจะรอดจากปัญหาต่างๆ ต้องเปลี่ยนตัวผู้นำ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะบริหารประเทศ และหากยิ่งพิจารณาตนเองล่าช้า การแก้ปัญหาจะล่าช้า.
 

 
นักอาชญาวิทยาฯ แสดงความเห็น ผู้พิพากษาฆ่าตัวตาย สะท้อนกระบวนการยุติธรรมไทย
https://www.matichon.co.th/local/crime/news_2035351
 
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดี และประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม ม.รังสิต ให้ความเห็นกรณีนายคณากร เพียรชนะ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ปัจจุบันช่วยงาน กองผู้ช่วยศาลอุทธรณ์ภาค 5 ใช้อาวุธปืนยิงตนเองจนเสียชีวิตเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ว่า ผู้พิพากษาท่านนี้เคยก่อเหตุทำร้ายตนเองตั้งแต่ปลายปี 62 และเคยให้ข้อมูลว่าถูกแทรกแซงจากผู้บังคับบัญชา ต่อมามีการฆ่าตัวตายอีกครั้ง ซึ่งหากมีมาตรการสืบสวน สอบสวน ตรวจสอบอย่างรวดเร็วโปร่งใสว่า ท่านถูกแทรกแซงจริงหรือไม่ พยานหลักฐานทางคดีเป็นอย่างไร โดยตรวจสอบทั้งจากผู้ร้องและผู้ถูกร้องในคดีที่เกี่ยวข้องและคดีก่อนหน้านี้ รวมทั้งมีมาตรการช่วยลดความกดดัน เช่น การพบปะพูดคุยกับจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา ก็น่าจะทำให้สถานการณ์ลดความตึงเครียดลงไปได้บ้าง
 
การที่รัฐจะมีผู้พิพากษาคนหนึ่ง ต้องใช้งบประมาณพอสมควร ตั้งแต่การคัดเลือกคนเข้ามาสอบเป็นตุลาการ เมื่อสอบได้ก็ต้องผ่านการอบรมเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี เสร็จแล้วก็ยังต้องอาศัยทักษะ ประสบการณ์พอสมควรกว่าจะมาพิจารณาตัดสินคดีความซึ่งยังคงค้างอยู่ในศาลเป็นจำนวนมาก ทำไมเราต้องมาสูญเสียบุคลากรที่มีค่าไป เพราะความเครียดและกดดันจากการทำงาน เมื่อเกิดปัญหาขึ้น หน่วยงานของศาลจึงควรต้องร่วมกันเยียวยาสภาพจิตใจ ตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุของความกดดันที่แท้จริงว่า ทำไมผู้พิพากษาท่านนี้ยังรู้สึกกดดันอยู่ หากเป็นการทำด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรมจนทำให้ผู้พิพากษารู้สึกกดดันน้อยลง ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น การฆ่าตัวตายในครั้งนี้ก็น่าจะไม่เกิดขึ้น ทำไมจึงไม่มีทางออกให้ท่าน ต้องปล่อยให้ลูกโป่งลูกนี้รับแรงอัดจนกระทั่งแตกออก สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมของบ้านเราว่าเป็นอย่างไร ขนาดผู้พิพากษายังรู้สึกถูกกดดันแบบนี้” รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์  กล่าว
 
รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวอีกว่า จากที่มีข่าวว่า นายคณากร เคยตรวจจิตเวช หลังยิงตัวเอง ครั้งเเรกมาเเล้ว 2 ครั้ง ไม่พบว่าเป็นโรคซึมเศร้านั้น แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ท่านทำ มีแนวโน้มเกิดจากความกดดันอย่างมากจากเรื่องงาน ซึ่งหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของศาลยุติธรรมเข้ามาช่วยดูแลได้อย่างรวดเร็ว ปัญหานี้ก็น่าจะได้รับการแก้ไขที่ดีกว่านี้ สิ่งที่เกิดขึ้นสามารถนำมาถอดบทเรียนได้ว่า กรณีดังกล่าว ยังเกิดขึ้นกับผู้พิพากษาท่านอื่นอีกหรือไม่
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่