JJNY : ตรีชฎาโต้ทุกเม็ดธนกร/นักวิชาการโพสต์ 5 จุดอ่อนแก้ปัญหาฝุ่น/ไกรคุปต์ยังซุกอีก600ไร่/ครูทั่วปท.เป็นหนี้กว่า1.1ล.ล.

ตรีชฎา โต้ทุกเม็ด ธนกร ไม่ต้องห่วง ”พิชัย” ขอให้ห่วง ปชช.กับบ้านเมือง
https://www.thairath.co.th/news/politic/1748665
 
 
“ตรีชฎา” อดีตผู้สมัคร ส.ส.ไทยรักษาชาติ ซัดกลับ “ธนกร” ไม่ต้องห่วง ”พิชัย” ให้ไปห่วง “บ้านเมือง” กับ “ประชาชน” จะอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ และความลำบากกันต่ออย่างไร
 
วันที่ 16 ม.ค. นางสาวตรีชฎา ศรีธาดา อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ ออกมาโต้ นายธนกร หวังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ที่พาดพิงมาถึงกรณี นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ออกมาพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจขาลงของ "พล.อ.ประยุทธ์" โดยหลังจากที่นายพิชัย ออกมาเตือนพลเอกประยุทธ์อย่างหนักหน่วง เพราะความห่วงใยบ้านเมืองถึง 7 ข้อ นายธนกร กลับมาโต้กลับนายพิชัย
 
เห็นโฆษกพลังประชารัฐ อย่างคุณธนกร หวังบุญชนะ ออกมาแซะคุณพิชัย อดีตรัฐมนตรีพลังงาน นายธนกร กล่าวว่า คุณพิชัยแสดงความเห็นโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้แก้ปัญหาให้กับประชาชน โดยกล่าวว่าคุณพิชัย มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ เพราะจ้องโจมตีรัฐบาลทุกเรื่อง โดยเข้าใจว่าคุณพิชัยต้องการสร้างผลงานให้นายใหญ่เห็น และอยากให้คุณพิชัยระวัง อย่าเครียดมาก และระวังเบาหวาน ความดันด้วย อย่ามีโทสาคติมากจนเกินไป"
 
นางสาวตรีชฎา กล่าวอีกว่า คุณธนกร คงหวังจะทำหน้าที่โฆษกให้ดี โต้ทุกจุดอะไรที่ไปกระทบพลเอกประยุทธ์ ต้องออกมาโต้ไว้ก่อน โดยไม่ได้ฟังและอ่านเจตนารมณ์ที่คุณพิชัยส่งสารที่หวังดีไปยังพลเอกประยุทธ์ อันดับแรก แทนที่จะออกมาโต้เพื่อปกป้องพล.อ.ประยุทธ์ ทำไมไม่ออกมาโต้ว่า สิ่งที่คุณพิชัยเตือนมีข้อไหนที่คุณพิชัยพูดผิด
 
1. ปัญหาฝุ่นpm 2.5 รัฐบาลแก้ได้สำเร็จแล้วใช่ไหม
2. ปัญหาภัยแล้ง ทำไมช่วยชาวบ้านไม่ได้ นอกเหนือจากการขุดบ่อเอาดินไปขาย
3. ปัญหาน้ำประปาเค็ม ทำไมยังปล่อยให้ประชาชนต้องไปต้มน้ำแก้เค็ม
4. ปัญหาประชาชนฆ่าตัวตายจากพิษเศรษฐกิจ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ มาคุมทีมเศรษฐกิจที่ยังบอกประชาชนว่าเศรษฐกิจดีอยู่
5. ปัญหาเงินบาทแข็งที่ทำให้เศรษฐกิจยิ่งย่ำแย่
6. ปัญหาเศรษฐกิจขยายตัวต่ำมาก จนเกิดการว่างงานและหนี้เสียเพิ่ม
7. ปัญหาคนออกมาวิ่งไล่ลุงเต็มท้องถนน แต่กลับมีการเดินเชียร์ลุงมาเสริม อาจทำให้คนออกมาวิ่งไล่ลุงล้นประเทศ
 
สิ่งที่คุณพิชัยสะท้อนออกมาด้วยความเป็นห่วงเหล่านี้ต่างหาก ที่คุณธนกรต้องออกมาตอบแทน พล.อ.ประยุทธ์ แต่คุณธนกรคงออกมาตอบแทนไม่ได้ เพราะแม้แต่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ เองก็ยังหาวิธีแก้ที่จะเป็นคำตอบยังไม่ได้เช่นกัน
 
อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ กล่าวอีกว่า ขอบคุณคุณธนกร ที่แสดงความหวังดีเรื่องสุขภาพมายังคุณพิชัย ที่เกรงว่าคุณพิชัยจะเครียด ให้ระวังเบาหวาน และโรคความดัน อยากจะบอกคุณธนกรกลับไปว่า คนที่คุณธนกรต้องเป็นห่วงและคอยดูแลเป็นพิเศษที่ต้องคอยระวังความเครียด และความดันสูงลิ่ว อันจะเป็นสาเหตุของเส้นโลหิตในสมองแตกตามมา น่าจะเป็นคนที่ชอบอารมณ์ขึ้น ฉุนเฉียวง่าย จุดเดือดสูง ซึ่งคุณธนกร น่าจะต้องห่วง พลเอกประยุทธ์ มากกว่า ไม่ต้องห่วงคุณพิชัย เพราะคุณพิชัยเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มและหัวเราะตลอด ตรวจสุขภาพทุกปี ร่างกายแข็งแรง แถมไม่มีอะไรให้เครียด ที่สำคัญคุณพิชัยไม่ได้สร้างผลงานเอาใจใคร เพราะถ้าคุณธนกรไปแอบอ่านประวัติชีวิตของคุณพิชัยในกูเกิล (พล.อ.ประยุทธ์ เคยค้นพบและบอกว่ากูเกิลมีทุกอย่าง) จะพบว่าชีวิตของคุณพิชัยมีความเป็นอยู่ที่ดี มีการศึกษาที่ดีตั้งแต่เด็กๆ แถมมีครอบครัวที่สมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องสร้างงานให้เข้าตาใครอย่างที่คุณธนกรเอ่ยอ้าง การที่คุณพิชัยออกมาพูดเตือนเรื่องเศรษฐกิจการเมือง จนถูกเรียกปรับทัศนคติมาถึง 8 ครั้งในยุค คสช. นั่นต่างหากที่บ่งบอกว่า สิ่งที่เตือนมามันจริง จนรัฐบาล คสช.ทนไม่ไหว
 
อีกเรื่อง คราวที่แล้ว ท่านพิชัย ออกมาเตือนเรื่องแจกเงินแต่ไม่พัฒนาประเทศ ไม่เพิ่มความสามารถแข่งขัน นายธนกรก็ออกมาแก้ตัวมั่วๆ เรื่องแจกเงินสะเปะสะปะนี้ หาว่า อิจฉารัฐบาล ต่อมา เวิลด์แบงก์และไอเอ็มเอฟก็ออกมาเตือนเหมือนคุณพิชัย
 
"สรุปสั้นๆ คุณธนกรลองตอบว่า ปัญหาทั้ง 7 ข้อนี้ เป็นจริงหรือไม่ และรัฐบาลได้แก้ไขแล้วหรือไม่ ประชาชนจะตอบได้ว่า ใครควรจะเครียดมากกว่ากัน เอาเป็นว่า คุณพิชัยสบายดี พร้อมยืนเคียงข้างประชาชนอีกนานแสนนาน สุขภาพดี ไม่มีเครียด เป็นห่วงแต่คนที่อยู่ข้างๆ คุณธนกร ให้ตรวจและรักษาสุขภาพให้ทันตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะตอนนั้นคงจะมีอะไรให้คิดให้เครียดอีกมาก ด้วยความเป็นห่วงค่ะ" นางสาวตรีชฎา กล่าว
 

 
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมโพสต์ 5 จุดอ่อนรัฐแก้ปัญหาฝุ่นPM 2.5 ตามแผนวาระแห่งชาติ
https://www.matichon.co.th/social/news_1893466
 
วันที่ 16 มกราคม นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Sonthi Kotchawat ระบุว่า 

จุดอ่อนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นPM 2.5 ตามแผนวาระแห่งชาติ ซึ่งทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐไม่ได้ทำอะไร
 
1. ไม่มีเจ้าภาพที่แท้จริงหรือหน่วยงานหลักในการสั่งการแก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ ทุกวันนี้กรมควบคุมมลพิษเป็นเพียงFocal pointและCoordinatorในการแจ้งข้อมูลสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และประสานงานให้หน่วยงานปฎิบัติไปดำเนินการเท่านั้น ซึ่งยังไม่สามารถจัดการปัญหาฝุ่นในช่วงที่เกินค่ามาตรฐานหรือเกิดวิกฤติได้ทันท่วงที ซึ่งต่างจากในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีUS.EPA หรือประเทศจีนจะมีหน่วยงานดูแลกฎหมายอากาศสะอาดหรือแม้แต่ประเทศเกาหลีใต้ยังออกกฎหมายฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อม หากประกาศให้ฝุ่นPM 2.5เป็นภัยธรรมชาติที่มีผลกระทบต่อสังคมแล้ว หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นเจ้าภาพหลักซึ่งขึ้นต่อประธานาธิบดีโดยตรงสามารถประกาศสั่งการให้แก้ไขปัญหาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้หน่วยงานปฎิบัติมาดำเนินการ(Social disaster: South Korea brings in emergency laws to tackle dust pollution) เช่นสั่งหยุดการก่อสร้างบนถนน,สั่งหยุดเผาในที่โล่งทุกประเภท,สั่งโรงงานลดกำลังการผลิต ,สั่งรถยนต์ควันดำวิ่งเข้าเมือง, สั่งลดปริมาณรถยนต์วิ่งในเมืองโดยกำหนดวันคู่วันคี่ เป็นต้น ที่จริงประเทศไทยมี พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 สามารถประกาศให้ฝุ่นPM 2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานเป็นภัยธรรม ชาติสามารถนำวิธีการจัดการต่างๆมาใช้ได้โดยอาศัยอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ถึงบัดนี้ยังไม่มีจังหวัดใดกล้าประกาศเพราะกลัวจะกระทบการท่องเที่ยวและกลัวถูกฟ้องจากภาคเอกชน
 
2. ระบบการพยากรณ์ความรุนแรงของฝุ่น PM 2.5 ยังไม่ชัดเจนและไม่แม่นยำ ทุกวันนี้กรมอุตุนิยมวิทยาจะทำหน้าที่พยากรณ์สภาพลมฟ้าอากาศ ดังนั้นเครื่องมือที่จัดหามาก็นำมาใช้เพื่อการพยากรณ์อากาศเท่านั้น ไม่ได้ใช้เพื่อทำนายปริมาณฝุ่นPM 2.5 ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าเช่น กรมอุตุนิยมวิทยาจะทำการตรวจวัดความเร็วและทิศทางลมรวมทั้งความชื้นที่ระดับยอดหญ้าทุก3 ชั่วโมงแต่ถ้าจะใช้ทำนายปริมาณฝุ่นPM 2.5ต้องเป็นเสาวัดทิศทางและความเร็วลมมีความสูงอย่างน้อย10เมตรขึ้นไปโดยตรวจวัดทุก 1 ชั่วโมง รวมทั้งต้องติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดความสูงของภาวะอุณหภูมิผกผัน(Temperature inversion)หรือ Mixing height เป็นต้น ดังนั้นถึงแม้กรมควบคุมมลพิษจะนำข้อมูลไปเข้าแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อทำนายก็ยังไม่แม่นยำเพียงพอโดยจะไม่รู้ว่าปริมาณฝุ่นมีปริมาณมากน้อยและส่งผลไกลแค่ไหน นอกจากนี้จังหวัดเชียงใหม่จะขอใช้ App.CMI ซึ่งเป็นผล ผลิตของนักวิจัยในจังหวัดเชียงใหม่ (โดยใช้เครื่องมือที่ทำการตรวจวัดอากาศเป็นค่าReal time) และทำการคาดการณ์ล่วงหน้าส่งไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในจังหวัดเพื่อแจ้งเตือนการป้องกันตัวเองแทนการใช้ App.Air4thai ด้วย
 
3. การประชาสัมพันธ์เรื่องอันตรายและการให้ประชาชนป้องกันตัวเป็นรูปแบบเดิมๆไม่ได้กระตุ้นหรือจูงใจให้เกิดความตระหนักมากขึ้น ขณะเดียวกันประชาชนเริ่มเคยชินกับการอยู่ร่วมกับฝุ่นแล้ว ดังนั้นหน่วยงานต้องเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารความเสี่ยงให้ชัดเจนให้ประชาชนมีความตระหนักซึ่งกรมประชาสัมพันธ์ต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ดังนั้นจึงควรให้มีการแจ้งและทำนายสถานการณ์ฝุ่นPM 2.5ในสื่อต่างๆไปพร้อมกับที่มีการพยากรณ์ลมฟ้าอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาด้วย
 
4. ในพื้นที่9จังหวัดภาคเหนือที่มีปัญหาฝุ่นPM 2.5ทุกปียังไม่ได้บูรณาการในการจัดการเรื่องการเผาวัสดุทางการเกษตรเหลือใช้ให้ชัดเจน แต่ต่างคนต่างทำ ดังนั้นการประกาศงดการเผาจึงขึ้นกับแต่ละจังหวัดจะประกาศเอง แต่ปัญหาฝุ่นPM 2.5ส่วนใหญ่เกิดจากการ”ชิงเผา”ของเกษตรกรในแต่ละจังหวัดทำให้ฝุ่นควันจากจังหวัดหนึ่งข้ามแดนไปอีกจังหวัดหรืออาจเกิดการชิงเผาพร้อมกันในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ เช่น การเผาที่ลำปาง เชียงใหม่ เป็นต้น
 
5. ปีนี้รัฐบาลโดยสำนักงานอ้อยและน้ำตาลกำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยไฟไหม้เข้าโรงงานได้ ร้อยละ50 โดยจะหักเงินค่าปรับ30บาทต่อตัน ซึ่งจะเกิดการเผาไร่อ้อยประมาณ6ล้านไร่(ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันตกซึ่งมีโรงงานน้ำตาลทรายอยู่ถึง52จาก58แห่ง)โดยอ้อยไฟไหม้เมื่อตัดแล้วต้องเข้าหีบอ้อยภายใน2วันไม่เช่นนั้นความหวานจะลดลงมาก ดังนั้นจะเห็นว่าในเดือนมกราคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์จะเกิดการเผาไร่อ้อยจำนวนมากที่จังหวัดกาญจนบุรี นครสวรรค์ สุพรรณบุรี ราชบุรี นครราชสีมา เป็นต้น รัฐบาลยังไม่ชัดเจนเรื่องนี้
 
https://www.facebook.com/sonthi.kotchawat/posts/3115450775140228
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่