ในสมัยก่อน มีเฉพาะข้าราชการเท่านั้นที่เกษียณอายุราชการแล้วจะได้รับเงินบำเหน็จ บำนาญจากรัฐบาล โดยพนักงานเอกชนจะไม่ได้รับเงินส่วนนี้ ทั้งยังไม่มีสวัสดิการใด ๆ ช่วยเหลือเลย ต่างจากทุกวันนี้ที่ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือพนักงานบริษัทเอกชนก็สามารถขอรับเงินบำเหน็จ บำนาญ และเงินกองทุนต่าง ๆ เพื่อใช้ในวัยเกษียณ แล้วข้าราชการและพนักงานบริษัทจะได้รับเงินเกษียณจากที่ไหน มีความแตกต่างกันอย่างไร มีดังนี้
ข้าราชการเกษียณอายุราชการ
1. กบข. (กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ) จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการออมและเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญให้กับข้าราชการที่เกษียณอายุการทำงาน หรือข้าราชการที่มีความประสงค์จะลาออกจากราชการ โดยจะได้รับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนทุกเดือน เงินสมทบจากรัฐในอัตราที่เท่ากัน เงินชดเชย และผลประโยชน์จาก กบข. โดยสามารถตรวจสอบยอดเงินได้จากใบแจ้งยอดจาก กบข. ในทุก ๆ สิ้นปี
2. เงินบำเหน็จ บำนาญ ข้าราชการเกษียณ โดยเราสามารถเลือกได้ว่าต้องการรับเป็นเงินบำเหน็จ (เงินก้อน) หรือเงินบำนาญ (ขอรับเป็นรายเดือน) โดยจะมีความแตกต่างกัน ดังนี้
เงินบำเหน็จ
เป็นสมาชิก กบข. จะได้รับเงินบำเหน็จเป็นเงินก้อน โดยคิดจากเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คูณด้วยอายุราชการที่ผ่านมา เช่น เงินเดือน 60 เดือนสุดท้ายเฉลี่ย 30,000 บาท อายุราชการ 35 ปี = 30,000 X 35 จะได้รับเงินบำเหน็จทั้งหมด 1,050,000 บาท
ไม่เป็นสมาชิก กบข. จะได้รับเงินบำเหน็จเป็นเงินก้อน โดยคำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้าย คูณด้วยอายุราชการที่ผ่านมา เช่น เงินเดือนเดือนสุดท้าย 35,000 บาท อายุราชการ 35 ปี = 35,000 X 35 จะได้รับเงินบำเหน็จทั้งหมด 1,225,000 บาท
เงินบำนาญ
เป็นสมาชิก กบข. จะได้รับเงินบำนาญเป็นรายเดือน โดยคิดจากเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คูณด้วยอายุราชการที่ผ่านมา เช่น เงินเดือน 60 เดือนสุดท้ายเฉลี่ย 30,000 บาท อายุราชการ 35 ปี = (30,000/50) X 35 จะได้รับเงินบำนาญเดือนละ 21,000 บาท ทั้งนี้ เงินบำนาญในแต่ละเดือนจะต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนที่ได้รับก่อนเกษียณราชการ
ไม่เป็นสมาชิก กบข. จะได้รับเงินบำนาญเป็นรายเดือน โดยคำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายหารด้วย 50 คูณด้วยอายุราชการที่ผ่านมา เช่น เงินเดือนเดือนสุดท้าย 35,000 บาท อายุราชการ 35 ปี = (35,000/50) X 35 จะได้รับเงินบำนาญเดือนละ 24,500 บาท
พนักงานเอกชน สำหรับพนักงานเอกชนเองก็มีเงินที่จะได้รับหลังจากเกษียณอายุการทำงาน
1. เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident fund) เป็นเงินกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการออมและเป็นหลักประกันการจ่ายเงินสำรองเลี้ยงชีพให้กับเหล่าพนักงานเอกชนเมื่อลาออกจากกองทุนหรือเกษียณอายุงาน โดยจะได้รับเงินสะสมในส่วนที่เราจ่ายทุกเดือน เงินสมทบในส่วนของนายจ้าง และผลประโยชน์ตอบแทนจากกองทุน
2. เงินบำเหน็จ บำนาญจากกองทุนประกันสังคม หลายคนไม่รู้ว่าเราสามารถรับเงินบำเหน็จ บำนาญประกันสังคมได้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือในวัยเกษียณนั่นเอง โดยจะมีความแตกต่าระหว่างเงินบำเหน็จและเงินบำนาญคือ
เงินบำเหน็จ จะจ่ายให้ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบ 1 – 179 เดือน โดยจะจ่ายเป็นเงินก้อนเพียงครั้งเดียว โดยผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบไม่ถึง 12 เดือน จะได้รับเงินสมทบในส่วนของตนเองเท่านั้น ส่วนผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 - 179 เดือน จะได้รับเงินสมทบในส่วนของตนเอง เงินสมทบในส่วนของนายจ้าง และผลประโยชน์ตอบแทนจากกองทุน
เงินบำนาญ จะจ่ายให้ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือนขึ้นไป โดยจะจ่ายให้เป็นรายเดือน เป็นจำนวน 20% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ จ่ายให้ทุกเดือนจนกระทั่งเสียชีวิต
ไม่ว่าเราจะเป็นข้าราชการหรือพนักงานบริษัทเอกชน ลองคำนวณเงินหลังเกษียณที่เราจะรับในอนาคต บวกอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 2.09% ต่อปีแล้ว เราจะพบว่า ในอนาคตนั้น เงินเกษียณที่เราคิดว่ามากพอ อาจไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้ สมมุติ ถ้าตอนนี้เราอายุ 40 ปี อีก 20 ปีเราจะเกษียณอายุการทำงาน ปัจจุบันเราใช้เงินวันละ 200 บาท อีก 15 ปี ข้างหน้าเราจะต้องมีเงินวันละ 283.60 บาทในการใช้จ่ายในแต่ละวัน ถ้าเราได้รับเงินเกษียณ 1,000,000 บาท เราจะมีเงินใช้อยู่แค่ 9.6 ปี หรือตอนที่เราอายุ 69 ปี เท่านั้น แล้วถ้าระหว่างนั้นเรามีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพเพิ่มขึ้นมาล่ะ เงิน 1 ล้านบาท อาจจะอยู่ไม่ถึงตอนอายุ 69 ก็ได้ และถ้ามีเงินมากพอก็สามารถทำกิจกรรมในฝันของคนวัยเกษียณได้อย่างสบาย ๆ
จะทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นวิกฤติทางการเงินหลังเกษียณ
1. ควรออมเงิน 10% - 30% ของรายได้ ใช้จ่ายให้ประหยัด แม้เราจะมีการส่งเงินสมทบกองทุนต่าง ๆ ไปแล้ว แต่เราก็ควรมีการออมเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง สำหรับเก็บไว้ใช้หรือการลงทุนหลังเกษียณ โดยเราสามารถเลือกได้ว่าจะออมโดยการฝากประจำ การซื้อสลากออมสิน หรือการลงทุนกับกองทุนต่าง ๆ ก็ได้ค่ะ
2. แบ่งเงินลงทุนทำธุรกิจ ทำเงินก้อนเล็กให้กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ไว้เลี้ยงชีพหากเรามีธุรกิจที่มั่นคงเป็นของตัวเอง ก็หมายความว่าเราจะมีรายได้สม่ำเสมอจากธุรกิจของเรา ควรเลือกธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ ขายง่าย คืนทุนเร็ว สินค้าติดตลาด อย่างแฟรนไชส์เดอะวอฟเฟิล ที่มียอดขาย 1 ล้านชิ้นต่อเดือน การันตีความนิยมในตัวสินค้าได้เป็นอย่างดีว่า ‘เดอะวอฟเฟิล ไม่ว่าใครขาย ก็ขายได้ขายดี’
3. ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ลงทุนในที่ดิน บ้าน คอนโด สำหรับให้เช่าหรือเก็งกำไรในอนาคต มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์มีแต่เพิ่มขึ้นไม่มีลดลงนะคะ ยิ่งหากความเจริญมาเยือนในละแวกใกล้ ๆ กับที่ดินที่เราถือครองอยู่ ราคาที่ดินบริเวณนั้นจะพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าใจหายทีเดียว
4. ลงทุนในทองคำ ทำกำไรในอนาคต หากต้องการสะสมเพื่อเก็งกำไรในระยะยาว การสะสมทองคำก็ถือว่าให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากทีเดียวค่ะ เพราะราคาทางมีแต่สูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ต้องแลกมากับค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาทองคำของเราด้วยนะคะ
5. ทำประกันสะสมทรัพย์ เป็นเงินเก็บก็ได้ ใช้เป็นมรดกก็ดี เป็นการออมระยะยาว มีความเสี่ยงต่ำ ให้ผลตอบแทนระดับปานกลาง เหมาะสำหรับการออมเพื่อการเกษียณ เพราะเราจะได้รับเงินคืนพร้อมผลตอบแทนเมื่อครบสัญญา ซึ่งจะเป็นหลักประกันได้ว่าเราจะมีเงินก้อนไว้ใช้ในยามเกษียณแน่นอน
หลังเกษียณอายุการทำงาน ไม่ว่าเราจะเลือกใช้ชีวิตในแบบไหนต้องคิดให้ดีก่อนว่าเกษียณแล้วต้องใช้เงินเดือนละเท่าไหร่แต่อย่าลืมว่า ในวัยเกษียณนั้น นอกจากค่าใช้จ่ายรายวัน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแล้ว เราควรมีเงินสำรองไว้สำหรับกรณีอื่น ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่าบำรุงและค่าส่วนกลางต่าง ๆ ที่อาจเพิ่มขึ้นมาในภายหลัง ดังนั้น หากมองแล้วว่าเงินเกษียณที่จะได้รับในอนาคตอาจไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวแล้วล่ะก็ เราควรเริ่มลงมือทำธุรกิจหรือลงทุนในหน่วยการลงทุนต่าง ๆ เพื่อทำให้เงินที่เรามีอยู่ผลิดอกออกผลให้เราเชยชม และเก็บสำรองไว้ใช้ในยามเกษียณ ธุรกิจแฟรนไชส์เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจและไม่ต้องพึ่งประสบการณ์ก็ทำได้ เพียงเท่านี้ ชีวิตหลังเกษียณของเราก็จะสุขกายสบายใจ ได้แล้วล่ะ
สนใจร่วมในความสำเร็จของเรา
Website :
https://bit.ly/2GSNlwL
Youtube :
https://bit.ly/2RXdWd0
Line :
http://nav.cx/aBAtyNI
Mobile: 081 351 3138 / 082 650 8866
Tel. 02 748 6410 - 11
E - Mail : thewaffle@thewafflesupply.com
ชีวิตหลังเกษียณคนทำงานเอกชนกับข้าราชการต่างกันอย่างไร
ข้าราชการเกษียณอายุราชการ
1. กบข. (กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ) จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการออมและเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญให้กับข้าราชการที่เกษียณอายุการทำงาน หรือข้าราชการที่มีความประสงค์จะลาออกจากราชการ โดยจะได้รับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนทุกเดือน เงินสมทบจากรัฐในอัตราที่เท่ากัน เงินชดเชย และผลประโยชน์จาก กบข. โดยสามารถตรวจสอบยอดเงินได้จากใบแจ้งยอดจาก กบข. ในทุก ๆ สิ้นปี
2. เงินบำเหน็จ บำนาญ ข้าราชการเกษียณ โดยเราสามารถเลือกได้ว่าต้องการรับเป็นเงินบำเหน็จ (เงินก้อน) หรือเงินบำนาญ (ขอรับเป็นรายเดือน) โดยจะมีความแตกต่างกัน ดังนี้
เงินบำเหน็จ
เป็นสมาชิก กบข. จะได้รับเงินบำเหน็จเป็นเงินก้อน โดยคิดจากเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คูณด้วยอายุราชการที่ผ่านมา เช่น เงินเดือน 60 เดือนสุดท้ายเฉลี่ย 30,000 บาท อายุราชการ 35 ปี = 30,000 X 35 จะได้รับเงินบำเหน็จทั้งหมด 1,050,000 บาท
ไม่เป็นสมาชิก กบข. จะได้รับเงินบำเหน็จเป็นเงินก้อน โดยคำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้าย คูณด้วยอายุราชการที่ผ่านมา เช่น เงินเดือนเดือนสุดท้าย 35,000 บาท อายุราชการ 35 ปี = 35,000 X 35 จะได้รับเงินบำเหน็จทั้งหมด 1,225,000 บาท
เงินบำนาญ
เป็นสมาชิก กบข. จะได้รับเงินบำนาญเป็นรายเดือน โดยคิดจากเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คูณด้วยอายุราชการที่ผ่านมา เช่น เงินเดือน 60 เดือนสุดท้ายเฉลี่ย 30,000 บาท อายุราชการ 35 ปี = (30,000/50) X 35 จะได้รับเงินบำนาญเดือนละ 21,000 บาท ทั้งนี้ เงินบำนาญในแต่ละเดือนจะต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนที่ได้รับก่อนเกษียณราชการ
ไม่เป็นสมาชิก กบข. จะได้รับเงินบำนาญเป็นรายเดือน โดยคำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายหารด้วย 50 คูณด้วยอายุราชการที่ผ่านมา เช่น เงินเดือนเดือนสุดท้าย 35,000 บาท อายุราชการ 35 ปี = (35,000/50) X 35 จะได้รับเงินบำนาญเดือนละ 24,500 บาท
พนักงานเอกชน สำหรับพนักงานเอกชนเองก็มีเงินที่จะได้รับหลังจากเกษียณอายุการทำงาน
1. เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident fund) เป็นเงินกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการออมและเป็นหลักประกันการจ่ายเงินสำรองเลี้ยงชีพให้กับเหล่าพนักงานเอกชนเมื่อลาออกจากกองทุนหรือเกษียณอายุงาน โดยจะได้รับเงินสะสมในส่วนที่เราจ่ายทุกเดือน เงินสมทบในส่วนของนายจ้าง และผลประโยชน์ตอบแทนจากกองทุน
2. เงินบำเหน็จ บำนาญจากกองทุนประกันสังคม หลายคนไม่รู้ว่าเราสามารถรับเงินบำเหน็จ บำนาญประกันสังคมได้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือในวัยเกษียณนั่นเอง โดยจะมีความแตกต่าระหว่างเงินบำเหน็จและเงินบำนาญคือ
เงินบำเหน็จ จะจ่ายให้ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบ 1 – 179 เดือน โดยจะจ่ายเป็นเงินก้อนเพียงครั้งเดียว โดยผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบไม่ถึง 12 เดือน จะได้รับเงินสมทบในส่วนของตนเองเท่านั้น ส่วนผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 - 179 เดือน จะได้รับเงินสมทบในส่วนของตนเอง เงินสมทบในส่วนของนายจ้าง และผลประโยชน์ตอบแทนจากกองทุน
เงินบำนาญ จะจ่ายให้ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือนขึ้นไป โดยจะจ่ายให้เป็นรายเดือน เป็นจำนวน 20% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ จ่ายให้ทุกเดือนจนกระทั่งเสียชีวิต
ไม่ว่าเราจะเป็นข้าราชการหรือพนักงานบริษัทเอกชน ลองคำนวณเงินหลังเกษียณที่เราจะรับในอนาคต บวกอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 2.09% ต่อปีแล้ว เราจะพบว่า ในอนาคตนั้น เงินเกษียณที่เราคิดว่ามากพอ อาจไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้ สมมุติ ถ้าตอนนี้เราอายุ 40 ปี อีก 20 ปีเราจะเกษียณอายุการทำงาน ปัจจุบันเราใช้เงินวันละ 200 บาท อีก 15 ปี ข้างหน้าเราจะต้องมีเงินวันละ 283.60 บาทในการใช้จ่ายในแต่ละวัน ถ้าเราได้รับเงินเกษียณ 1,000,000 บาท เราจะมีเงินใช้อยู่แค่ 9.6 ปี หรือตอนที่เราอายุ 69 ปี เท่านั้น แล้วถ้าระหว่างนั้นเรามีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพเพิ่มขึ้นมาล่ะ เงิน 1 ล้านบาท อาจจะอยู่ไม่ถึงตอนอายุ 69 ก็ได้ และถ้ามีเงินมากพอก็สามารถทำกิจกรรมในฝันของคนวัยเกษียณได้อย่างสบาย ๆ
จะทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นวิกฤติทางการเงินหลังเกษียณ
1. ควรออมเงิน 10% - 30% ของรายได้ ใช้จ่ายให้ประหยัด แม้เราจะมีการส่งเงินสมทบกองทุนต่าง ๆ ไปแล้ว แต่เราก็ควรมีการออมเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง สำหรับเก็บไว้ใช้หรือการลงทุนหลังเกษียณ โดยเราสามารถเลือกได้ว่าจะออมโดยการฝากประจำ การซื้อสลากออมสิน หรือการลงทุนกับกองทุนต่าง ๆ ก็ได้ค่ะ
2. แบ่งเงินลงทุนทำธุรกิจ ทำเงินก้อนเล็กให้กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ไว้เลี้ยงชีพหากเรามีธุรกิจที่มั่นคงเป็นของตัวเอง ก็หมายความว่าเราจะมีรายได้สม่ำเสมอจากธุรกิจของเรา ควรเลือกธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ ขายง่าย คืนทุนเร็ว สินค้าติดตลาด อย่างแฟรนไชส์เดอะวอฟเฟิล ที่มียอดขาย 1 ล้านชิ้นต่อเดือน การันตีความนิยมในตัวสินค้าได้เป็นอย่างดีว่า ‘เดอะวอฟเฟิล ไม่ว่าใครขาย ก็ขายได้ขายดี’
3. ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ลงทุนในที่ดิน บ้าน คอนโด สำหรับให้เช่าหรือเก็งกำไรในอนาคต มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์มีแต่เพิ่มขึ้นไม่มีลดลงนะคะ ยิ่งหากความเจริญมาเยือนในละแวกใกล้ ๆ กับที่ดินที่เราถือครองอยู่ ราคาที่ดินบริเวณนั้นจะพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าใจหายทีเดียว
4. ลงทุนในทองคำ ทำกำไรในอนาคต หากต้องการสะสมเพื่อเก็งกำไรในระยะยาว การสะสมทองคำก็ถือว่าให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากทีเดียวค่ะ เพราะราคาทางมีแต่สูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ต้องแลกมากับค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาทองคำของเราด้วยนะคะ
5. ทำประกันสะสมทรัพย์ เป็นเงินเก็บก็ได้ ใช้เป็นมรดกก็ดี เป็นการออมระยะยาว มีความเสี่ยงต่ำ ให้ผลตอบแทนระดับปานกลาง เหมาะสำหรับการออมเพื่อการเกษียณ เพราะเราจะได้รับเงินคืนพร้อมผลตอบแทนเมื่อครบสัญญา ซึ่งจะเป็นหลักประกันได้ว่าเราจะมีเงินก้อนไว้ใช้ในยามเกษียณแน่นอน
หลังเกษียณอายุการทำงาน ไม่ว่าเราจะเลือกใช้ชีวิตในแบบไหนต้องคิดให้ดีก่อนว่าเกษียณแล้วต้องใช้เงินเดือนละเท่าไหร่แต่อย่าลืมว่า ในวัยเกษียณนั้น นอกจากค่าใช้จ่ายรายวัน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแล้ว เราควรมีเงินสำรองไว้สำหรับกรณีอื่น ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่าบำรุงและค่าส่วนกลางต่าง ๆ ที่อาจเพิ่มขึ้นมาในภายหลัง ดังนั้น หากมองแล้วว่าเงินเกษียณที่จะได้รับในอนาคตอาจไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวแล้วล่ะก็ เราควรเริ่มลงมือทำธุรกิจหรือลงทุนในหน่วยการลงทุนต่าง ๆ เพื่อทำให้เงินที่เรามีอยู่ผลิดอกออกผลให้เราเชยชม และเก็บสำรองไว้ใช้ในยามเกษียณ ธุรกิจแฟรนไชส์เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจและไม่ต้องพึ่งประสบการณ์ก็ทำได้ เพียงเท่านี้ ชีวิตหลังเกษียณของเราก็จะสุขกายสบายใจ ได้แล้วล่ะ
สนใจร่วมในความสำเร็จของเรา
Website : https://bit.ly/2GSNlwL
Youtube : https://bit.ly/2RXdWd0
Line : http://nav.cx/aBAtyNI
Mobile: 081 351 3138 / 082 650 8866
Tel. 02 748 6410 - 11
E - Mail : thewaffle@thewafflesupply.com