สิ่งที่ควรรู้และข้อควรระวังก่อนตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ 2

https://pantip.com/topic/39593290

ต่อจากตอนแรกนะคะ 

     วันที่ไกล่เกลี่ยวันที่ 1 เวลานัด 13.30 น.

     วันนี้มีผู้รวมไกล่เกลี่ยทั้งหมด 4 ฝ่ายดังนี้
      ฝ่ายเจ้าหน้าที่กรมแรงงาน  1 คน
      ฝ่ายสถานฑูตไทย      1  คน
      ฝ่ายผู้แจ้ง                  5  คน ( น้องๆ 4 คนเป็นน้องผู้หญิง 3 คน น้องชายเรา และเราเป็นคนแปล)
      ฝ่ายบริษัท                 3  คน (ตัวแทน HR,ทนายบริษัท,พนักงานต่างชาติในบริษัท)
      รวมทั้งหมด 10 คน โดยขอเรียกชื่อย่อตามนี้ พนักงานต่างชาติในบริษัท = คุณT 

     กว่าจะได้เริ่มจริงๆก็เป็นเวลาเกือบ 3 โมง เนื่องจากตัวแทนบริษัทยังมาไม่ครบบ้าง เจ้าหน้าที่กรมแรงงานยังติดเคสอื่นอยู่บ้าง ทำให้เลยเวลาที่นัด
ค่อนข้างเยอะ  เมื่อมาพร้อมทุกคน เราก็ยกมือแล้วพูดก่อนเลยว่า เมื่อวานหลังจากที่มาแจ้งไป และวันนั้นน้องชายเรายังไปทำงานอยู่ คนในบริษัทคุณได้ข่มขู่น้องเราให้ยอมความมาถอนฟ้อง และได้โทรมาคุกคามตัวเราเองในเวลาดึกประมาณ 4 ทุ่ม เราบอกทางเจ้าหน้าที่ว่าเราต้องแจ้งก่อนเพื่อปกป้องตัวเอง และทางทนายฝั่งนั้นได้บอกว่าอันนี้ไม่ได้เข้าข่ายอาชญกรรมเพราะไม่ได้ข่มขู่เอาชีวิต จะเอาผิดไม่ได้ เราบอกเจ้าหน้าที่ไปว่า เราไม่ได้จะแจ้งความรึอะไร แต่เรื่องนี้ทางเจ้าหน้าที่และตัวแทนสถานฑูตควรรับรู้ 
    ทางเจ้าหน้าที่ได้ให้เราเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ฟัง เราก็แจ้งตามที่น้องชายได้เล่าให้ฟังโดยละเอียด และที่มีคนโทรมาหาเราตอนดึกเมื่อวาน คุณ T ก็รีบแย้งขึ้นมาว่าทำไมไม่ให้น้องเราพูดเอง ด้วยน้องชายเราภาษาไม่แข็งแรงอยู่แล้ว พูดผิดๆถูกๆ เราเลยบอกว่านี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องมาด้วย เพราะน้องๆทุกคนภาษาไม่แข็งแรง ถ้าคุณ T ได้พูดเชิงแหนบมาว่าถ้าคิดจะมาทำงานต่างประเทศแล้วไม่สามารถพูดปกป้องตัวเองได้ ควรคิดก่อนมาได้แล้วว่าสมควรไหม ตอนนั้นใจเราเดือดมากกำลังจะตอบโต้ไปนั้น ทางเจ้าหน้าที่ก็พูดขึ้นมาว่า ทางบริษัทคุณเองไม่ใช่หรอที่เลือกแต่พนักงงานที่สื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้มาทำงาน ทางคุณ T หน้าถอดสี และพูดเสียงอ่อนว่า ทางบริษัทเข้าใจว่ามีหลายคนในบริษัทไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ เลยมีเจ้าหน้าที่คนไทยคอยเป็นล่ามให้ บลาๆๆ และนางก็พยายามเปลี่ยนเรื่อง หันมาถามว่าใครเป็นมาขู่ เรามีพยานไหม เราเลยถามว่าเราจะไปเอาพยานมาจากไหน ในเมื่อคนในบริษัทคุณเรียกน้องชายเรา เข้าไปคุยเป็นการส่วนตัว แต่ถ้าหลักฐานว่าโทรหาเราจริงไหม เรามีพร้อมคลิปเสียง อยากฟังไหม นางก็เงียบ แล้วเปลี่ยนเรื่องว่าทางน้องๆมีปัญหาอะไรกับบริษัท เราก็แจ้งเป็นข้อๆดังนี้

      1. งานที่ทำไม่ตรงกับที่เคยแจ้งในใบ offer ดังนี้.....
      2. ห้องพักไม่ตรงตามที่คุย
      3. ทำไมทางน้องถึงไม่ได้สัญญาว่าจ้างงาน แม้แต่ถ่ายรูปยังไม่ได้
      4. ในสัญญาว่าจ้างที่น้องๆเซ็นไปนั้นไม่ได้ระบุว่าต้องเสียเงินเท่าไรในการลาออกแล้วทำไมพอจะออกจริงๆมีค่าเรียกเก็บเกินจริง ที่ไม่สามารถแจกแจงได้เกิดขึ้น
      
      ตั้งแต่ข้อแรกที่เราเริ่มพูด ทางคุณ T เริ่มแสดงอาการไม่พอใจ และบอกให้เราพูดแต่เนื้อๆ เราก็หันไปบอกว่าก็ฉันพูดกำลังอธิบายอย่างละเอียด โปรดกรุณาฟังให้จบอย่าแทรกขึ้นมา ด้วยอารมณ์เราในตอนนั้นบอกเลยว่าเดือดแบบใครก็ห้ามไม่อยู่ เพราะคำพูดและท่าทางขอนางนั้นถือตัว และไม่ยอมรับฟังใดๆทั้งสิ้น และวันนั้นเองทำให้รู้ว่าภาษาอังกฤษขอตัวเองแข็งแรงมากขนาดไหน เมื่อของขึ้น 55+  (ขอบอกลักษณะคุณ T ก่อน นางเป็นผู้หญิงอายุ 30-40 ปี เป็นคนประเทศที่ชาไข่มุกดัง ) เราได้บอกว่าตอนนี้น้องไม่อยากกลับไปบริษัทนี้อีกแล้ว เพราะห่วงความปลอดภัยของตัวเอง เพราะถ้ากลับไปที่บริษัทหรือห้องพักของบริษัทไม่รู้ว่าจะโดนอะไรบ้าง เพราะคนในบริษัทก็มีกุญแจห้องอีกชุด เราบอกทางนั้นว่าคุณเห็นไหมว่าแม้แต่สุขอนามัยในบริษัทคุณแย่แค่ไหน (ลืมแจ้งไปว่าน้องชายเราติดไข้จากคนในบริษัทและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 3 คืนเพื่อเฝ้าดูอาการและหมอให้หยุดรักษาตัวอีก 2 วัน แต่ถือว่าโชคดีของน้องชายที่มีประกันชีวิตของที่ไทยที่จ่ายให้หมด) แต่น้องๆอีก3 คนไอบ้าง ไข้ขึ้นบ้าง คือพูดง่ายๆว่าป่วยกันทุกคน

        ทางคุณ T ก็พูดว่าทำไมไม่ไปหาหมอ น้องคนหนึ่งเลยบอกว่า หนูจะเอาเงินจากไหนไปหาหมอและหนูสื่อสารกับหมอไม่รู้เรื่อง ทางเจ้าหน้าที่ได้ถาม HR ไปว่าบริษัทคุณมีพนักงานกี่คน นางก็ตอบไปจำนวนเราจำไม่ได้ แต่ค่อนข้างเยอะ ทางเจ้าหน้าที่เลยถามว่าแล้วไม่มีคลีนิกหรือห้องพยาบาลให้พนักงงานหรอ เพราะตามกฎหมายมันควรจะมี คุณ T รีบสวนขึ้นมาว่าบริษัทมีห้องพยาบาล เราเลยหันไปถามน้องๆว่ารู้กันบ้างไหมว่ามี วันแรกที่มามีคนแจ้งไหม น้องๆบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ทราบว่ามี ทางนั่นแจ้งแค่ว่าถ้าไม่สบายให้ไปขอยากับธุรการ เราก็แปลไปตามที่น้องพูด คุณ T ก็สวนขึ้นมาอีกว่าไม่มีกับไม่รู้ความหมายต่างกันนะ แล้วหันไปบอกเจ้าหน้าที่ว่าน้องๆพวกนี้ยังเด็ก บางครั้งอาจจะไม่ใส่ใจที่จะถามเรื่องพวกนี้ เราก็เลยสวนตอบกลับไปว่ามันไม่ใช่หน้าที่ที่พนักงานต้องรู้เอง แต่ทางคุณต้องเป็นฝ่ายแจ้งกับพนักงงาน ไม่มีใครจะรู้ทุกอย่างและน้องๆก็เพิ่งมาทำงานไม่ถึงเดือน ทางเจ้าหน้าที่เห็นด้วยกับเราแล้วบอกทางบรืษัทไปว่า ให้ทางบริษัทแจ้งพนักงานทุกคนให้รู้ว่าบริษัทมีห้องพยาบาลสามารถไปรักษาได้ถ้าไม่สบาย

       และเราก็บอกต่อไปว่าบริษัทคุณหักเงินพนักงานไม่เป็นธรรม ถึงแม้เด็กๆจะยังไม่ผ่านการทดลองงาน เรายังพูดไม่ทันจบ คนเดิมก็สวนขึ้นมาอีกว่ามันเป็นข้อตกลงระหว่างพนักงานและบริษัทที่จะมีสิทธิ์หักเงินพนักงานที่ยังไม่ผ่านโปรใช่ไหมคะ พร้อมหันไปยิ้มหวานให้เจ้าหน้าที่ประหนึ่งว่ายกนี้นางชนะ เราได้แต่ยิ้มพร้อมบอกกับไปว่าและการที่เด็กลาป่วย 1 วัน คุณหักสองวันทำงานถูกต้องตามกฎหมายอันนี้ทำได้ไหม พร้อมยิ้มหวานไปทางเจ้าหน้าที่เช่นกัน เจ้าหน้าที่บอกว่าใช่ทางบริษัทมีสิทธิ์หักเงินหรือไม่จ่ายในวันที่พนักงานได้แต่ไม่สิทธิ์หักมากกว่าที่พนักงานหยุด ซึ่งหมายถึงถ้าพนักงงานไม่มาทำงาน 1 วัน ทางบริษัทสามารถไม่จ่ายหรือหักเงินได้แค่วันเดียว จะหักสองเท่าไม่ได้ คุณ T หน้าเจื่อนแล้วหันไปพูดกับ HR ให้เช็คเรื่องนี้อีกที 
   
     เจ้าหน้าที่พยายามให้เรื่องจบโดยเร็วเพราะใกล้เวลาที่กรมแรงงานจะปิดแล้ว เลยให้ทางบริษัทนำพาสปอร์ตของน้องๆทั้งหมดคืนให้และน้องๆต้องไม่เสียค่าปรับใดๆทั้งสิ้นถ้าไม่มีใบเสร็จที่ถูกต้อง ทางบริษัทก็เริ่มเล่นเกมส์ต่อโดยบอกว่านำพาสปอร์ตมาแค่เล่มเดียวคือของน้องเรา ทางเจ้าหน้าที่บอกทำแบบนี้ไม่ได้เพราะในใบแจ้งที่ให้ไปเมื่อวานตกลงต้องนำพาสปอร์ตของทั้งสี่คนมาตามที่ระบุไป ทำไมถึงเอามาแค่คนเดียว เราก็เลยรีบพูดสวนไปว่าเมื่อวานทางบริษัทจดชื่อน้องๆทุกคนไว้แล้วว่าใครจะขอลาออกบ้าง ทำไมวันนี้กลับผิดคำพูดทั้งที่เมื่อวานทางคุณตกลงที่จะเอามาให้หมด ทางคุณ T ก็พยายามบอกว่าออกพร้อมกันหมดทั้งสี่คน บริษัทเสียหายเตรียมตัวไม่ทัน อีกทั้งต้องมีการเคลียร์ของที่ต้องคืนบริษัท (โทรศัพท์ ซิมการ์ด กุญแจห้องและอื่นๆ ) จำเป็นต้องให้น้องๆทุกคนไปบริษัท เราเลยบอกว่าไปได้แต่ต้องมีเราและตัวแทนสถานฑูตไปด้วยไม่งั้นเราจะไม่ปล่อยน้องๆไปกันเอง ขนาดเมื่อวานคนของคุณยังกล้าโทรมาคุกคามเรา ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นอีกบ้าง ทางนั้นบอกทางบริษัทไม่สามารถให้คนนอกเข้าไปได้ ทางเจ้าหน้าที่บอกผมไม่รู้บริษัทคุณมีกฎยังไง แต่วันนี้ทางบริษัทต้องคืนพาสปอร์ตน้องทั้ง 4 คนวันนี้ และให้น้องๆเขียนใบลาออกตอนนี้และยื่นให้ทางบริษัท

    ส่วนเรื่องการเคลียร์ของที่ต้องคืนบริษัทให้มาทำที่นี่ ไม่อนุญาตให้น้องไปบริษัทโดยไม่มีเราและตัวแทนทางสถานฑูตไปด้วย โดยนัดให้มาคุยกันอีกทีโดยให้ทางเราและทางบริษัทเลือกวันที่สะดวกทั้งสองฝ่าย เราเลือกอีกห้าวันหลังจากนี้เพราะวันหยุดเรา แต่ทางนั้นต้องการให้มาสองวัน เราและทางเจ้าหน้าที่ก็งงทำไมต้องสองวัน ทำไมไม่ทำให้จบๆวันเดียว ทางนั้นก็อาจโน่นอ้างนี่ จนได้วันมาสองวันคือวันจันทร์และวันพฤหัสถัดไป และก่อนการไกล่เกลี่ยจะจบ เราได้บอกกับทางเจ้าหน้าที่ว่าน้องๆทุกคนประสงค์ที่จะออกจากคอนโดบริษัทวันนี้ โดยน้องๆยินดีออกค่าใช้จ่ายเอง เพราะน้องๆรู้สึกว่าถ้าอยู่ในคอนโดบริษัทต่อไปอาจเกิดอันตรายได้ ทางเจ้าหน้าที่อนุญาตและบอกให้ทางตัวแทนบริษัทจัดการเรื่องนี้ให้น้องๆทุกคนสามารถย้ายออกได้ในวันนี้ หลังจากน้องๆทุกคนได้พาสปอร์ตและได้ออกจากกรมแรงงาน ก็ตรงกลับมาที่คอนโดบริษัทเพื่อเก็บของย้ายออก แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีก เมื่อเรายกของลงมาข้างล่างหมดและกำลังจะเรียกรถเพื่อนไปที่พัก

    ทางเจ้าหน้าที่ของคอนโดไม่อนุญาตโดยบอกว่าไม่มีการรับแจ้งจากทางนิติให้ทางน้องๆย้ายออก เราก็เลยพยายามติดต่อทาง HR ถึงเรื่องนี้ เวลานั้นเป็นเวลาหกโมงกว่าๆ ครั้งแรกนางส่งข้อความมาบอกว่านางกำลังไปบริษัทเพื่อจัดการให้แต่อาจต้องใช้เวลา ทางเราก็คิดว่าคงไม่นานเลยชวนน้องๆไปทานอาหารเย็นกันก่อน แล้วกลับบมาน่าจะเรียบร้อย พอกลับมาราวสองทุ่มกว่าๆ ทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ยังไม่ยอมให้เราย้ายออกบอกว่ายังไม่ได้รับแจ้ง เราก็พยายามติดต่อกับทาง HR อีกรอบคราวนี้นางไม่รับและปิดเครื่อง เอาแล้วสิงานเข้าแล้ว เราก็พยายามเจรจาถามว่าถ้าเราเอาของออกไปแค่บางส่วนแค่เสื้อผ้าและของมีค่าออกไปได้ไหม ทางนั้นบอกได้ เราก็เลยให้น้องๆเอากระเป๋าใบใหญ่ไปเก็บและเอาเฉพาะเสื้อผ้าสำหรับใส่พอถึงวันจันทร์และของมีค่าลงมา ราวครึ่งชั่วโมงน้องๆก็ลงมา เมื่อกำลังจะเรียกรถ ทางเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ยอมให้ออก เราก็โวยวายว่าเราทำตามที่คุณบอกแล้วนะ ทำไมเราจะยังไปไม่ได้ ทางนั้นก็บอกจะไปก็ไปแต่ตัว แต่ห้ามเอาของออก เราก็เลยโวยวายถามว่าถ้าของมีค่าน้องๆหายไปคุณจะรับผิดชอบแทนไหม ทางนั้นทำท่าไม่สนใจเรายืนโทรหาทาง HR จนท้อไม่รู้จะทำไงน้องเริ่มหมดแรงเพราะน้องบางคนไข้ขึ้น และที่เหลือก็ไม่สบายกันหมด จนสุดท้ายเราเลยโทรหาตัวแทนทางสถานฑูตที่มาด้วยวันนี้ แล้วบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง ทางนั้นก็พยายามโทรหา HR ก็ไม่มีคนรับเหมือนกัน เราเลยบอกให้เขาลองคุยกับทางเจ้าหน้าที่คอนโดดู หลังจากคุยและยื่นเอกสารที่กรมแรงงานให้มาวันนี้ รออีกเกือบครึ่งชั่วโมงทางนั้นก็ยอมปล่อยให้เราไปที่พัก ตอนนั้นเวลาสี่ทุ่ม!! ย้ำว่าสี่ชมกับการย้ายออกจากคอนโดบริษัท หลังจากทุกอย่างเคลียร์้ ประมาณสี่ทุ่ม นี่คือ ข้อความที่เราได้รับจากทาง HR กลับมาตอน 10.09

1) We explain to you that move out can not completed today
2) You are the one telling Dole that you can assist them move out and take care of the accomadation
3) they can lock all the thing inside the logguage

     เราเลยบอกว่าไม่เป็นไรทุกอย่างที่เธอพิมพ์มาฉันจะรายงานทางกรมแรงงานและตัวแทนสถานฑูต เพราะตอนที่ทางบริษัทคุยกับทางเจ้าหน้าที่บอกสามารถทำได้แต่ตอนนี้เธอมากลับคำพูด ทางเราได้แจ้งไปแล้วว่าเราจะหาห้องพักเองแต่ขอย้ายออกไม่เคยให้บริษัทรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น แค่เราขอนำกระเป๋าและสิ่งของที่เป็นของเราออกมา ในเมื่อทางบริษัทคุณไม่ซื่อตรง อย่าหาว่าทางเราขี้ฟ้องแล้วกัน .....เดี๋ยวมาต่อตอนสุดท้ายอีกทีนะ ขอบคุณที่สนใจรับอ่านกัน ที่เราตั้งกระทู้เพราะอยากให้คนที่คิดจะไปทำงานต่างประเทศดูเอกสารและตรวจสอบกันดีๆก่อนคิดจะมา หรือใครที่พลาดไปแล้ว คุณอาจลองทำเหมือนที่เราทำได้นะคะ เดี๋ยวจะมาสรุปให้ว่าถ้าเกิดปัญหาอบบนี้ ควรเริ่มต้นจากอะไรบ้าง
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่