สวัสดีคะ เพื่อนๆชาวพันทิปทุกคน
ขอเกริ่นก่อนว่าที่ตั้งกระทู้ในครั้งนี้ เพื่อเป็นเป็นการแชร์ประสบการณ์จริงที่เกิดกับตัวเองและคนในครอบครัว ซึ่งอยากให้คนที่อยากไปทำงานต่างประเทศ เห็นข้อดี-ข้อเสีย ก่อนตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ โดยไม่ขอระบุชื่อบริษัทหรือประเทศที่ตั้งเพราะตอนนี้กำลังรวบรวมหลักฐานในการดำเนินคดีที่ไทยอยู่
ขอเริ่มแล้วกัน น้องชายของตัวเองได้สัมภาษณ์และตกลงที่จะไปทำงานที่ประเทศนี้ ผ่านการหางานในเพจทางเฟสบุ๊คและได้สัมภาษณ์งานกันผ่านทางไลน์ โดยทางใช้แค่โทรคุยเหมือนสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์ เมื่อผ่านการสัมภาษณ์งานแล้วทางบริษัทส่ง offer มาทางไลน์ โดยระบุเนื้อหาหารทำงานและผลตอบแทนที่จะได้รับ แต่ไม่มีสัญญาว่าจ้างงานส่งมาให้เซ็น โดยอ้างว่าจะให้เซ็นหลังจากมาที่นี่ โดย offer ระบุบแบบนี้ (ข้อยกตัวอย่างแค่บางข้อ)
1. ผู้สมัครมีอายุ 21 ปีขึ้นไป... (แต่ไม่ได้ระบุความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ)
2. ผู้สมัครออกเงินซื้อตั๋วเครื่องบินก่อน และจะได้คืนหลังจากทำงานครบสามเดือน โดยทางบริษัทจะกำหนดสายการบินและไฟส์เดินทางให้ ซึ่งมารู้ทีหลัง ว่าทางบริษัทได้ทำการคุยกับเจ้าหน้าที่ของประเทศนั้น เผื่อในกรณีคนที่มาไม่สามารถเข้าประเทศได้จะมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือออกมา
3. ทางบริษัทจะหักเงินเดือนละประมาณ 7200 บาทเป็นเวลา 6 เดือน และจะคืนให้หลังทำงานครบ 1 ปี (ซึ่งเท่าที่สืบมายังไม่มีใครทำงานครบปีเลยสักคน)
4. ห้องพักห้องละไม่เกิน 4 คน และมีรูปประกอบที่พัก สวยและดูปลอดภัย (พอไปถึงไม่ตรงปก 555+)
5. ถ้าหาลูกค้าได้ตามเป้าในแต่ละเดือนจะได้เงินค่าคอมเพิ่ม (โดยในนั้นระบุอย่างชัดเจนว่ายอดเท่าไรถึงนับเป็นหนึ่งคน)
และเท่าที่อ่านรายละเอียดทั้งหมดในเอกสารนั้นไม่ได้ระบุว่าถ้าแจ้งลาออกจากบริษัทก่อนสามเดือนต้องเสียค่าปรับเท่าไร
วันแรกที่น้องชายไปรายงานตัวที่บริษัท ทำได้มีการเซ็นสัญญาว่าจ้างงานตามที่ได้คุยกันไว้จริง แต่ทางบริษัทไม่ยอมให้สำเนาสัญญาว่าจ้างงานนั้น โดยแจ้งว่าเพื่อความปลอดภัยของบริษัท น้องชายขอถ่ายรูปก็ไม่ให้ ตรงนี้ทำให้เรารู้สึกว่ามันแปลกๆแล้ว และบริษัทยึดพาสปอร์ตโดยอ้างว่าจะเอาไปทำวีซ่าทำงานให้ (ลืมบอกเจ้าของกระทู้ทำงานที่ประเทศนี้มาห้าปีแบบถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่างจ้า )
พอเริ่มงานจริงๆตัวเนี้องานไม่ตรงปกที่เคยคุยกันไว้และมีการเปลี่ยนเป้าให้สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้หาลูกค้าได้ยากขึ้น โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าก่อนบินมาทำงาน อีกทั้งห้องพักไม่ได้อยู่ตามคอนโดที่ทางบรืษัทส่งรูปไปและห้องหนึ่งพัก 6 คนไม่ใช่ 4 คนตามที่บอก ซึ่งหลังจากรู้เรื่องทางน้องชายได้ไลน์ไปถามเอชอาร์ที่ตัวเองสัมภาษณ์ก้อได้คำตอบว่านี่คือคอนโดใหม่ของบริ๋ษัทและที่ให้อยู่ 6 คนเพราะห้องนี้ใหญ่กว่าคอนโดที่เคยแจ้งไป และบอกว่าคอนโดที่เคยส่งให้นั้นเต็มเลยต้องให้อยู่คอนโดนี้ไปก่อน แต่ถ้าอยากย้ายจะสามารถทำได้เมื่อผ่านทดลองงานเท่านั้น ถึงจะยื่นเรื่องไปให้ทางบริษัทพิจารณา ได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่อง
และสิ่งที่ทำให้น้องชายทนไม่ไหวและยื่นเรื่องลาออกคือ ทางบริษัทแจ้งว่าถ้ายังไม่ผ่านทดลองงานไม่สามารถลาป่วยได้ ถ้าลาต้องมีใบรับรองแพทย์ ทางบริษัทจะหักเงินครึ่งหนึ่งของเงินเดือนวันนั้น ถ้าไม่มีใบรับรองแพทย์แล้วลาป่วยจะถือว่าลากิจจะหักเงินเป็นสองเท่าของเงินที่ได้รับ เช่นถ้าลาหยุดโดยไม่ไปหมอ 1 วัน บริษัทจะหักพนักงาน 2 วันทำงาน ซึ่งโดยกฎหมานทั่วไปถือว่าผิด เพราะจะสามารถทำได้แค่ไม่จ่ายเงินในวันที่ไม่มาทำงาน ไม่สามารถหักสองเท่าได้ ปกติแล้วบริษัทที่มีพนักงานจำนวนมากต้องมีคลีนิกหรือห้องพยาบาลไว้บริการแก่พนักงาน แต่เท่าที่ถามจากน้องชายและคนอื่นๆว่ามีไหม ทุกคนบอกไม่รู้ และไม่คิดว่าน่าจะมี เพราะทางบรืษัทไม่ได้แจ้งอะไร ทางนั้นแค่บอกว่าถ้าไม่สบายให้ไปขอยาจากธุรการ
หลายๆคนเริ่มรู้สึกไม่โอเคกับบริษัทนี้ก้อคิดจะไปแจ้งลาออกแต่ทางหัวหน้าทีมคนต่างชาติที่พูดภาษาไทยได้แจ้งว่าถ้าคุณไม่พอใจทำงานก็ลาออกไปแต่คุณต้องจ่ายเงินให้คืนบริษัทโดยประมาณคนละ 27,000 บาท ซึ่งเกิดคำถามว่าจ่ายค่าอะไร เพราะตั๋วเครื่องบินก็ซื้อเอง, ค่าที่พักที่อยู่กันไม่ถึง 15 วันด้วยซ้ำ หรือค่าวีซ่าทำงานก็มั่นใจว่ายังไม่มีการทำอะไรกับตรงนี้แน่ๆ ทางนั้นแจ้งว่าเป็นค่าที่เขาต้องไปจ่ายเจ้าหน้าที่ตม. เวลาพาเราเข้ามา (ตลกมากตรงนี้ เพราะตอนมาเรามีตั๋วเข้าออกถูกต้องและ ประเทศนี้เราสามารถพำนักได้ 30 วัน) พอทางนั้นเริ่มขู่มาแบบนี้ จากที่รวมตัวจะลาออกก็เริ่มสลายเหลือไม่กี่คน เพราะหลายคนยืมเงินคนอื่นมาซื้อค่าตั๋วเครื่องบิน และไม่มีเงินไปจ่ายค่าปรับที่เรียกร้องมา และที่สำคัญพวกเขาสื่อสารภาษาอังกฤษกันไม่ได้
(จริงๆแล้วทางเรายินดีที่จะจ่ายค่าเสียหายถ้าทางบริษัทสามารถแจกแจงค่าใช้จ่ายตามจริง)
เราเลยได้นำเรื่องนี้ปรึกษาเพื่อนๆพี่ในกลุ่มคนไทยหลายคนว่าทำอะไรได้บ้างกัยกรณีนี้ เราเลยเริ่มต้นจาก
- ไปแจ้งเรื่องกับทางสถานฑูตไทยว่าเราทำงานกับบริษัทนี้ที่อยู่ตามนี้ ตอนนี้ทางบริษัทได้ยึดพาสปอร์ตเราไว้ (โดยปกติถ้าเรามาทำงานต่างประเทศควรไปลงทะเบียนไว้นะคะ มันจำเป็นมากจริงๆ)
- ทางสถานฑูตแนะนำให้ไปแจ้งกรมแรงงานที่ประเทศนี้ เพราะทางสถานฑูตรับแจ้งในส่วนของพาสปอร์ต แค่เรื่องข้อตกลงอื่นๆที่เกี่ยวกับการทำงานเราต้องไปร้องเรียนกับทางกรมแรงงาน ซึ่งตอนแรกแค่จะไปปรึกษาเพื่อไว้ไปต่อรองกับทางบริษัทแต่พอทางเจ้าหน้าที่ทราบว่า ทางเราได้แจ้งกับทางสถานฑูตไว้แล้ว เรื่องมันจะไม่เล็กอีกต่อไป ทางเจ้าหน้าที่โทรให้ทางตัวแทนของบริษัทมาทันที (ถือว่าทำงานเร็วเกินความคาดมาดมาก)
- หลังจากที่ตัวแทนบริษัทมาก็เริ่มสอบถามกันระหว่างทางเราและทางบริษัทว่าทำแบบนี้จริงไหม และได้นัดตัวแทนบริษัท ทางเรา
ทั้งหมด (น้องชายและเพื่อนร่วมงานที่พร้อมจะสู้พร้อมกันอีก 3 คน) มาในวันรุ่งขึ้น และถ้าเป็นได้อยากให้ตัวแทนจากสถานฑูตไทยมาเป็นพยาน โดยเจ้าหน้าที่คนนี้จะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้ (ซึ่งต้องขอขอบคุณทางสถานฑูตที่ส่งตัวแทนมารับฟังและเป็นพยานในวันรุ่งขึ้น) โดยทางเจ้าหน้าที่ลงบันทึกว่ามีการนัดพบพรุ่งนี้เพื่อไกล่เกลี่ยและระบุในใบนั้นว่าทางบริษัทต้องนำพาสปอร์ตของน้องทั้ง 4 คนมาด้วย อย่างที่แจ้งไปว่าจริงๆแล้วทางเราแค่จะไปปรึกษาเลยไม่ได้พาน้องชายและน้องๆคนอื่นมาวันนี้ด้วย น้องทั้งหมดยังไปทำงานกันปกติในวันนั้น
และก็มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นหลังจากที่ตัวแทนบริษัทกลับไปก็มีการเรียกน้องชายเราเข้าไปคุยเป็นการส่วนตัว น้องบอกว่าในห้องนั้นมีทั้งหมดสี่ถึงห้าคน โดยเนื้อหาที่คุยประมาณว่า ให้ทางน้องเราไปถอนแจ้งกับทางกรมแรงงาน บอกว่าน้องเราเข้าใจบริษัทผิดไป บริษัทไม่ได้เรียกเก็บเงินดังกล่าว พร้อมทั้งบอกด้วยว่าการกระทำของน้องเราในครั้งนี้ส่งผลเสียแก่คนไทยคนอื่น บริษัทจะฟ้องน้องเราให้ชดใช้ค่าเสียหาย อาจทำให้ต้องจ่ายเงินมากกว่าที่บอกไปครั้งแรกถ้าไม่มีเงินก็ต้องทำงานชดใช้จนกว่าจะครบ และถึงแม้ว่าทางเราจะชนะ พวกเขาจะทำทุกทางไม่ให้น้องเราและตัวเราทำงานที่ประเทศนี้ได้อีก(ดูมีอำนาจสูงมากอยู่เหนือกฎหมาย เหมือนพวกมาเฟียฮ่องกง) โดยให้น้องเราโทรมาถามเราว่าจะยอมทำตามไหม พอเรารู้ก็ตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่าไปเจอกันที่กรมแรงงานเราจะไม่ยอมความใดๆทั้งสิ้น หลังจากนั้นประมาณหนึ่งชม. น้องก็โทรมาหาเราอีกครั้งพร้อมบอกว่ามีคนอยากคุยด้วย เราก็ถามว่าใคร น้องบอกหัวหน้าน้องคนไทย พอเราเริ่มคุย น้องคนนั้นก็ถามว่าตอนเราไปแต้งสถานฑูตเราไปแจ้งอะไร เราก็ตอบไปว่าเราพาร้องเราไปลงทะเบียนว่าทำงานที่นี่ และพาสปอร์ตอยู่กับทางบริษัท แล้วน้องคนนั้นก็บอกว่าเราทำแบบนั้นทำไม ทำไมต้องไปแจ้งกรมแรงงาน เราก็บอกไปว่าเพราะน้องเราอยากลาออกแต่ทางบริษัทเรียกเก็บเงินไม่เป็นธรรม เราอยากรู้ว่าค่าอะไรบ้าง ทางคุณก็ไม่ตอบ แจ้งแค่ว่าต้องจ่ายเพราะเป็นกฎของบริษัท เราเลยต้องไปถามกรมแรงงานว่าถูกต้องไหมที่มาเรียกเก็บเงินจากพนักงงานแบบนี้ ทางน้องคนนั้นก็ยังพูดว่าทำไมต้องทำแบบนี้ เราต้องการอะไรวนไปวนมา เราบอกว่าแจ้งไปแล้ว ถ้ามีอะไรสงสัยไปเจอกันที่กรมแรงงานพรุ่งนี้ เราไม่ขอคุยใดๆทั้งสิ้นอีก
****ขอเก็บวันที่ไกล่เกลี่ยวันแรกไว้ตอนหน้านะจ๊ะ เพราะค่อนข้างยาว และไม่จบในวันเดียว ****
ตอนที่ 2 ---
https://pantip.com/topic/39597137
สิ่งที่ควรรู้และข้อควรระวังก่อนตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ 1
ขอเกริ่นก่อนว่าที่ตั้งกระทู้ในครั้งนี้ เพื่อเป็นเป็นการแชร์ประสบการณ์จริงที่เกิดกับตัวเองและคนในครอบครัว ซึ่งอยากให้คนที่อยากไปทำงานต่างประเทศ เห็นข้อดี-ข้อเสีย ก่อนตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ โดยไม่ขอระบุชื่อบริษัทหรือประเทศที่ตั้งเพราะตอนนี้กำลังรวบรวมหลักฐานในการดำเนินคดีที่ไทยอยู่
ขอเริ่มแล้วกัน น้องชายของตัวเองได้สัมภาษณ์และตกลงที่จะไปทำงานที่ประเทศนี้ ผ่านการหางานในเพจทางเฟสบุ๊คและได้สัมภาษณ์งานกันผ่านทางไลน์ โดยทางใช้แค่โทรคุยเหมือนสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์ เมื่อผ่านการสัมภาษณ์งานแล้วทางบริษัทส่ง offer มาทางไลน์ โดยระบุเนื้อหาหารทำงานและผลตอบแทนที่จะได้รับ แต่ไม่มีสัญญาว่าจ้างงานส่งมาให้เซ็น โดยอ้างว่าจะให้เซ็นหลังจากมาที่นี่ โดย offer ระบุบแบบนี้ (ข้อยกตัวอย่างแค่บางข้อ)
1. ผู้สมัครมีอายุ 21 ปีขึ้นไป... (แต่ไม่ได้ระบุความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ)
2. ผู้สมัครออกเงินซื้อตั๋วเครื่องบินก่อน และจะได้คืนหลังจากทำงานครบสามเดือน โดยทางบริษัทจะกำหนดสายการบินและไฟส์เดินทางให้ ซึ่งมารู้ทีหลัง ว่าทางบริษัทได้ทำการคุยกับเจ้าหน้าที่ของประเทศนั้น เผื่อในกรณีคนที่มาไม่สามารถเข้าประเทศได้จะมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือออกมา
3. ทางบริษัทจะหักเงินเดือนละประมาณ 7200 บาทเป็นเวลา 6 เดือน และจะคืนให้หลังทำงานครบ 1 ปี (ซึ่งเท่าที่สืบมายังไม่มีใครทำงานครบปีเลยสักคน)
4. ห้องพักห้องละไม่เกิน 4 คน และมีรูปประกอบที่พัก สวยและดูปลอดภัย (พอไปถึงไม่ตรงปก 555+)
5. ถ้าหาลูกค้าได้ตามเป้าในแต่ละเดือนจะได้เงินค่าคอมเพิ่ม (โดยในนั้นระบุอย่างชัดเจนว่ายอดเท่าไรถึงนับเป็นหนึ่งคน)
และเท่าที่อ่านรายละเอียดทั้งหมดในเอกสารนั้นไม่ได้ระบุว่าถ้าแจ้งลาออกจากบริษัทก่อนสามเดือนต้องเสียค่าปรับเท่าไร
วันแรกที่น้องชายไปรายงานตัวที่บริษัท ทำได้มีการเซ็นสัญญาว่าจ้างงานตามที่ได้คุยกันไว้จริง แต่ทางบริษัทไม่ยอมให้สำเนาสัญญาว่าจ้างงานนั้น โดยแจ้งว่าเพื่อความปลอดภัยของบริษัท น้องชายขอถ่ายรูปก็ไม่ให้ ตรงนี้ทำให้เรารู้สึกว่ามันแปลกๆแล้ว และบริษัทยึดพาสปอร์ตโดยอ้างว่าจะเอาไปทำวีซ่าทำงานให้ (ลืมบอกเจ้าของกระทู้ทำงานที่ประเทศนี้มาห้าปีแบบถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่างจ้า )
พอเริ่มงานจริงๆตัวเนี้องานไม่ตรงปกที่เคยคุยกันไว้และมีการเปลี่ยนเป้าให้สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้หาลูกค้าได้ยากขึ้น โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าก่อนบินมาทำงาน อีกทั้งห้องพักไม่ได้อยู่ตามคอนโดที่ทางบรืษัทส่งรูปไปและห้องหนึ่งพัก 6 คนไม่ใช่ 4 คนตามที่บอก ซึ่งหลังจากรู้เรื่องทางน้องชายได้ไลน์ไปถามเอชอาร์ที่ตัวเองสัมภาษณ์ก้อได้คำตอบว่านี่คือคอนโดใหม่ของบริ๋ษัทและที่ให้อยู่ 6 คนเพราะห้องนี้ใหญ่กว่าคอนโดที่เคยแจ้งไป และบอกว่าคอนโดที่เคยส่งให้นั้นเต็มเลยต้องให้อยู่คอนโดนี้ไปก่อน แต่ถ้าอยากย้ายจะสามารถทำได้เมื่อผ่านทดลองงานเท่านั้น ถึงจะยื่นเรื่องไปให้ทางบริษัทพิจารณา ได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่อง
และสิ่งที่ทำให้น้องชายทนไม่ไหวและยื่นเรื่องลาออกคือ ทางบริษัทแจ้งว่าถ้ายังไม่ผ่านทดลองงานไม่สามารถลาป่วยได้ ถ้าลาต้องมีใบรับรองแพทย์ ทางบริษัทจะหักเงินครึ่งหนึ่งของเงินเดือนวันนั้น ถ้าไม่มีใบรับรองแพทย์แล้วลาป่วยจะถือว่าลากิจจะหักเงินเป็นสองเท่าของเงินที่ได้รับ เช่นถ้าลาหยุดโดยไม่ไปหมอ 1 วัน บริษัทจะหักพนักงาน 2 วันทำงาน ซึ่งโดยกฎหมานทั่วไปถือว่าผิด เพราะจะสามารถทำได้แค่ไม่จ่ายเงินในวันที่ไม่มาทำงาน ไม่สามารถหักสองเท่าได้ ปกติแล้วบริษัทที่มีพนักงานจำนวนมากต้องมีคลีนิกหรือห้องพยาบาลไว้บริการแก่พนักงาน แต่เท่าที่ถามจากน้องชายและคนอื่นๆว่ามีไหม ทุกคนบอกไม่รู้ และไม่คิดว่าน่าจะมี เพราะทางบรืษัทไม่ได้แจ้งอะไร ทางนั้นแค่บอกว่าถ้าไม่สบายให้ไปขอยาจากธุรการ
หลายๆคนเริ่มรู้สึกไม่โอเคกับบริษัทนี้ก้อคิดจะไปแจ้งลาออกแต่ทางหัวหน้าทีมคนต่างชาติที่พูดภาษาไทยได้แจ้งว่าถ้าคุณไม่พอใจทำงานก็ลาออกไปแต่คุณต้องจ่ายเงินให้คืนบริษัทโดยประมาณคนละ 27,000 บาท ซึ่งเกิดคำถามว่าจ่ายค่าอะไร เพราะตั๋วเครื่องบินก็ซื้อเอง, ค่าที่พักที่อยู่กันไม่ถึง 15 วันด้วยซ้ำ หรือค่าวีซ่าทำงานก็มั่นใจว่ายังไม่มีการทำอะไรกับตรงนี้แน่ๆ ทางนั้นแจ้งว่าเป็นค่าที่เขาต้องไปจ่ายเจ้าหน้าที่ตม. เวลาพาเราเข้ามา (ตลกมากตรงนี้ เพราะตอนมาเรามีตั๋วเข้าออกถูกต้องและ ประเทศนี้เราสามารถพำนักได้ 30 วัน) พอทางนั้นเริ่มขู่มาแบบนี้ จากที่รวมตัวจะลาออกก็เริ่มสลายเหลือไม่กี่คน เพราะหลายคนยืมเงินคนอื่นมาซื้อค่าตั๋วเครื่องบิน และไม่มีเงินไปจ่ายค่าปรับที่เรียกร้องมา และที่สำคัญพวกเขาสื่อสารภาษาอังกฤษกันไม่ได้
(จริงๆแล้วทางเรายินดีที่จะจ่ายค่าเสียหายถ้าทางบริษัทสามารถแจกแจงค่าใช้จ่ายตามจริง)
เราเลยได้นำเรื่องนี้ปรึกษาเพื่อนๆพี่ในกลุ่มคนไทยหลายคนว่าทำอะไรได้บ้างกัยกรณีนี้ เราเลยเริ่มต้นจาก
- ไปแจ้งเรื่องกับทางสถานฑูตไทยว่าเราทำงานกับบริษัทนี้ที่อยู่ตามนี้ ตอนนี้ทางบริษัทได้ยึดพาสปอร์ตเราไว้ (โดยปกติถ้าเรามาทำงานต่างประเทศควรไปลงทะเบียนไว้นะคะ มันจำเป็นมากจริงๆ)
- ทางสถานฑูตแนะนำให้ไปแจ้งกรมแรงงานที่ประเทศนี้ เพราะทางสถานฑูตรับแจ้งในส่วนของพาสปอร์ต แค่เรื่องข้อตกลงอื่นๆที่เกี่ยวกับการทำงานเราต้องไปร้องเรียนกับทางกรมแรงงาน ซึ่งตอนแรกแค่จะไปปรึกษาเพื่อไว้ไปต่อรองกับทางบริษัทแต่พอทางเจ้าหน้าที่ทราบว่า ทางเราได้แจ้งกับทางสถานฑูตไว้แล้ว เรื่องมันจะไม่เล็กอีกต่อไป ทางเจ้าหน้าที่โทรให้ทางตัวแทนของบริษัทมาทันที (ถือว่าทำงานเร็วเกินความคาดมาดมาก)
- หลังจากที่ตัวแทนบริษัทมาก็เริ่มสอบถามกันระหว่างทางเราและทางบริษัทว่าทำแบบนี้จริงไหม และได้นัดตัวแทนบริษัท ทางเรา
ทั้งหมด (น้องชายและเพื่อนร่วมงานที่พร้อมจะสู้พร้อมกันอีก 3 คน) มาในวันรุ่งขึ้น และถ้าเป็นได้อยากให้ตัวแทนจากสถานฑูตไทยมาเป็นพยาน โดยเจ้าหน้าที่คนนี้จะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยให้ (ซึ่งต้องขอขอบคุณทางสถานฑูตที่ส่งตัวแทนมารับฟังและเป็นพยานในวันรุ่งขึ้น) โดยทางเจ้าหน้าที่ลงบันทึกว่ามีการนัดพบพรุ่งนี้เพื่อไกล่เกลี่ยและระบุในใบนั้นว่าทางบริษัทต้องนำพาสปอร์ตของน้องทั้ง 4 คนมาด้วย อย่างที่แจ้งไปว่าจริงๆแล้วทางเราแค่จะไปปรึกษาเลยไม่ได้พาน้องชายและน้องๆคนอื่นมาวันนี้ด้วย น้องทั้งหมดยังไปทำงานกันปกติในวันนั้น
และก็มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นหลังจากที่ตัวแทนบริษัทกลับไปก็มีการเรียกน้องชายเราเข้าไปคุยเป็นการส่วนตัว น้องบอกว่าในห้องนั้นมีทั้งหมดสี่ถึงห้าคน โดยเนื้อหาที่คุยประมาณว่า ให้ทางน้องเราไปถอนแจ้งกับทางกรมแรงงาน บอกว่าน้องเราเข้าใจบริษัทผิดไป บริษัทไม่ได้เรียกเก็บเงินดังกล่าว พร้อมทั้งบอกด้วยว่าการกระทำของน้องเราในครั้งนี้ส่งผลเสียแก่คนไทยคนอื่น บริษัทจะฟ้องน้องเราให้ชดใช้ค่าเสียหาย อาจทำให้ต้องจ่ายเงินมากกว่าที่บอกไปครั้งแรกถ้าไม่มีเงินก็ต้องทำงานชดใช้จนกว่าจะครบ และถึงแม้ว่าทางเราจะชนะ พวกเขาจะทำทุกทางไม่ให้น้องเราและตัวเราทำงานที่ประเทศนี้ได้อีก(ดูมีอำนาจสูงมากอยู่เหนือกฎหมาย เหมือนพวกมาเฟียฮ่องกง) โดยให้น้องเราโทรมาถามเราว่าจะยอมทำตามไหม พอเรารู้ก็ตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่าไปเจอกันที่กรมแรงงานเราจะไม่ยอมความใดๆทั้งสิ้น หลังจากนั้นประมาณหนึ่งชม. น้องก็โทรมาหาเราอีกครั้งพร้อมบอกว่ามีคนอยากคุยด้วย เราก็ถามว่าใคร น้องบอกหัวหน้าน้องคนไทย พอเราเริ่มคุย น้องคนนั้นก็ถามว่าตอนเราไปแต้งสถานฑูตเราไปแจ้งอะไร เราก็ตอบไปว่าเราพาร้องเราไปลงทะเบียนว่าทำงานที่นี่ และพาสปอร์ตอยู่กับทางบริษัท แล้วน้องคนนั้นก็บอกว่าเราทำแบบนั้นทำไม ทำไมต้องไปแจ้งกรมแรงงาน เราก็บอกไปว่าเพราะน้องเราอยากลาออกแต่ทางบริษัทเรียกเก็บเงินไม่เป็นธรรม เราอยากรู้ว่าค่าอะไรบ้าง ทางคุณก็ไม่ตอบ แจ้งแค่ว่าต้องจ่ายเพราะเป็นกฎของบริษัท เราเลยต้องไปถามกรมแรงงานว่าถูกต้องไหมที่มาเรียกเก็บเงินจากพนักงงานแบบนี้ ทางน้องคนนั้นก็ยังพูดว่าทำไมต้องทำแบบนี้ เราต้องการอะไรวนไปวนมา เราบอกว่าแจ้งไปแล้ว ถ้ามีอะไรสงสัยไปเจอกันที่กรมแรงงานพรุ่งนี้ เราไม่ขอคุยใดๆทั้งสิ้นอีก
****ขอเก็บวันที่ไกล่เกลี่ยวันแรกไว้ตอนหน้านะจ๊ะ เพราะค่อนข้างยาว และไม่จบในวันเดียว ****
ตอนที่ 2 --- https://pantip.com/topic/39597137