ฝากถึงคนไข้ที่ชอบฉีดฟิลเลอร์ทุกท่าน

เป็นธรรมดาที่จะมีคนรักสวยรักงาม ตามธรรมชาติของมนุษย์
แต่ควรรักตัวเองและคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย
 
เมื่อเดือนที่แล้ว มีจำนวนเคสที่ไปฉีดฟิลเลอร์ที่จมูกเพื่อเสริมดั้ง
แล้วเกิดติดเชื้อจนตาเกือบบอดไป 14 ราย บอดไปแล้ว 2 รายแต่ไม่เป็นข่าว ซึ่งจำนวนมันค่อนข้างเยอะ
และเคสดูดฟิลเลอร์ออกจากบริเวณแก้มเพราะติดเชื้อจากของปลอมที่น่าจะเป็นตัวซิลิโคลน 25 ราย ส่วนมากเนื้อซิลิโคลนอยู่ในชั้นลึก
ซึ่งดูดไม่ได้ ต้องแก้ไขโดยใช้วิธีการผ่าตัด
 
ฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มมันมีของปลอมเยอะ เพราะต้นทุนไม่ใช่ถูกๆ
ขนาดของแท้ยังปลอดภัยไม่ 100% เตือนไว้ก่อน
อย่าเห็นแก่ราคาถูก เพราะขนาดแพทย์ที่สั่งยาเอง
ยังแทบแยกไม่ออกเพราะมันเหมือนของแท้มาก ถ้าไม่เคยใช้ของแท้ จะแยกไม่ออกเลย และมีโอกาสพลาดเลือกใช้ของปลอมกับคนไข้
แพทย์ต้องเป็นคนสั่งยาจากบริษัทที่นำเข้าเอง หากไม่ใช่แพทย์ ทางบริษัทที่ถูกกฎหมาย จะไม่จำหน่ายให้เด็ดขาด
ปกติก่อนจะสั่งตัวยานี้ ทางบริษัทเขาจะต้องตรวจสอบข้อมูลและประวัติของลูกค้าว่าเป็นใคร
ไม่ได้ขายให้มั่วๆนะครับ ขั้นตอนมันเยอะ ต้องใช้เอกสารมากมายเพื่อยืนยันว่าเป็นแพทย์จริง
และรับรองโดยแพทยสภาประเทศไทยเท่านั้น ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะได้มา
 
ถึงแม้ว่า Hyaluronic Acid จะเป็นสารที่มีความปลอดภัยสูง แต่ก็จะต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์
ที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์จริง ๆ อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงกับหมอเถื่อน หมอกระเป๋า 
ผมไม่อยากใช้คำว่าหมอกับคนประเภทนี้ เพราะเขาไม่ใช่แพทย์ ไม่ได้เรียนแพทย์ด้วยซ้ำ 
มันทำให้ภาพลักษณ์ของวงการแพทย์เสื่อมเสียไปด้วย 
หรือแม้แต่ซื้อสารเหล่านี้มาฉีดเองจากในอินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดียเพราะเห็นว่ามีราคาถูก 
ที่ผ่านมาสมาคมแพทย์ผิวหนังฯได้แนะนำเทคนิคการฉีดสารเติมเต็มให้ปลอดภัย 
และมีการจัดอบรมแพทย์ผิวหนังอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้จัดทำคู่มือเวลา
เกิดผลข้างเคียงฉีดเข้าเส้นเลือดที่ทำให้ตาบอด หรือเนื้อตายบริเวณผิวหนังจุดต่าง ๆ 

ฟิลเลอร์ของแท้ที่สั่งจากบริษัทนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เดี๋ยวนี้ยัดใส้ก็เยอะ 
อาจจะโดนปลอมมาตั้งแต่อยู่ต่างประเทศแล้ว เพราะต้นทุนสาร Hyaluronic Acid มันแพงมาก
ตัวสารที่บรรจุในเข็มนึง ต้นทุนเกิน 2 หมื่นบาท แล้วคุณมาฉีดในราคาเข็มละ 7,000-9,000  มันเป็นไปได้หรือ? ใช้สติสักนิด
พอฉีดไป 2-3ปี ก็เกิดแพ้ตัวสารอีก ต้องมาขูด เลาะ เซาะใบหน้า 
ต้องทำใจไว้ก่อนเลย หากเจอปัญหาแล้ว ยากที่จะได้รับการแก้ไข อาจารย์หมอส่วนใหญ่ไม่อยากรับเคสที่มีปัญหาพวกนี้ เพราะมันยาก
เหมือนไม่เหมือนเคสที่ยังไม่ได้ทำอะไรกับโครงสร้างมา หรือที่ยังไม่เคยทำอะไรมา
 
เคสที่ชอบฉีดจมูก อันนี้ก็ระวังด้วย หากพลาดไปคือตาบอดสถานเดียว แก้ไขไม่ได้
บริเวณจมูกมีเส้นเลือดที่เชื่อมโยงกับเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงดวงตา จะไม่ขอพูดอะไรมาก 
เตือนเลยอย่าฉีดฟิลเลอร์ที่จมูก แพทย์ที่มีจรรยาบรรณเขาไม่ทำกันหรอก หากเกิดปัญหาผลแทรกซ้อน 
มันแก้ยากหรือแก้ไม่ได้ด้วยซ้ำ วิธีนี้ไม่แนะนำอย่างยิ่ง หากอยากจมูกโด่ง ให้ทำการผ่าตัดใส่แท่งซิลิโคลน
จะปลอดภัยที่สุด เพราะหากมีปัญหา การแก้ไขก็ง่ายกว่ากันหลายเท่า 
เพราะไม่มีสารตกค้างเมื่อเอาออกแล้ว มันเป็นแท่ง มันเป็นสารอินเนิร์ด 
ไม่มีอันตราย ไม่มีปฎิกิริยาใดๆ กับเนื่อเยื่อมนุษย์ ยกเว้นการติดเชื้อที่มาจากการดูแลบาดแผลของคนไข้เอง 
ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของแพทย์ มันเป็นหน้าที่ของคนไข้
 
ที่หนักไปกว่านั้นคือ ฉีดฟิลเลอร์ที่หน้าอก เพราะไม่อยากผ่าตัด กลัวเจ็บ???
แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไร เจอของแท้ก็น่ากลัวพอแล้ว เพราะการฉีดฟิลเลอร์ที่หน้าอกเป็นอันตรายมาก 
ยิ่งเจอของปลอมนี่ยิ่งอันตรายมาก งานยากมากนะครับ ต้องทำใจไว้ก่อนเลย 
ทำใจของผมหมายถึง เรื่องที่จะทำให้กลับไปเป็นเหมือนเดิม คงไม่มีแล้ว ถึงได้เตือนนักเตือนหนา
ถ้าจะทำหน้าอก แนะนำให้ผ่าตัดครับ แต่ควรเลือกแพทย์ด้วย 
ควรทำกับศัลยแพทย์ตกแต่งพลาสติกโดยตรงเท่านั้น เพราะการเลือกแพทย์เป็นสิ่งคัญ 
ไม่แพ้การเลือกผลิตภัณฑ์ หากใช้ของแท้ แต่ความชำนาญเชี่ยวชาญไม่มี
ก็เกิดผลแทรกซ้อนได้ มีเคสให้เห็นเป็นรายวัน แต่ไม่เป็นข่าว ทุกราย เกิดจากแพทย์ไม่ชำนาญทั้งสิ้น 
 
คนไข้ส่วนใหญ่มักหลงเชื่อคำโฆษณา ว่าสารที่ตัวเองกำลังฉีดในราคาหลักพันนั้น เป็นสารแท้
ซึ่งจริงๆ มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเชื่อด้วยซ้ำ ของถูกแล้วดีมีในโลก แต่ไม่ใช่ในวงการเสริมความงามและผลิตภัณฑ์ยา
 คนไข้ควรมีสติมากกว่านี้ การผ่าตัดเอาซิลิโคลนใส่ ยังดูปลอดภัยกว่า
 
เพราะหากมีปัญหา หรือติดเชื้อก็สามารถทำการแก้ไขหรือเอาออกได้ทันท่วงนี้ 
มันไม่เหมือนซิลิโคลนที่พอฉีดเข้าไปแล้ว มันจะมีปัญหาตามมามากมาย บางคนอาจแพ้ตั้งแต่ฉีด บางคนแพ้ตอน 3 ปีให้หลัง มันแก้ยาก
มันไหลไปที่อื่น ตามร่างกาย ลงไปถึงอวัยวะใกล้เคียง ถึงได้บอกว่ามันเป็นงานยาก
 
หากคุณเป็นเคสที่อยู่ในสภาพนี้ คุณทนรับสภาพตัวเองเช่นนั้น โดยที่ไม่มีทางรู้ได้ว่า เมื่อไหร่มันจะหายเป็นปกติ ได้หรือไม่
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 28
ผมไม่ได้จะขัดนะครับ เคสมีปัญหาก็มีจริงๆแต่

Hyaluronic Acid เข็มละ 20,000 ต้นทุน ผมถามหน่อยครับว่าเอามาจากไหนครับ

ที่ จขกท. ยกตัวอย่างมา cc ละ 20,000 ต้นทุนเวลาฉีดก็คง + กำไรไปเป็น cc ละ 25,000 - 30,000 ค่าหมอค่าสถานที่
ฉีดจมูกบางเคสใช้ 3 cc ราคาไม่ปาไป 90,000 บาท
ไปทำไม่ดีกว่าเหรอครับ ราคาแทบจะได้หมอมือต้นๆแล้วนะ ผมสงสัยเรื่องต้นทุนยาเข็มละ 20,000 มากครับ

ตัวยาพวกนี้เสียไปกับการนำเข้าภาษีค่า อย. ตัวที่ดีที่สุดในไทยที่นิยมใช้กันตอนนี้ Jev....... หรือ Re........
ต้นทุนที่ส่งให้คลินิค + รพ. ยังไม่ถึง 10,000 - 12,000 เลยครับ

แต่ทั้งนี้ควรเลือกสถานประกอบการที่ไว้วางใจได้หรือ รพ.ที่ทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญดีที่สุดครับ
ความคิดเห็นที่ 39
เห็นด้วยเรื่องไม่ควรฉีดจมูกค่ะ เป็นจุดที่อันตรายจริง ๆ อยากดั้งโด่งไปศัลย์เอาดีกว่า แต่ในส่วนอื่น ๆ นี่กลับมองว่า filler มันดูธรรมชาติสุด ถ้าเราเตือนเค้าแล้ว แล้วเค้าไม่ฟังก็เป็นเรื่องของคน ๆ นั้นที่ต้องยอมรับความจริงว่าทำออกมาแล้วจะได้สภาพไหน ส่วนตัวเคยฉีด filler ใต้ตา และสนใจจะไปฉีดปากเพิ่มอยู่ แต่ก่อนทำหาข้อมูลร่วม ๆ 3 เดือน หารีวิวหมอจนเจอที่สนใจจริง ๆ แล้วเข้าไปปรึกษาที่คลินิกก่อนด้วย โชคดีที่ได้เป็นคนไข้ filler ของหมอเอก เอเพ็กซ์ เชี่ยวชาญสมคำร่ำลือ และตัวหมอก็มีชื่อเสียงในวงการด้านนี้พอสมควรเลย ส่วนตัวเชื่อว่าถ้าหาข้อมูลเต็มที่จริง ๆ และไม่สนใจแต่โปรโมชั่น ยังไงก็จะได้ทำ filler อย่างปลอดภัยค่ะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่