เมื่ออาหรับพยายามครอบงำมลายู

วัฒนธรรมมลายู หากนับเฉพาะตั้งแต่การเข้ารับมาของอิสลาม แทบจะถือว่าเป็นรัฐอิสลามที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง
หากในแถวนี้ที่มีสูงกว่า ก็คงจะมีแค่กลุ่มชาวชวาเท่านั้น ที่ยังคงความเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่าในระดับหนึ่ง
แต่ในยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่านไป วัฒนธรรมอาหรับเริ่มเข้ามาแทนที่ความเป็นมลายู ถึงขั้นเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมหลายๆ อย่าง
เหตุผลหนึ่งที่เป็นเช่นนั้น เพราะความเชื่อ การปฏิบัติตัว ที่เชื่อว่าต้องตามแบบนบีมุฮัมหมัดทุกอย่าง อะไรที่ไม่มีในยุคนั้น คือไม่ควรทำ ห้ามทำ
มีบางคน คิดว่า ความเป็นอาหรับ อาจจะทำให้ความเป็นมลายู สูญสิ้นไปเพียงเพราะต้องยึดถือตามแบบอาหรับทุกอย่าง

ยกตัวอย่างหนึ่งในความเชื่อที่ถูกโต้แย้ง ก็คือ การไหว้ของมลายู (Mengangkat Sembah) ที่จะไหว้เฉพาะสุลต่านและเชื้อพระวงศ์
มุสลิมสายเคร่ง ออกมาโต้แย้งว่า เป็นการไหว้แบบฮินดู ไม่สมควรทำสำหรับมุสลิม เพราะอาจจะชิริกได้ (ชิริกคือ การพยายามสวนทางซุนนะห์)
การกล่าวคำว่า อินชาอัลลอฮ์ ยังถูกติงให้ควรพิมพ์ว่า Insha Allah แทน Insya Allah ที่ชาวมลายูนิยมใช้โดยปกติ (ตามหลักการพิมพ์รูมี)
อย่างไรก็ตาม มีคนแก้ต่างว่า การเขียน Insya Allah นั้นน่าจะถูกแล้ว เพราะ ش (Syin) ใน إِنْ شَاءَ ٱللّٰهُ‎ ทับศัพท์คำว่า Sy ในอักษรรูมี
ในขณะที่มุสลิมที่อื่น มักจะทับศัพท์ในภาษาอังกฤษว่า Inshallah หรือ Insha Allah ซึ่งจะเลือกทำแบบไหนก็ได้ แต่ไม่ควรบังคับกัน

นอกจากนี้ พวกเขา ยังคิดเห็นว่า ดนตรีพื้นเมือง และ การฟ้อนรำต่างๆ ที่เป็นพื้นเมือง เป็นดุนยาแบบหนึ่ง ที่อาจจะเป็นชิริกต่อพระผู้เป็นเจ้าได้อีก
มีเรื่องเล่าว่า ขณะที่ทูตซาอุดีอาระเบียมาเยือน ทางมาเลเซียให้การต้อนรับด้วยรำพื้นเมือง ทูตซาอุดีผู้นั้นถึงกับส่ายหน้า ติติงว่าเป็นฮะรอม
ทั้งนี้ ทั้งนั้น ด้วยความที่มาเลเซียคือส่วนหนึ่งของโลกอิสลาม กระแสความเคร่งครัดในศาสนา จึงเริ่มรุนแรงมากขึ้น แตกต่างกับหลายสิบปีที่แล้ว
สมัยก่อน เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ชาวมาเลเซียจำนวนมาก นิยมไว้ผมยาวกันตามสมัยนิยม ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ว่าอะไร เพราะยุคนั้น อิสลามยังไม่รุนแรง
อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาไปสิงคโปร์ กลับถูกจับเพราะสิงคโปร์ยุคนั้นห้ามผู้ชายไว้ผมยาวเข้าประเทศ จึงไปประท้วงกันต่อรัฐบาลให้ช่วยปล่อยตัว

อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่า หลังยุคปฏิวัติอิสลาม โลกอาหรับเริ่มตื่นตัวปรับเข้าตามซุนนะห์มากขึ้น และส่งผลไปยังโลกอิสลามที่อื่นด้วยเช่นกัน
แต่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วย สุลต่าน อิบรอฮีม อิสมาอิล แห่งยะโฮร์ (Johor) ทรงวิจารณ์ว่า วัฒนธรรมมลายู ไม่ควรถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมอาหรับ
ทั้งยังทรงเรียกร้องไม่ให้ดูถูกผู้หญิง ยอมรับการจับมือต่างเพศ และไม่ควรใช้คำอาหรับแทนที่คำมลายู ไม่อย่างนั้นก็ควรจะไปอยู่ซาอุดีอาระเบียแทน
อับดุล อาซิส บารี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของรัฐปราก์ (Perak) โต้ตอบว่าวัฒนธรรมมลายูกับอาหรับคือหนึ่งเดียวกันเพราะอิสลาม
ขณะที่ดาโต๊ะ ฮาริส กาซิม ผู้นำฝ่ายศาสนาแห่งรัฐสะลาโงร์ (Selangor) ยังวิพากษ์วิจารณ์โต้กลับไปด้วยเช่นกัน

นอกจากมาเลเซียแล้ว อินโดนีเซียคืออีกหนึ่งประเทศ ที่กำลังจะถูกกระแสอาหรับนิยมผ่านเข้ามาทางกลุ่มมุสลิมสายเคร่งในประเทศ ที่เริ่มมีมากขึ้น
แน่นอนว่า วัฒนธรรมชวาหลายอย่างซึ่งไม่ได้ปฏิบัติตามวัฒนธรรมอิสลามไปทุกอย่าง ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปด้วย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องการตั้งชื่อ
การตั้งชื่อของชาวชวา จะตั้งชื่อแบบสันสกฤต แต่ปัจจุบัน เริ่มมีการนิยมตั้งชื่อแบบอาหรับแล้ว ซึ่งแน่นอนว่ามาจากพ่อแม่สายเคร่ง
อย่างไรก็ตาม บวกรวมยุคของซูการ์โนและซูฮาร์โต ที่มีแนวคิดฆราวาสนิยม ก็อาจจะทำให้การครอบงำ เป็นไปในระดับที่ไม่รุนแรงเท่า หรือผ่อนคลายไป
บางคนนั้น ทางโลกหนักหน่วง ก็จะไม่ยอมรับแนวคิดที่เคร่งครัด ใช้ชีวิตทางโลกแบบสุดขีด ในขณะที่ผู้ที่ซุนนะห์เคร่งครัด ก็จะดำเนินชีวิตตามวิถีทางไป
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่