สวัสดีค่ะ นี้เป็นกระทู้แรกของเรา เราอยากมาบอกเล่าเรื่องราวและให้กำลังใจคนที่ประสบปัญหาชีวิตต่างๆในวัยทำงานเหมือนเรา และอยากให้คนที่เครียดและมองตัวเองแย่ลองมาอ่านเรื่องเราดูแล้วลองเปลี่ยนความคิดที่เคยดูถูกตัวเองทิ้งไป จากใจเด็กที่จบใหม่
ขออนุญาตไม่เอ่ยลึกหรือเจาะลึกในบ้างเรื่องนะคะ
เมื่อประมาณ 2 – 3 ปี ที่แล้ว เราเป็นเด็กนักศึกษาพึ่งจบใหม่ และกำลังหางานทำ ซึ่งเราก็มีความคิดในใจว่าเราอยากได้แบบนี้ ๆ เพื่อให้เหมาะกับสิ่งที่ตัวเองชอบและทำมันได้ดี เราได้งานที่นึง เป็นบริษัทที่เป็นชาวต่างชาติ เราก็เริ่มทำงานที่นี้ ค่อยๆเริ่มเรียนรู้และก้าวเดินในการทำงาน ในรั้วมหาวิทยาลัย กับรั้วการทำงาน มันช่างต่างกันสิ้นเชิง เราทำงานในตำแหน่งนี้เพียงคนเดียวในบริษัท ตำแหน่งที่เราทำเป็นตำแหน่งที่ต้องมีในโรงงาน ขึ้นทะเบียนมีเลขและต้องส่งรายงานทุก 3 เดือนในราชการ เราทำงานที่นี้มาได้1 ปีกว่าๆ มีทั้งความผิดพลาด และความสำเร็จ เราก็เรียนรู้และแก้ไขมันไป จนวันนึง หัวหน้าของเราได้เกษียณอายุงาน และมีหัวหน้าใหม่ลงมาแทนที่ เขาคนนี้เป็นผช. ที่มาจากอีกแผนกหนึ่ง ในสายออฟฟิศแผนกอื่นๆก็จะดูพยายามสนใจแผนกเรามากเป็นพิเศษเพราะหัวหน้าคนนี้เป็นคนที่ถูกกล่าวถึงในด้านการทำงานที่ดีแต่เป็นเพื่อนร่วมงานที่แย่ ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วว่าการทำงานก็จะมีคนที่ชอบพูดลับหลังนินทา เป็นเรื่องธรรมดาของสัตว์สังคม เราก็เริ่มเรียนรู้กันใหม่อีกครั้ง ผิดบ้างถูกบ้าง
จนผ่านไปได้ช่วงสักช่วงเวลาหนึ่ง คนที่นิสัยพื้นฐานเป็นอย่างไรเขาจะแสดงออกมาแบบนั้น ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามปกปิดไว้ได้สักพักนึงก็ตาม นิสัยที่เขาเริ่มทำคือ เริ่มพูดเหน็บ ทำตัวเป็นพี่ที่ดีรับฟังปัญหา เหมือยอยากให้อยู่เป็นครอบครัว มีอะไรแชร์กัน แต่สุดท้ายเอาสิ่งเหล่านั้นมาพูดทำร้ายจิตใจทุกคนในแผนก ด้วยความที่เราเป็นเด็ก เรามองแค่ว่าบางที การที่เขาพูดเขาอาจต้องการให้คนๆนั้นดีขึ้นหรือ ฮื้บสู้ทำงานของตัวเอง หรือปัญหาที่มีให้คลี่คลายและดีที่สุด ถามว่าเราเคยเจอมั้ย เราเจอนะ ค่อนข้างบ่อยเลยละ เราก็รู้สึกว่าอืม เราคงยังไม่ดีจริงๆ ถึงแม้เราจะเป็นคนที่มีวิชาความรู้แต่มันก็เทียบไม่ได้กับประสบการณ์ทำงานนับ 10 ปีของเขา จนงานหลายอย่างผ่านไป ด้วยความที่เราเป็นตำแหน่งนี้คนเดียวในบริษัท และก่อนหน้านี้รุ่นพี่คนก่อนที่ทำตำแหน่งนี้ทำงานไว้ ไม่มีการถ่ายงานหรือมีเหมือนคู่มือเริ่มต้นให้เรา ทำให้เราต้องเริ่มต้นด้วย 0 เราก็จะมีพี่เลี้ยงตอนฝึกงาน ที่เป็นหัวหน้าเป็นที่ปรึกษา และคอยให้คำแนะนำ เวลาผ่านไปหัวหน้าคนนี้เริ่มจะมาสนใจงานเรา ละเริ่มพูดหลายๆอย่าง เราก็พยายามแก้ไขตามที่เขาบอกกล่าว ถามว่ามีไม่โอเคมั้ย ตอบว่ามี เพราะบางอย่างมันไม่จำเป็นต้องขนาดนี้ หรือบางอย่างมันไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำ ด้วยสิ่งที่เราเรียนมาและมีกฎหมายคอยบอกกล่าวและตรวจเช็ค พอเราพยายามที่จะเสนอว่า พี่คะ แบบนี้มันไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้คะ พี่คะ อันนี้มันต้องเป็นแบบนี้นะคะ หนูว่ามันเป็นแบบนี้ค่ะ จำได้มั้ย ว่าเราพูดไว้ว่าเขาอยากให้เรามีอะไรแชร์กัน เหมือนครอบครัวการทำงาน แต่สิ่งที่ได้กลับมาหลังจากประเมิน เขาบอกว่า เราเถียง เรามีอีโก้สูง เราอ่ะต้องเปลี่ยนทัศนคติการทำงานใหม่นะ (ซึ่งเรากล้าพูดตรงนี้เลยว่า เราไม่กล้าเทียบหรือคิดว่าตัวเองเก่งเพียบเพราะจบมาตามหลักสูตร เราเข้าใจความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ว่า คนที่เขาแก่กว่า อายุงานมากกว่ายังไงเขาก็ต้องเก่งกว่า ถึงมีบ้าง บางเรื่องที่ผิด แต่เราจะเป็นคนที่ค่อยๆเข้าไปคุยและหาทางแก้ไขไปพร้อมกับพนักงานเหล่านั้น ซึ่งผลตอบรับจากพนักงานคือเขากล้าที่จะพูดกับเราและแจ้งเราทุกๆเรื่องเพราะเข้าไปคุย) เราเริ่มรู้สึกแย่และเหมือนหมดไฟในการทำงานไปซะง่ายๆเพียบเพราะเราคิดต่าง หลังจากนั้นเขาก็เริ่มพูดเหน็บ แขวะเราหนักขึ้น เราก็จะปรึกษาคนรอบข้างว่า พี่ หนูยังทำไม่ดีใช่มั้ย พี่ว่ายังไง เหมือนเป็นการเช็คอีกรอบนึงเพราะเราไม่รู้หรอกว่า ตัวเองเป็นอย่างไรในสายตาคนอื่น ทุกคนก็พูดว่ามันดีนะ แต่เราต้องทำให้ดีกว่านี้เพื่อให้เขาถูกใจ ทุกวันในการทำงาน เราจะพยายามเข้าใจและปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ตามที่หัวหน้าบอก เราฮึ้บสู้ สร้างกำลังใจให้ตัวเอง ทุกครั้งที่เขาด่า ว่า เรามองว่าเขาเป็นครูคนนึงที่อยากให้มันได้ดีกว่านี้ เรายอมรับเขาจุดนึงว่า เขาเป็นคนที่เก่ง เก่งจริงๆทุกครั้งที่เขาเล่าชีวิตเขาว่าต้องพยายามมากแค่ไหน ไต่เต้ามากแค่กว่าจะมาถึงจุดนี้ เรารู้สึกว่า เขาพัฒนามาได้ขนาดนี้ เรายังเด็กทำไมเราจะทำไม่ได้ เราค่อยๆเรียนรู้ไป เราไม่ใช่คนที่ถอดใจละลาออก เรายังอยู่เพราะเราอยากได้ความคิด ระบบการจัดการทำงานที่เป็นระบบจากเขาเพื่ออนาคตเราต่อยอดเราจะได้มีพื้นฐานที่แน่นขึ้น แต่ก็ไม่วายที่ทุกครั้งที่สอนงาน หรือเล่าเรื่องราวก็จะมีคำเหน็บด่า (ถามว่าแบบไหน ก็จะประมาณ เราอ่ะสวยนะหน้าตาดี แต่ไม่มีสมอง, เด็กจบปริญญาตรีสาขาวิชานี้ทำได้แค่นี้หรอ ดูสิพี่ลงมานั่งตรงนี้ทำไมพี่รู้มากกว่าเรา) หลายๆอย่างที่มากจนเราเบลอ และกลับมาร้องไห้ เครียด นอนไม่หลับ เราเป็นมาพักหลังๆที่เขาประเมิน เรากลายเป็นคนเงียบไม่กล้าพูด ไม่กล้าเสนออะไรอีกเลย ยิ่งทำให้เขาด่าหนักไปอีก ตลกร้ายจริงๆ 5555 พี่ๆหลายๆคนที่รู้เรื่องก็จะพยายามมาให้กำลังใจ ถามเป็นไงบ้าง ไหวมั้ย คำตอบในทุกครั้งคือ ไหวค่ะ พี่ หนูโอเค แต่สภาพตอนนั้นคือ น้ำหนักลดลงภายในช่วง 3 – 4 เดือน เราลดลง 10 กว่ากิโลกรัม และยังโทรมเรื่อยๆเพราะนอนไม่หลับสมองคิดแต่งานว่าจะทำยังไงไม่ให้โดนด่า และแย่สุดคือเรานอนไม่ได้ บางทีมีอาการสั่นเวลาคิดงาน จนตัดสินใจพึ่งทางการแพทย์ (ปรึกษาจิตแพทย์) จนได้ยามากิน ดูเป็นเอามาก เราเลยตัดสินใจปรึกษาพี่เลี้ยงว่า เราควรทำไงดี พี่แนะนำสั้นๆ หางานใหม่เถอะ ซึ่งระหว่างนั้นใจเราก็ไม่อยากลาออกเท่าไรเพราะ เราตั้งใจอย่างนึงว่าเราจะทำโปรเจคหนึ่งให้เสร็จแล้วจะลาออกซึ่งเราตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มงานที่นี้ เราไม่อยากรู้สึกเพียงพราะคนๆเดียวทำให้เรายอมแพ้ง่ายจัง
*** ต่อที่ด้านล่างนะคะ มันยาวเกิน ***
ความสุขในชีวิตที่หายไป (เด็กจบใหม่)
ขออนุญาตไม่เอ่ยลึกหรือเจาะลึกในบ้างเรื่องนะคะ
เมื่อประมาณ 2 – 3 ปี ที่แล้ว เราเป็นเด็กนักศึกษาพึ่งจบใหม่ และกำลังหางานทำ ซึ่งเราก็มีความคิดในใจว่าเราอยากได้แบบนี้ ๆ เพื่อให้เหมาะกับสิ่งที่ตัวเองชอบและทำมันได้ดี เราได้งานที่นึง เป็นบริษัทที่เป็นชาวต่างชาติ เราก็เริ่มทำงานที่นี้ ค่อยๆเริ่มเรียนรู้และก้าวเดินในการทำงาน ในรั้วมหาวิทยาลัย กับรั้วการทำงาน มันช่างต่างกันสิ้นเชิง เราทำงานในตำแหน่งนี้เพียงคนเดียวในบริษัท ตำแหน่งที่เราทำเป็นตำแหน่งที่ต้องมีในโรงงาน ขึ้นทะเบียนมีเลขและต้องส่งรายงานทุก 3 เดือนในราชการ เราทำงานที่นี้มาได้1 ปีกว่าๆ มีทั้งความผิดพลาด และความสำเร็จ เราก็เรียนรู้และแก้ไขมันไป จนวันนึง หัวหน้าของเราได้เกษียณอายุงาน และมีหัวหน้าใหม่ลงมาแทนที่ เขาคนนี้เป็นผช. ที่มาจากอีกแผนกหนึ่ง ในสายออฟฟิศแผนกอื่นๆก็จะดูพยายามสนใจแผนกเรามากเป็นพิเศษเพราะหัวหน้าคนนี้เป็นคนที่ถูกกล่าวถึงในด้านการทำงานที่ดีแต่เป็นเพื่อนร่วมงานที่แย่ ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วว่าการทำงานก็จะมีคนที่ชอบพูดลับหลังนินทา เป็นเรื่องธรรมดาของสัตว์สังคม เราก็เริ่มเรียนรู้กันใหม่อีกครั้ง ผิดบ้างถูกบ้าง
จนผ่านไปได้ช่วงสักช่วงเวลาหนึ่ง คนที่นิสัยพื้นฐานเป็นอย่างไรเขาจะแสดงออกมาแบบนั้น ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามปกปิดไว้ได้สักพักนึงก็ตาม นิสัยที่เขาเริ่มทำคือ เริ่มพูดเหน็บ ทำตัวเป็นพี่ที่ดีรับฟังปัญหา เหมือยอยากให้อยู่เป็นครอบครัว มีอะไรแชร์กัน แต่สุดท้ายเอาสิ่งเหล่านั้นมาพูดทำร้ายจิตใจทุกคนในแผนก ด้วยความที่เราเป็นเด็ก เรามองแค่ว่าบางที การที่เขาพูดเขาอาจต้องการให้คนๆนั้นดีขึ้นหรือ ฮื้บสู้ทำงานของตัวเอง หรือปัญหาที่มีให้คลี่คลายและดีที่สุด ถามว่าเราเคยเจอมั้ย เราเจอนะ ค่อนข้างบ่อยเลยละ เราก็รู้สึกว่าอืม เราคงยังไม่ดีจริงๆ ถึงแม้เราจะเป็นคนที่มีวิชาความรู้แต่มันก็เทียบไม่ได้กับประสบการณ์ทำงานนับ 10 ปีของเขา จนงานหลายอย่างผ่านไป ด้วยความที่เราเป็นตำแหน่งนี้คนเดียวในบริษัท และก่อนหน้านี้รุ่นพี่คนก่อนที่ทำตำแหน่งนี้ทำงานไว้ ไม่มีการถ่ายงานหรือมีเหมือนคู่มือเริ่มต้นให้เรา ทำให้เราต้องเริ่มต้นด้วย 0 เราก็จะมีพี่เลี้ยงตอนฝึกงาน ที่เป็นหัวหน้าเป็นที่ปรึกษา และคอยให้คำแนะนำ เวลาผ่านไปหัวหน้าคนนี้เริ่มจะมาสนใจงานเรา ละเริ่มพูดหลายๆอย่าง เราก็พยายามแก้ไขตามที่เขาบอกกล่าว ถามว่ามีไม่โอเคมั้ย ตอบว่ามี เพราะบางอย่างมันไม่จำเป็นต้องขนาดนี้ หรือบางอย่างมันไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำ ด้วยสิ่งที่เราเรียนมาและมีกฎหมายคอยบอกกล่าวและตรวจเช็ค พอเราพยายามที่จะเสนอว่า พี่คะ แบบนี้มันไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้คะ พี่คะ อันนี้มันต้องเป็นแบบนี้นะคะ หนูว่ามันเป็นแบบนี้ค่ะ จำได้มั้ย ว่าเราพูดไว้ว่าเขาอยากให้เรามีอะไรแชร์กัน เหมือนครอบครัวการทำงาน แต่สิ่งที่ได้กลับมาหลังจากประเมิน เขาบอกว่า เราเถียง เรามีอีโก้สูง เราอ่ะต้องเปลี่ยนทัศนคติการทำงานใหม่นะ (ซึ่งเรากล้าพูดตรงนี้เลยว่า เราไม่กล้าเทียบหรือคิดว่าตัวเองเก่งเพียบเพราะจบมาตามหลักสูตร เราเข้าใจความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ว่า คนที่เขาแก่กว่า อายุงานมากกว่ายังไงเขาก็ต้องเก่งกว่า ถึงมีบ้าง บางเรื่องที่ผิด แต่เราจะเป็นคนที่ค่อยๆเข้าไปคุยและหาทางแก้ไขไปพร้อมกับพนักงานเหล่านั้น ซึ่งผลตอบรับจากพนักงานคือเขากล้าที่จะพูดกับเราและแจ้งเราทุกๆเรื่องเพราะเข้าไปคุย) เราเริ่มรู้สึกแย่และเหมือนหมดไฟในการทำงานไปซะง่ายๆเพียบเพราะเราคิดต่าง หลังจากนั้นเขาก็เริ่มพูดเหน็บ แขวะเราหนักขึ้น เราก็จะปรึกษาคนรอบข้างว่า พี่ หนูยังทำไม่ดีใช่มั้ย พี่ว่ายังไง เหมือนเป็นการเช็คอีกรอบนึงเพราะเราไม่รู้หรอกว่า ตัวเองเป็นอย่างไรในสายตาคนอื่น ทุกคนก็พูดว่ามันดีนะ แต่เราต้องทำให้ดีกว่านี้เพื่อให้เขาถูกใจ ทุกวันในการทำงาน เราจะพยายามเข้าใจและปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ตามที่หัวหน้าบอก เราฮึ้บสู้ สร้างกำลังใจให้ตัวเอง ทุกครั้งที่เขาด่า ว่า เรามองว่าเขาเป็นครูคนนึงที่อยากให้มันได้ดีกว่านี้ เรายอมรับเขาจุดนึงว่า เขาเป็นคนที่เก่ง เก่งจริงๆทุกครั้งที่เขาเล่าชีวิตเขาว่าต้องพยายามมากแค่ไหน ไต่เต้ามากแค่กว่าจะมาถึงจุดนี้ เรารู้สึกว่า เขาพัฒนามาได้ขนาดนี้ เรายังเด็กทำไมเราจะทำไม่ได้ เราค่อยๆเรียนรู้ไป เราไม่ใช่คนที่ถอดใจละลาออก เรายังอยู่เพราะเราอยากได้ความคิด ระบบการจัดการทำงานที่เป็นระบบจากเขาเพื่ออนาคตเราต่อยอดเราจะได้มีพื้นฐานที่แน่นขึ้น แต่ก็ไม่วายที่ทุกครั้งที่สอนงาน หรือเล่าเรื่องราวก็จะมีคำเหน็บด่า (ถามว่าแบบไหน ก็จะประมาณ เราอ่ะสวยนะหน้าตาดี แต่ไม่มีสมอง, เด็กจบปริญญาตรีสาขาวิชานี้ทำได้แค่นี้หรอ ดูสิพี่ลงมานั่งตรงนี้ทำไมพี่รู้มากกว่าเรา) หลายๆอย่างที่มากจนเราเบลอ และกลับมาร้องไห้ เครียด นอนไม่หลับ เราเป็นมาพักหลังๆที่เขาประเมิน เรากลายเป็นคนเงียบไม่กล้าพูด ไม่กล้าเสนออะไรอีกเลย ยิ่งทำให้เขาด่าหนักไปอีก ตลกร้ายจริงๆ 5555 พี่ๆหลายๆคนที่รู้เรื่องก็จะพยายามมาให้กำลังใจ ถามเป็นไงบ้าง ไหวมั้ย คำตอบในทุกครั้งคือ ไหวค่ะ พี่ หนูโอเค แต่สภาพตอนนั้นคือ น้ำหนักลดลงภายในช่วง 3 – 4 เดือน เราลดลง 10 กว่ากิโลกรัม และยังโทรมเรื่อยๆเพราะนอนไม่หลับสมองคิดแต่งานว่าจะทำยังไงไม่ให้โดนด่า และแย่สุดคือเรานอนไม่ได้ บางทีมีอาการสั่นเวลาคิดงาน จนตัดสินใจพึ่งทางการแพทย์ (ปรึกษาจิตแพทย์) จนได้ยามากิน ดูเป็นเอามาก เราเลยตัดสินใจปรึกษาพี่เลี้ยงว่า เราควรทำไงดี พี่แนะนำสั้นๆ หางานใหม่เถอะ ซึ่งระหว่างนั้นใจเราก็ไม่อยากลาออกเท่าไรเพราะ เราตั้งใจอย่างนึงว่าเราจะทำโปรเจคหนึ่งให้เสร็จแล้วจะลาออกซึ่งเราตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มงานที่นี้ เราไม่อยากรู้สึกเพียงพราะคนๆเดียวทำให้เรายอมแพ้ง่ายจัง
*** ต่อที่ด้านล่างนะคะ มันยาวเกิน ***