
(ขอขอบคุณ ภาพจาก internet และ คุณนลินมณี ที่ช่วยทำให้ภาพสมบูรณ์แบบค่ะ)
“ขอบคุณ” มหัศจรรย์สุดท้ายตลอดกาล
3 เมษายน 2561
เวลา 02.03 น.
ค่ำคืนนี้ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นใจให้กับคนอกหักช้ำรักอย่างผมเอามากๆ ไม่มีแสงจันทร์ ไม่มีดวงดาว
สักดวงบนท้องฟ้า แถมแสงไฟตามยอดเสาหรือบ้านเรือนก็ยังหลับใหล ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในความมืดมิด
แม้แต่ภายในจิตใจของผมก็มอดดับลงไปด้วยเช่นกัน
“พอกันทีกับชีวิตนี้ อยู่ต่อไปอีกทำไม ในเมื่อผมไม่มีคุณ มายา ผมรักคุณเหลือเกิน ผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ ”
ผมคร่ำครวญกับตัวเองร้องไห้สะอึกสะอื้นน้ำตาไหลพรั่งพรูอาบแก้ม
ผมผิดหวังกับความรักครั้งแรกของผมที่ทุ่มเทให้จนหมดใจไม่ว่าจะเป็น แก้ว แหวน เงิน ทอง มากมายที่ผมซื้อ
ให้เธอ เพียงเพื่อเอาใจเธอ หวังผูกมัดหัวใจเธอไว้ หวังให้เธอเป็นแม่ของลูกผมในอนาคต ผมกับเธอรู้จักโดย
บังเอิญผ่านการแนะนำจากเพื่อนผมอีกทีจากนั้นผมกับเธอก็สานต่อความสัมพันธ์กันเรื่อยมาจนเราทั้งคู่ตกลง
ปลงใจที่จะเป็นแฟนกัน ด้วยเธอเป็นรักครั้งแรกของผม คงเป็นเพราะผมรู้ตัวเองดีว่าผมมันคนไม่หล่อ แต่ก็ไม่ถึง
ขนาดรูปชั่ว ตัวดำ พิการ แขน ขาขาด ตาบอด บางทีอาจเป็นเพราะผมไม่สนใจใครเลยเป็นทุนเดิมที่ผ่านมา
จนผมได้เจอกับ มายา เธอเป็นคนน่ารักเอาใจเก่งสารพัด
สุดท้ายเธอก็ทำให้ผมรัก...ผมรักเธอชนิด หัวปักหัวปำ ถึงขั้นถ้าเธอชี้ไม้บอกว่าเป็นนกผมก็เชื่อ ถ้าชี้นกบอกเป็นไม้
ผมก็เชื่ออีก ความรักมันบังตาผมเข้าให้แล้ว ตลอดสามปีกว่า ผมพาเธอไปเที่ยวทั้งในและต่างประเทศทุกปี พาไป
กินข้าวในร้านอาหารหรู ของโรงแรมดัง ๆ บนยอดตึกสูงที่สุดของประเทศไทย ผมก็พาเธอไปบ่อยๆ เธออยากได้
อะไรผมก็หามาให้เธอได้ทุกอย่าง ยกเว้น.....นั่นแหละครับ..ใช่เลย..อย่างที่คุณคิด...เดือน กับ ดาว...
ที่ผมไม่สามารถหามาให้เธอได้
ล่าสุดนี้ เธอก็ขอของขวัญวันเกิด เธอขอผมล่วงหน้าเมื่อ สามเดือนก่อน เป็นแหวนเพชร หนึ่งกะรัต น้ำเต็มร้อย
ต้องเป็น Hearts & Arrows และมีใบรับประกันจากสถาบัน GIA Certificate เท่านั้น ซึ่งผมก็ไม่มีความรู้เรื่องเพชร
อะไรนั่นเลย แต่ผมจดข้อมูลนั้นในเศษกระดาษพับใส่กระเป๋าสตางค์ไว้เป็นอย่างดี กันลืม มันทำให้ผมหลงดีใจและแอบ
คิดไปเองว่าเธอกำลังบอกกับผมเป็นนัยให้ผมขอเธอแต่งงานทางอ้อม ผมก็รีบสรรหามาให้เธอแพงเท่าไรไม่ว่า
เพราะความรักมันบังตา จนไม่คิดเคลือบแคลงใด ๆ ผมไม่ได้เผื่อใจไว้สักนิดว่า สุดท้ายแล้ว เธอจะทิ้งผมไปแบบ
ไม่มีปี่มีขลุ่ยอะไรเลย ทิ้งจดหมายให้ผมดูต่างหน้าเพียงฉบับเดียว ผมยังอุตส่าห์คิดปลอบใจตัวเองว่า บางทีเธออาจ
มีเหตุผลอื่นอยู่ก็ได้ เลยต้องทำลงไปแบบนั้น แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีคำอธิบายจากมายา เธอหลอกลวงผมมาตลอดจริงๆ
ถึง พี่ปกรณ์ที่ชื่อสัตย์
มายาขอขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาค่ะ
และสำคัญมากกว่านั้น มายาขอโทษที่ทำให้พี่รัก
แต่มายาไม่ได้รักพี่เลยสักนิดเดียว เป็นเพราะความรัก
ของพี่ ความดีของพี่ ความชื่อสัตย์ของพี่ มายา จึงไม่
สามารถทนหลอกลวงพี่ได้อีกต่อไป มายาขอโทษ
พี่ไม่ต้องตามหามายานะคะ ไม่มีประโยชน์ในการตามหา
มายาขอให้พี่เจอคนใหม่ ขอให้มีรักใหม่ที่แท้จริง
พบเจอคนที่รักพี่จนหมดหัวใจเหมือนกันนะคะ
ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง และก็
ขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างเช่นกันค่ะ
มายา คนลวงโลก
23 มีนาคม 2561
“ตาย ๆ ไปเสียก็ดีเหมือนกัน ไม่อยากอยู่มันแล้วชีวิตนี้”
ผมยังคงสะอึกสะอื้นร่ำไห้น้ำตานองหน้า สองมือจับราวสะพานแน่น ดันตัวเองขึ้นยืดแขนตึงยกขาขวาขึ้นพาดกับ
ราวสะพานค่อยๆ ดันขึ้นนั่งป่ายขาซ้ายข้ามตามมา เท่านี้ผมก็ข้ามมาอีกฝั่งด้านนอกของสะพาน พร้อมจะกระโดดน้ำ
ฆ่าตัวตายได้ทุกเมื่อ แม้สองขาจะสั่นผับๆ เข่าพานจะทรุดเอาดื้อๆ ยืนไม่นิ่ง กลัวๆ กล้าๆ คล้ายจะต่อต้าน
แต่สุดท้ายมันก็แพ้ความต้องการของผมอย่างราบคาบ ว่าผมอยากจะตาย
สองมือไพล่ไปทางด้านหลังยึดราวสะพานแน่น สายตาพร่ามัวมองผ่านม่านน้ำตาในความมืด ก้มดูผืนน้ำกระเพื่อม
เป็นคลื่นน้อย ๆ ของแม่น้ำเจ้าพระยา ผมประเมินความสูงน่าจะ ประมาณ 20 เมตร จากสะพานถึง แม่น้ำจากนั้นก็จมหาย
กลืนน้ำผ่านลงคอ สำลักน้ำ ขาดอากาศหายใจ ไม่น่าจะใช้เวลานานเกินสามนาที เท่านี้ผมก็จะตาย อย่างไม่ทรมานนัก
วิธีนี้น่าจะดีสุดแล้ว
ทำไมผมไม่ไปผูกคอตายในห้องพัก เชือกไม่มีคงหาไม่ยาก แค่เอาเสื้อมาผูกติดๆ กันก็ทำได้ แต่ปัญหามันอยู่ที่พอแหงน
หน้ามองเพดาน มีแต่แผ่นฝ้าฉาบเรียบสีขาวกับหลอดไฟกลมใหญ่อยู่กลางห้อง ไม่มีขื่อแปอะไรให้ผูกคอได้เลย จะให้โดด
หน้าต่างก็ไม่ได้อีก คอนโดที่ผมอยู่แค่ชั้นสอง โดดลงไปอย่างมากคงแค่ขาหัก แขนหักทีนี้ผมคงได้ตายทั้งเป็นทรมานไป
ตลอดชีวิตกันพอดี
ส่วนจะให้หาปืนมาสักกระบอกจ่อยิงขมับตัวเองให้สมองกระจาย ลำพังปืนคงหาได้สั่งซื้อออนไลน์ในตลาดมืดง่ายแค่ปลายนิ้ว
แต่ชั่งใจแล้วคงไม่กล้าเหนี่ยวไก แค่คิดมือผมก็สั่นริกๆ เย็นเฉียบเสมือนถือปืนอยู่ในมือทั้งที่ยังไม่ได้จัดหา วิธีนี้ก็ต้องตัดทิ้งไปอีก
จะเอาง่ายกว่านั้น เดินตัดหน้ารถสิบล้อ ให้พุ่งชนร่างกระเด็นไปไกลสักสามสิบเมตร ลำตัวขาดสามท่อน ตายคาที่ก็ดีไป แต่ถ้า
โชคร้ายสิบล้อดันเหยียบเบรกทัน แค่บาดเจ็บสาหัสไม่ถึงตายกลายเป็นเจ้าชายนิทรามีหวังได้เจ็บปวดทรมานตลอดชีวิตเป็นแน่
วิธีนี้ก็ต้องยกเลิกไปอีก
หรือจะหามีดปลายแหลมคมสักด้ามมาจ้วงแทงตรงบริเวณหัวใจเสียบให้ลึกทีเดียวมิดด้ามจากนั้นก็ฝืนใจดึงออกมาให้เลือดพุ่งกระฉูด
คล้ายน้ำพุในอ่างบัวน้อยหน้าคอนโด ก็น่าจะตายได้ แต่ผมดันใจเสาะแค่คิดถึงคมมีด มือไม้ผมก็อ่อนปวกเปียกไม่มีเรี่ยวแรงเอาดื้อ ๆ
สุดท้ายก็คือ ต้องตัดข้อนี้ทิ้งไปเหมือนกัน
หัวสมองอันชาญฉลาดของผมประมวลภาพคิดหาวิธีที่ง่ายที่สุดให้ผมทรมานน้อยที่สุด หรืออาจจะไม่ทรมานเลย ก็มาจบที่ให้ผม
กระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ผมเลยหมายตาสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสะพานที่ผมขับรถวิ่งผ่านไปกลับจากคอนโดไปทำงานทุกวี่วัน
ในคืนอันมืดมิดแบบนี้ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสเหยียบเท้าลงตรงขอบสะพานสองมือจับราวสะพานแน่น เสียงรถแล่นผ่านทางด้านหลัง
แสงไฟหน้ารถบนสะพานยังคงส่องสว่างมาบ้างประปราย แต่ไม่มากมายเท่ากลางวัน ผมนึกถึงรถที่แล่นเป็นสาย คล้ายฝูงมดเดิน
เรียงรายอพยพย้ายถิ่นฐาน วันไหนผมนอนตื่นสาย ออกจากบ้างหลังหกโมงเช้า เท่ากับว่าผมจะไปถึงที่ทำงานสิบโมงกว่าทั้งที่
ความจริงใช้เวลาแค่สามสิบนาที ผมพูดจริงนะไม่ได้เวอร์
สูดลดหายใจเข้าออกแรงขึ้น หัวใจผมเต้นเร็วผิดจังหวะถ้าใช้เครื่องตรวจวัดชีพจร ก็คงเกินมาตรฐานของสัญญานชีพ ผมพร้อมแล้ว
หลับตาสูดลมหายใจเข้าออกยาวๆ ช้า ๆ นับเลขในใจ หนึ่ง....สอง...สา...
“ทำอะไรน่ะ จะฆ่าตัวตายเหรอ”
ฉับพลัน เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังมาทางด้านหลัง เสียงนั้นห่างจากผมแค่ระยะ สี่ห้าฟุต มีเพียงราวสะพานเหล็กกั้นระหว่างเธอกับผม
“เฮ้ย...คุณนี่ ตกใจหมด ผมเกือบจะปล่อยมือหลุดไปแล้วนะ”
เพราะความตกใจ ผมหยุดร้องไห้ในทันที สบถออกมา เบี่ยงไหล่หมุนคอเหลือบหางตามองเธอตาขวาง ยายผู้หญิงงี่เง่าคนนี้โผล่มา
จากไหน มาได้ยังไง ใจหายใจคว่ำหมด หัวใจทำงานหนักทวีคูณเต้นแรงผิดธรรมชาติถ้ามันทะลุออกมาได้มันคงกระเด็นตกลงไป
ในแม่น้ำก่อนผมแล้วล่ะ
“จะกลัวทำไม ในเมื่อคุณก็อยากจะโดดลงไปตายอยู่แล้วนี่”
น้ำเสียงเธอราบเรียบเฉยเมยดูไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่ผมกำลังจะทำ
“อย่ามายุ่งกับผม อย่ามาห้ามผม ไปให้พ้น” ผมตะคอกไล่เธอไปไกลๆ
หันหน้ากลับมาสายตาจับจ้องมองลงไปที่แม่น้ำอันกว้างใหญ่และยาวไกลสุดสายตา
“ฉันยังไม่ได้ห้ามคุณเลยนะ”
เธอยังคงตอบผมกลับมาด้วยถ้อยคำอันแสนธรรมดาประมาณว่าใครจะเป็นจะตายก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน
“ถ้าไม่ได้มาห้ามผม แล้วคุณมาที่นี่ทำไม” ผมย้อนถามเสียงห้วน ให้เธอได้รู้ว่าผมไม่พอใจที่เธอเข้ามาวุ่นวายกับความคิด
อยากฆ่าตัวตายของผม
“ฉันเห็นคุณอยู่ท่านี้มาหลายนาทีแล้ว จะโดดก็ไม่โดด ฉันเลยจะมาถามว่า อยากจะให้ฉันช่วยไหม ฉันเอาเท้าถีบ
คุณตกลงน้ำได้เลยนะเอาไหม?” ถ้อยคำของเธอเยือกเย็นเช่นคนไม่มีหัวจิตหัวใจและพร้อมจะทำอย่างที่เธอพูดโดยไม่ลังเล
“เฮ้ย..ไม่ต้อง.อย่ามายุ่งกับผมนะไปให้พ้นนะ” เอาเข้าจริงผมก็กลัวว่าเธอจะถีบผมทางด้านหลังจริงๆ ซะนี่
“ทำไมถึงคิดฆ่าตัวตายล่ะ อกหัก สาวทิ้ง หรือว่าไปลักกินขโมยกินแล้วโดนจับได้ อีกอย่างก็ไปกินเด็กวัยขบเผาะพรากผู้เยาว์
กลัวติดคุก หนีคดี”
“นี่คุณ ผมไม่ได้ ชั่วขนาดนั้นนะ”
“อ้อ...ถ้าไม่หนีคดีก็แปลว่า อกหักรักคุด ถูกสาวทิ้ง”
“เธอหนีผมไป เธอไม่รักผม แต่ผมรักเธอมาก ผมอยู่ต่อไปไม่ได้ถ้าไม่มีเธอ”
“อืมม...ถ้าพ่อกับแม่คุณรู้ความจริงคงพากันมากระโดดน้ำตายที่นี่ตามลูกชายสุดที่รักไปแน่ ๆ” น้ำเสียงเธอช่างประชดประชัน
“ผมไม่มีใครให้ห่วงหาแล้ว พ่อแม่ผมจากผมไปนานแล้ว พี่น้องผมก็ไม่มี ผมมันตัวคนเดียว จนผมได้มาเจอ มายา
คนรักของผม แต่เธอก็ทิ้งผมไปจนได้ ฮือ ฮือ ฮือ”
เพียงเพราะเอ่ยชื่อ มายา ออกมา น้ำตาผมก็หลั่งไหล ผมร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดังโดยไม่อับอายเธอ มือข้างหนึ่งจับราว
สะพานแน่นอีกข้างยกขึ้นมาใช้หลังมือปาดน้ำตาทั้งสองข้างพยายามระงับตัวเองไม่ให้ร้องไห้ แต่มันอดกลั้นไม่ไหวจริง ๆ
“ชีวิตคุณนี่อาภัพดีนะ... ไม่มีใครให้ห่วงหา ให้รัก ตาย ตาย ไปเสียก็ดีเหมือนกัน” เธอตอกย้ำซ้ำเติมผมครั้งแล้วครั้งเล่า
“นี่คุณ...”
ผมโมโหสุดเหวี่ยง สารอะดรีนาลีนพลุ่งพล่านทั่วร่าง ผมตัดสินใจเอี้ยวตัวหมุนกลับมาประจันหน้าเธอตรง ๆ พลิกมือเปลี่ยนท่า
จับราวสะพานใหม่ เป็นเวลาเดียวกับแสงสว่างจากหลอดไฟบนยอดเสากลับมาให้ความสว่างดังเดิม
ทำให้ผมมองเห็น ใบหน้าเรียวมน ตาโตขนตาตรงยาว คิ้วโค้ง จมูกเป็นสันโด่งพองาม ริมฝีปากเรียวบาง ผมดำขลับแสกกลาง
ยาวประบ่า รับกับรูปหน้าของเธอที่เรียบเนียนปราศจากเครื่องสำอางและลิปสติกมันเลยทำให้เธอแลดูสวยแบบซีดเซียวคล้าย
คนอดนอน เธอน่าจะสูงราว 165 เซนติเมตร รูปร่างผอมเพรียว สวมเสื้อผ้าคล้ายชุดนอนเสื้อยืดคอกลมแขนสั้นตัวโคร่งกางเกง
ขายาวผ้ายืดสีเทาล้วนและไม่ได้สวมรองเท้า
“นี่คุณ ทำไมไม่รักตัวเอง พ่อแม่อุตส่าห์หาเงินส่งเสียให้เรียนจนจบ มีการมีงานทำ แทนที่จะสำนึกบุญคุณ หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไป
ให้ท่าน และรู้จักสำนึกบุญคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เติบโต ทำความดีกลับคืนสู่สังคม แต่กลับจะฆ่าตัวเองตายเพราะผู้หญิงคนเดียวซะนี่
ไม่รักตัวเองบ้างเลย ความรักไม่ได้ทำให้คุณเจ็บปวดหรอกนะ คุณต่างหากที่สั่งจิตใต้สำนึกบอกตัวเองให้เจ็บปวดทรมาน ”
เธอได้โอกาสต่อว่าผมยาวเป็นชุด ไม่เว้นให้ผมได้แก้ตัวเลยสักนิด ในขณะที่ผมจ้องหน้าเธอเขม็งเกือบลืมหายใจ
“คุณจะไปรู้อะไร ไม่เคยมีความรักน่ะสิ ผมหมายถึงรักแบบหญิงรักชาย” ผมยิ้มหยันมุมปาก แต่ผมว่าผมพลาดไปถนัด
“แล้วคุณรู้จักความรักดีแค่ไหน...ถ้ามีแล้วมาฆ่าตัวตายเมื่อไม่สมหวัง เค้าไม่ได้เรียกว่า..ความรักหรอก...เค้าเรียกว่า..”
เธอหยุดพูดเว้นไว้ให้ผมต่อถ้อยคำท่อนท้ายเสียเองและผมก็รู้ว่าเธอจะด่าผมว่า..โง่..
(ต่อ)
"ขอบคุณ" มหัศจรรย์สุดท้ายตลอดกาล
(ขอขอบคุณ ภาพจาก internet และ คุณนลินมณี ที่ช่วยทำให้ภาพสมบูรณ์แบบค่ะ)
“ขอบคุณ” มหัศจรรย์สุดท้ายตลอดกาล
3 เมษายน 2561
เวลา 02.03 น.
ค่ำคืนนี้ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นใจให้กับคนอกหักช้ำรักอย่างผมเอามากๆ ไม่มีแสงจันทร์ ไม่มีดวงดาว
สักดวงบนท้องฟ้า แถมแสงไฟตามยอดเสาหรือบ้านเรือนก็ยังหลับใหล ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในความมืดมิด
แม้แต่ภายในจิตใจของผมก็มอดดับลงไปด้วยเช่นกัน
“พอกันทีกับชีวิตนี้ อยู่ต่อไปอีกทำไม ในเมื่อผมไม่มีคุณ มายา ผมรักคุณเหลือเกิน ผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ ”
ผมคร่ำครวญกับตัวเองร้องไห้สะอึกสะอื้นน้ำตาไหลพรั่งพรูอาบแก้ม
ผมผิดหวังกับความรักครั้งแรกของผมที่ทุ่มเทให้จนหมดใจไม่ว่าจะเป็น แก้ว แหวน เงิน ทอง มากมายที่ผมซื้อ
ให้เธอ เพียงเพื่อเอาใจเธอ หวังผูกมัดหัวใจเธอไว้ หวังให้เธอเป็นแม่ของลูกผมในอนาคต ผมกับเธอรู้จักโดย
บังเอิญผ่านการแนะนำจากเพื่อนผมอีกทีจากนั้นผมกับเธอก็สานต่อความสัมพันธ์กันเรื่อยมาจนเราทั้งคู่ตกลง
ปลงใจที่จะเป็นแฟนกัน ด้วยเธอเป็นรักครั้งแรกของผม คงเป็นเพราะผมรู้ตัวเองดีว่าผมมันคนไม่หล่อ แต่ก็ไม่ถึง
ขนาดรูปชั่ว ตัวดำ พิการ แขน ขาขาด ตาบอด บางทีอาจเป็นเพราะผมไม่สนใจใครเลยเป็นทุนเดิมที่ผ่านมา
จนผมได้เจอกับ มายา เธอเป็นคนน่ารักเอาใจเก่งสารพัด
สุดท้ายเธอก็ทำให้ผมรัก...ผมรักเธอชนิด หัวปักหัวปำ ถึงขั้นถ้าเธอชี้ไม้บอกว่าเป็นนกผมก็เชื่อ ถ้าชี้นกบอกเป็นไม้
ผมก็เชื่ออีก ความรักมันบังตาผมเข้าให้แล้ว ตลอดสามปีกว่า ผมพาเธอไปเที่ยวทั้งในและต่างประเทศทุกปี พาไป
กินข้าวในร้านอาหารหรู ของโรงแรมดัง ๆ บนยอดตึกสูงที่สุดของประเทศไทย ผมก็พาเธอไปบ่อยๆ เธออยากได้
อะไรผมก็หามาให้เธอได้ทุกอย่าง ยกเว้น.....นั่นแหละครับ..ใช่เลย..อย่างที่คุณคิด...เดือน กับ ดาว...
ที่ผมไม่สามารถหามาให้เธอได้
ล่าสุดนี้ เธอก็ขอของขวัญวันเกิด เธอขอผมล่วงหน้าเมื่อ สามเดือนก่อน เป็นแหวนเพชร หนึ่งกะรัต น้ำเต็มร้อย
ต้องเป็น Hearts & Arrows และมีใบรับประกันจากสถาบัน GIA Certificate เท่านั้น ซึ่งผมก็ไม่มีความรู้เรื่องเพชร
อะไรนั่นเลย แต่ผมจดข้อมูลนั้นในเศษกระดาษพับใส่กระเป๋าสตางค์ไว้เป็นอย่างดี กันลืม มันทำให้ผมหลงดีใจและแอบ
คิดไปเองว่าเธอกำลังบอกกับผมเป็นนัยให้ผมขอเธอแต่งงานทางอ้อม ผมก็รีบสรรหามาให้เธอแพงเท่าไรไม่ว่า
เพราะความรักมันบังตา จนไม่คิดเคลือบแคลงใด ๆ ผมไม่ได้เผื่อใจไว้สักนิดว่า สุดท้ายแล้ว เธอจะทิ้งผมไปแบบ
ไม่มีปี่มีขลุ่ยอะไรเลย ทิ้งจดหมายให้ผมดูต่างหน้าเพียงฉบับเดียว ผมยังอุตส่าห์คิดปลอบใจตัวเองว่า บางทีเธออาจ
มีเหตุผลอื่นอยู่ก็ได้ เลยต้องทำลงไปแบบนั้น แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีคำอธิบายจากมายา เธอหลอกลวงผมมาตลอดจริงๆ
ถึง พี่ปกรณ์ที่ชื่อสัตย์
มายาขอขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาค่ะ
และสำคัญมากกว่านั้น มายาขอโทษที่ทำให้พี่รัก
แต่มายาไม่ได้รักพี่เลยสักนิดเดียว เป็นเพราะความรัก
ของพี่ ความดีของพี่ ความชื่อสัตย์ของพี่ มายา จึงไม่
สามารถทนหลอกลวงพี่ได้อีกต่อไป มายาขอโทษ
พี่ไม่ต้องตามหามายานะคะ ไม่มีประโยชน์ในการตามหา
มายาขอให้พี่เจอคนใหม่ ขอให้มีรักใหม่ที่แท้จริง
พบเจอคนที่รักพี่จนหมดหัวใจเหมือนกันนะคะ
ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง และก็
ขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างเช่นกันค่ะ
มายา คนลวงโลก
23 มีนาคม 2561
“ตาย ๆ ไปเสียก็ดีเหมือนกัน ไม่อยากอยู่มันแล้วชีวิตนี้”
ผมยังคงสะอึกสะอื้นร่ำไห้น้ำตานองหน้า สองมือจับราวสะพานแน่น ดันตัวเองขึ้นยืดแขนตึงยกขาขวาขึ้นพาดกับ
ราวสะพานค่อยๆ ดันขึ้นนั่งป่ายขาซ้ายข้ามตามมา เท่านี้ผมก็ข้ามมาอีกฝั่งด้านนอกของสะพาน พร้อมจะกระโดดน้ำ
ฆ่าตัวตายได้ทุกเมื่อ แม้สองขาจะสั่นผับๆ เข่าพานจะทรุดเอาดื้อๆ ยืนไม่นิ่ง กลัวๆ กล้าๆ คล้ายจะต่อต้าน
แต่สุดท้ายมันก็แพ้ความต้องการของผมอย่างราบคาบ ว่าผมอยากจะตาย
สองมือไพล่ไปทางด้านหลังยึดราวสะพานแน่น สายตาพร่ามัวมองผ่านม่านน้ำตาในความมืด ก้มดูผืนน้ำกระเพื่อม
เป็นคลื่นน้อย ๆ ของแม่น้ำเจ้าพระยา ผมประเมินความสูงน่าจะ ประมาณ 20 เมตร จากสะพานถึง แม่น้ำจากนั้นก็จมหาย
กลืนน้ำผ่านลงคอ สำลักน้ำ ขาดอากาศหายใจ ไม่น่าจะใช้เวลานานเกินสามนาที เท่านี้ผมก็จะตาย อย่างไม่ทรมานนัก
วิธีนี้น่าจะดีสุดแล้ว
ทำไมผมไม่ไปผูกคอตายในห้องพัก เชือกไม่มีคงหาไม่ยาก แค่เอาเสื้อมาผูกติดๆ กันก็ทำได้ แต่ปัญหามันอยู่ที่พอแหงน
หน้ามองเพดาน มีแต่แผ่นฝ้าฉาบเรียบสีขาวกับหลอดไฟกลมใหญ่อยู่กลางห้อง ไม่มีขื่อแปอะไรให้ผูกคอได้เลย จะให้โดด
หน้าต่างก็ไม่ได้อีก คอนโดที่ผมอยู่แค่ชั้นสอง โดดลงไปอย่างมากคงแค่ขาหัก แขนหักทีนี้ผมคงได้ตายทั้งเป็นทรมานไป
ตลอดชีวิตกันพอดี
ส่วนจะให้หาปืนมาสักกระบอกจ่อยิงขมับตัวเองให้สมองกระจาย ลำพังปืนคงหาได้สั่งซื้อออนไลน์ในตลาดมืดง่ายแค่ปลายนิ้ว
แต่ชั่งใจแล้วคงไม่กล้าเหนี่ยวไก แค่คิดมือผมก็สั่นริกๆ เย็นเฉียบเสมือนถือปืนอยู่ในมือทั้งที่ยังไม่ได้จัดหา วิธีนี้ก็ต้องตัดทิ้งไปอีก
จะเอาง่ายกว่านั้น เดินตัดหน้ารถสิบล้อ ให้พุ่งชนร่างกระเด็นไปไกลสักสามสิบเมตร ลำตัวขาดสามท่อน ตายคาที่ก็ดีไป แต่ถ้า
โชคร้ายสิบล้อดันเหยียบเบรกทัน แค่บาดเจ็บสาหัสไม่ถึงตายกลายเป็นเจ้าชายนิทรามีหวังได้เจ็บปวดทรมานตลอดชีวิตเป็นแน่
วิธีนี้ก็ต้องยกเลิกไปอีก
หรือจะหามีดปลายแหลมคมสักด้ามมาจ้วงแทงตรงบริเวณหัวใจเสียบให้ลึกทีเดียวมิดด้ามจากนั้นก็ฝืนใจดึงออกมาให้เลือดพุ่งกระฉูด
คล้ายน้ำพุในอ่างบัวน้อยหน้าคอนโด ก็น่าจะตายได้ แต่ผมดันใจเสาะแค่คิดถึงคมมีด มือไม้ผมก็อ่อนปวกเปียกไม่มีเรี่ยวแรงเอาดื้อ ๆ
สุดท้ายก็คือ ต้องตัดข้อนี้ทิ้งไปเหมือนกัน
หัวสมองอันชาญฉลาดของผมประมวลภาพคิดหาวิธีที่ง่ายที่สุดให้ผมทรมานน้อยที่สุด หรืออาจจะไม่ทรมานเลย ก็มาจบที่ให้ผม
กระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ผมเลยหมายตาสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสะพานที่ผมขับรถวิ่งผ่านไปกลับจากคอนโดไปทำงานทุกวี่วัน
ในคืนอันมืดมิดแบบนี้ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสเหยียบเท้าลงตรงขอบสะพานสองมือจับราวสะพานแน่น เสียงรถแล่นผ่านทางด้านหลัง
แสงไฟหน้ารถบนสะพานยังคงส่องสว่างมาบ้างประปราย แต่ไม่มากมายเท่ากลางวัน ผมนึกถึงรถที่แล่นเป็นสาย คล้ายฝูงมดเดิน
เรียงรายอพยพย้ายถิ่นฐาน วันไหนผมนอนตื่นสาย ออกจากบ้างหลังหกโมงเช้า เท่ากับว่าผมจะไปถึงที่ทำงานสิบโมงกว่าทั้งที่
ความจริงใช้เวลาแค่สามสิบนาที ผมพูดจริงนะไม่ได้เวอร์
สูดลดหายใจเข้าออกแรงขึ้น หัวใจผมเต้นเร็วผิดจังหวะถ้าใช้เครื่องตรวจวัดชีพจร ก็คงเกินมาตรฐานของสัญญานชีพ ผมพร้อมแล้ว
หลับตาสูดลมหายใจเข้าออกยาวๆ ช้า ๆ นับเลขในใจ หนึ่ง....สอง...สา...
“ทำอะไรน่ะ จะฆ่าตัวตายเหรอ”
ฉับพลัน เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังมาทางด้านหลัง เสียงนั้นห่างจากผมแค่ระยะ สี่ห้าฟุต มีเพียงราวสะพานเหล็กกั้นระหว่างเธอกับผม
“เฮ้ย...คุณนี่ ตกใจหมด ผมเกือบจะปล่อยมือหลุดไปแล้วนะ”
เพราะความตกใจ ผมหยุดร้องไห้ในทันที สบถออกมา เบี่ยงไหล่หมุนคอเหลือบหางตามองเธอตาขวาง ยายผู้หญิงงี่เง่าคนนี้โผล่มา
จากไหน มาได้ยังไง ใจหายใจคว่ำหมด หัวใจทำงานหนักทวีคูณเต้นแรงผิดธรรมชาติถ้ามันทะลุออกมาได้มันคงกระเด็นตกลงไป
ในแม่น้ำก่อนผมแล้วล่ะ
“จะกลัวทำไม ในเมื่อคุณก็อยากจะโดดลงไปตายอยู่แล้วนี่”
น้ำเสียงเธอราบเรียบเฉยเมยดูไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่ผมกำลังจะทำ
“อย่ามายุ่งกับผม อย่ามาห้ามผม ไปให้พ้น” ผมตะคอกไล่เธอไปไกลๆ
หันหน้ากลับมาสายตาจับจ้องมองลงไปที่แม่น้ำอันกว้างใหญ่และยาวไกลสุดสายตา
“ฉันยังไม่ได้ห้ามคุณเลยนะ”
เธอยังคงตอบผมกลับมาด้วยถ้อยคำอันแสนธรรมดาประมาณว่าใครจะเป็นจะตายก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน
“ถ้าไม่ได้มาห้ามผม แล้วคุณมาที่นี่ทำไม” ผมย้อนถามเสียงห้วน ให้เธอได้รู้ว่าผมไม่พอใจที่เธอเข้ามาวุ่นวายกับความคิด
อยากฆ่าตัวตายของผม
“ฉันเห็นคุณอยู่ท่านี้มาหลายนาทีแล้ว จะโดดก็ไม่โดด ฉันเลยจะมาถามว่า อยากจะให้ฉันช่วยไหม ฉันเอาเท้าถีบ
คุณตกลงน้ำได้เลยนะเอาไหม?” ถ้อยคำของเธอเยือกเย็นเช่นคนไม่มีหัวจิตหัวใจและพร้อมจะทำอย่างที่เธอพูดโดยไม่ลังเล
“เฮ้ย..ไม่ต้อง.อย่ามายุ่งกับผมนะไปให้พ้นนะ” เอาเข้าจริงผมก็กลัวว่าเธอจะถีบผมทางด้านหลังจริงๆ ซะนี่
“ทำไมถึงคิดฆ่าตัวตายล่ะ อกหัก สาวทิ้ง หรือว่าไปลักกินขโมยกินแล้วโดนจับได้ อีกอย่างก็ไปกินเด็กวัยขบเผาะพรากผู้เยาว์
กลัวติดคุก หนีคดี”
“นี่คุณ ผมไม่ได้ ชั่วขนาดนั้นนะ”
“อ้อ...ถ้าไม่หนีคดีก็แปลว่า อกหักรักคุด ถูกสาวทิ้ง”
“เธอหนีผมไป เธอไม่รักผม แต่ผมรักเธอมาก ผมอยู่ต่อไปไม่ได้ถ้าไม่มีเธอ”
“อืมม...ถ้าพ่อกับแม่คุณรู้ความจริงคงพากันมากระโดดน้ำตายที่นี่ตามลูกชายสุดที่รักไปแน่ ๆ” น้ำเสียงเธอช่างประชดประชัน
“ผมไม่มีใครให้ห่วงหาแล้ว พ่อแม่ผมจากผมไปนานแล้ว พี่น้องผมก็ไม่มี ผมมันตัวคนเดียว จนผมได้มาเจอ มายา
คนรักของผม แต่เธอก็ทิ้งผมไปจนได้ ฮือ ฮือ ฮือ”
เพียงเพราะเอ่ยชื่อ มายา ออกมา น้ำตาผมก็หลั่งไหล ผมร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดังโดยไม่อับอายเธอ มือข้างหนึ่งจับราว
สะพานแน่นอีกข้างยกขึ้นมาใช้หลังมือปาดน้ำตาทั้งสองข้างพยายามระงับตัวเองไม่ให้ร้องไห้ แต่มันอดกลั้นไม่ไหวจริง ๆ
“ชีวิตคุณนี่อาภัพดีนะ... ไม่มีใครให้ห่วงหา ให้รัก ตาย ตาย ไปเสียก็ดีเหมือนกัน” เธอตอกย้ำซ้ำเติมผมครั้งแล้วครั้งเล่า
“นี่คุณ...”
ผมโมโหสุดเหวี่ยง สารอะดรีนาลีนพลุ่งพล่านทั่วร่าง ผมตัดสินใจเอี้ยวตัวหมุนกลับมาประจันหน้าเธอตรง ๆ พลิกมือเปลี่ยนท่า
จับราวสะพานใหม่ เป็นเวลาเดียวกับแสงสว่างจากหลอดไฟบนยอดเสากลับมาให้ความสว่างดังเดิม
ทำให้ผมมองเห็น ใบหน้าเรียวมน ตาโตขนตาตรงยาว คิ้วโค้ง จมูกเป็นสันโด่งพองาม ริมฝีปากเรียวบาง ผมดำขลับแสกกลาง
ยาวประบ่า รับกับรูปหน้าของเธอที่เรียบเนียนปราศจากเครื่องสำอางและลิปสติกมันเลยทำให้เธอแลดูสวยแบบซีดเซียวคล้าย
คนอดนอน เธอน่าจะสูงราว 165 เซนติเมตร รูปร่างผอมเพรียว สวมเสื้อผ้าคล้ายชุดนอนเสื้อยืดคอกลมแขนสั้นตัวโคร่งกางเกง
ขายาวผ้ายืดสีเทาล้วนและไม่ได้สวมรองเท้า
“นี่คุณ ทำไมไม่รักตัวเอง พ่อแม่อุตส่าห์หาเงินส่งเสียให้เรียนจนจบ มีการมีงานทำ แทนที่จะสำนึกบุญคุณ หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไป
ให้ท่าน และรู้จักสำนึกบุญคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เติบโต ทำความดีกลับคืนสู่สังคม แต่กลับจะฆ่าตัวเองตายเพราะผู้หญิงคนเดียวซะนี่
ไม่รักตัวเองบ้างเลย ความรักไม่ได้ทำให้คุณเจ็บปวดหรอกนะ คุณต่างหากที่สั่งจิตใต้สำนึกบอกตัวเองให้เจ็บปวดทรมาน ”
เธอได้โอกาสต่อว่าผมยาวเป็นชุด ไม่เว้นให้ผมได้แก้ตัวเลยสักนิด ในขณะที่ผมจ้องหน้าเธอเขม็งเกือบลืมหายใจ
“คุณจะไปรู้อะไร ไม่เคยมีความรักน่ะสิ ผมหมายถึงรักแบบหญิงรักชาย” ผมยิ้มหยันมุมปาก แต่ผมว่าผมพลาดไปถนัด
“แล้วคุณรู้จักความรักดีแค่ไหน...ถ้ามีแล้วมาฆ่าตัวตายเมื่อไม่สมหวัง เค้าไม่ได้เรียกว่า..ความรักหรอก...เค้าเรียกว่า..”
เธอหยุดพูดเว้นไว้ให้ผมต่อถ้อยคำท่อนท้ายเสียเองและผมก็รู้ว่าเธอจะด่าผมว่า..โง่..
(ต่อ)