ปีนังมาราธอน กับความทรงจำของคนที่อยากจะลืม

สวัสดีครับ เมื่อวันก่อน ผมได้ไปร่วมงานวิ่งที่ปีนังงานหนึ่ง เป็นงานที่ผมลงไว้เพื่ออยากจะปลดล็อคตัวเอง เพื่อให้ตัวเองนั้นลืมเขาให้ได้เสียที วันนี้เลยเอาเรื่องราวการไปวิ่งมาแชร์ครับ 

จริงๆ แล้วผมคิดว่าตัวเองคงจะอยู่ในช่วงเปลี่ยวๆ เพราะเพิ่งเลิกกับคนที่คบกันมาได้ไม่นาน เพราะว่าผมรู้จักเขาได้เพียงไม่เท่าไหร่ วันแรกที่เรารู้จักกัน เป็นเรื่องบังเอิญ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง เขาเข้ามาด้วยความอยากรู้จัก และใช่ครับ ผมก็อยากรู้จักเขามากๆ วันนั้นเราก็ได้ทำความรู้จักกัน หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เข้ามาบอกความจริงกับผม ว่าเขานั้นมีคนของตัวเองอยู่แล้ว แต่ที่เขาเข้ามาหาผม เพราะเขาอยากทำความรู้จัก แต่พอเห็นผมจริงจัง เลยไม่คิดที่จะหลอกผมอีกต่อไป

ใช่ครับ ผมเสียใจ เสียใจตรงที่เราเพิ่งจะได้ทำความรู้จักกัน ผมอยากรู้จักเขามากขึ้นกว่านี้ แต่ในที่สุด มันก็ไม่สามารถจริงๆ ที่จะไปทำอะไรแบบนั้นได้อีก ผมได้แต่คิดถึงเขา จะโทรหาเขาก็โทรไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าเขากำลังอยู่กับคนของเขาอยู่หรือเปล่า ผมเฝ้ารอแต่ให้เขาโทรมา ให้เราได้คุยกันบ้าง เพราะคิดว่าถ้าหายไปแบบไม่ติดต่อเลย จะทำให้ผมนั้นเสียใจหนัก จนที่สุด เขาก็ติดต่อมาบ้าง อาทิตย์ละครั้ง เดือนละครั้ง ให้พอหายคิดถึง และลืมกันได้ลงเสียที 
จริงๆ แล้วหลังจากที่เค้าบอกว่าเขามีแฟนอยู่แล้วนั้น ผมนี่ทั้งมึน งงไปหมด อยู่ๆ ก็คิดได้ว่า เราต้องพัฒนาตัวเองสิ เราจะไปทนร้องไห้ หรือเสียใจทำไม เรารู้จักเขาได้ไม่นานเองนะ หลังจากนี้เราต้องเจอคนที่ดีกว่าเขาให้ได้สิ เราต้องปรับปรุงตัวเอง และจู่ๆ ก็นึกถึงการวิ่งมาราธอนขึ้นมา

ผมอยากวิ่งมาราธอนมาตั้งนานแล้วครับ แต่ทว่าก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร เคยชวนเพื่อนหลายครั้ง ก็ไม่เคยประสบผลสำเร็จเสียที จนครั้งนี้เลยคิดได้ว่า ไม่ต้องแคร์ใครแล้ว แคร์ตัวเองพอ แต่ว่ามาราธอน สำหรับนักวิ่งมือใหม่ แถมยังเป็นงานแรกคงจะหนักสำหรับเราเกินไป เอาแค่ฮาล์ฟมาราธอนก็น่าจะพอ
ผมค้นหางานวิ่งมาราธอนไปเรื่อยๆ ทั้งงานวิ่งในจังหวัด ต่างจังหวัด แม้กระทั้งต่างประเทศ จนผมสนใจงานวิ่งที่ปีนัง เพราะแค่คิดว่าถ้าไม่ได้วิ่ง ก็คงไปเที่ยวก็พอแล้ว ซึ่งงานวิ่งนี้เป็นงานวิ่งที่อ่านรีวิวแล้วเห็นว่าจัดได้เป็นอย่างดี มีมาตรฐานอยู่ แต่ตอนนั้นมันเลยเวลาปกติสำหรับการลงทะเบียนไปแล้ว แต่ทำไงได้ ณ ตอนนั้น รู้สึกแค่ งานนี้เราก็พอมีเวลาเตรียมตัวอยู่พอสมควร แถมวิ่งก็ไม่ได้หนักมาก และยังได้ต่อสู้กับสิ่งที่อยากจะลืมด้วยอีก ก็เลยตัดสินใจลงทะเบียนไปด้วยค่าลงทะเบียนที่เป็นราคาสำหรับคนที่ลงทะเบียนช้า ซึ่งมากเกือบ 2 เท่าของราคาปกติ

หลังจากลงทะเบียน ผมก็ทำการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการวิ่งอยู่หลายที่ ทั้งเว็บไซต์ ทั้ง Pantip หาตารางวิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง และสามารถใช้เวลาในการซ้อมวิ่งได้ ผมก็ไปวิ่งทุกๆ วันหลังจากเลิกงาน ยอมรับเลยครับ จากคนที่เคยออกกำลังกาย แค่ให้พอแข็งแรง ไม่ได้จริงจังอะไรมากมาย แต่พอมาวิ่งสัปดาห์แรกๆ นั้น เอาเรื่องเลยครับ ขาเดี้ยงไปเลย

พอเข้าที่ เข้าทางไปได้สักเดือน สองเดือน ช่วงเดือนที่สามนี่แหละ ที่ขาดการซ้อมไปอย่างที่ว่า เหลือแค่สัปดาห์ละครั้ง จนแทบจะถอดใจในการวิ่งไปแล้ว แต่คิดไปคิดมา ค่างานวิ่งก็จ่ายแล้วนะ ค่าห้องก็จ่ายแล้ว ค่าเครื่องบินก็จ่ายแล้ว ถึงจะขาดซ้อม แต่ยอมแพ้สำหรับงานนี้ไม่ได้เด็ดขาด และในที่สุด ผมก็ตัดสินใจที่จะไปปีนัง ในใจตอนนั้นคิดว่า ถ้าไม่ได้ ก็ถือว่ามาเที่ยวแล้วกัน

วันที่ 23 พฤศจิกายน วันรับ BIB วันสุดท้าย
เพราะงานจัดขึ้นในวันที่ 24 ผมเลือกเที่ยวบินรุ่งเช้า เพราะว่างานที่ทำก็ขาดไม่ได้ เลยเลือกที่จะมาถึง แล้วรับบิบ จากนั้นก็เตรียมตัวที่จะวิ่งในรุ่งเช้าของวันที่ 24 เลย การจัดงานปีนังมาราธอนครั้งนี้ ที่ผมเจอถือว่ามีการจัดงานที่มีความสะดวก และเป็นระบบดีอยู่มากๆ เลยครับ ตั้งแต่ไปรับบิบ โดยต้องไปรับที่ Queensbay mall outdoor car park  ตั้งแต่เข้างานไปรับบิบ การจัดการเป็นไปอย่างเป็นระบบ ผมยื่นใบสมัครให้เขา จากนั้นเพียงแค่นาทีเดียว ก็ได้รับบิบ เสื้อวิ่ง พร้อมทั้งกระเป๋า เคาน์เตอร์เพน ยาอม คู่มือเรียบร้อยเลย จากนั้นก็ไปสำรวจรอบๆ สักพัก ก็พบว่ามีบูธกิจกรรมของผู้สนับสนุนอยู่มากมาย 

วันวิ่ง 24 พฤศจิกายน
ผมสมัครในระยะฮาล์ฟ โดยปล่อยตัวตั้งแต่เวลา 03.00 น. ตัดจบที่เวลา 06.30 น. ซึ่งผมก็ได้มาก่อนตั้งแต่ตี 1 โดยที่ทางงานมีการจัดรถบัสเวียนจากตึก Komtar เข้างาน พอมาถึงงาน ก็เริ่มสำรวจจุดต่างๆ และก็ฝากสัมภาระ ซึ่งจุดนี้เห็นว่าเขาทำได้เป็นอย่างดี มีระบบชัดเจน หาของง่าย และรวดเร็วมากๆ ครับ

ประมาณตี 2 ทางงานก็มีการวอร์มอัพให้กับนักวิ่งทุกคน โดยมี Trainer มานำท่าทางให้ จริงๆ แล้วก็เขินๆ นะครับ เพราะไปคนเดียวด้วย แต่พอเห็นคนอื่นๆ ที่มาคนเดียวเหมือนกัน ก็ไปวอร์ม ก็เลยคิดว่า ทำไปเถอะ ไม่เห็นต้องอาย คนที่มาคนเดียวก็เยอะแยะ นั้นก็เลยทำให้ผมกล้าที่จะเต้นท่าอะไรก็ไม่รู้ ตามคนอื่นๆ ไป ในใจก็คิดว่าทำเถอะ ถ้าไม่ทำจะวิ่งไม่รอดเอา

จุดปล่อยตัว 
พอใกล้ถึงตี 3 เขาก็จะเรียกนักวิ่งมารวมตัวกันเพื่อเตรียมปล่อยตัว ผมโชคดีหน่อยที่รีบเดินมา เลยได้อยู่ช่วงกลางๆ คือคนเยอะมากครับในระยะฮาล์ฟนี้ ณ ตอนนั้น ผมคิดอย่างเดียวว่า เอาล่ะ สู้ได้แล้ว เลิกคิดเรื่องท้อได้แล้ว มาถึงงานแล้ว แถมจะเริ่มแล้ว จะกลับไม่ได้แล้วนะ สิ้นเสียงปล่อยตัวตอนตี 3 ตอนที่เริ่มวิ่งผ่านจุด Start ก็เลยคิดว่า เอาวะ ยังไงก็ต้องสู้ ทำให้ได้เถอะ เอาเหรียญให้ได้ก็พอ ไม่ต้องห่วงเรื่องเวลา
5 กิโลเมตรแรก

ตอนวิ่งระยะแรกๆ คือทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ดีเลยครับ ทั้งการวิ่งในระยะที่เราพอใจ ยังไม่รู้สึกบาดเจ็บอะไรตรงไหน แต่พอผ่านช่วงระยะ 5 กิโลเมตรนี่สิ ความเจ็บปวดเริ่มมาเยือน ผมรู้สึกว่าตัวเองจะเป็นตะคริวเข้าแล้ว หลังจากที่วิ่งมาได้ซักระยะหนึ่ง มันเริ่มชาตรงฝ่าเท้า แต่ใจผมตอนนั้นบอกว่า อย่านะ อย่ายอมนะ ไม่แพ้นะ ไม่เรียกรถพยาบาลนะ ไม่ล้มนะ สุดท้าย ผมก็ทนวิ่งไปตามนั้น ทั้งๆ ที่รู้สึกจะเป็นตะคริวนั่นแหละครับ มาถึงระยะที่ 6 หรือ 7 เจ้าตะคริวมันก็คงยอมแพ้ผมหรือเปล่าก็ไม่รู้ จู่ๆ มันก็เริ่มหายชาไปทีละนิด จนไม่ค่อยรู้สึกว่าจะเป็นอีกเลย ผมก็เริ่มเดิน และก็วิ่งสลับกันไป จุดที่ทำให้ผมรู้สึกที่จะวิ่งต่อมี 2 อย่างในตอนนั้นคือ 1.ต้องวิ่งเอาเหรียญให้ได้ เพื่อเป้าหมายที่จะลืมเขาให้ลง 2.ผมเห็นนักวิ่งคนหนึ่ง เขาวิ่งโดยใช้ Wheelchair ครับ ใช่ครับ เป็นนักวิ่งแบบ Paralympic คือเขาสู้มาก และผมจะท้อได้อย่างไร มีบางช่วงที่ผมรู้สึกว่า เราต้องนำเขาให้ได้ จู่ๆ ผมก็วิ่งไป นำเขาได้ลง สักพักเขาก็ปั่นมา นำหน้าผมไป แต่ผมไม่ได้รู้สึกที่จะเอาชนะเขาหรอกครับ แค่รู้สึกว่า เราต้องนำเขาให้ได้สักช่วงสิ แค่นี้ก็ปลดล็อคตัวเราได้หนึ่งอย่างแล้ว

งานวิ่งที่นี่มีจุดแจกน้ำที่ค่อนข้างห่างครับ กว่าจะเจอแต่ละจุด ไปถึง 3-4 กิโลเมตรเลยทีเดียว แต่คนที่นี่มีระเบียบดีนะครับ ไม่กรูเข้าไปแย่งกัน แถมโต๊ะตั้งน้ำแต่ละจุด ก็มีจุดนึง 2-3 โต๊ะ และยังมีจุดแจกทั้งกล้วย เกลือแร่ในช่วงระยะหลังๆอีกด้วย ที่เห็นแล้วชอบอย่างหนึ่งของงานที่นี่คือ ลูกเสือครับ เกือบทั้งหมดของ Staff ที่ช่วยให้งานนี้เกิดขึ้นได้คือ เยาวชน และลูกเสือ คือน้องๆ ไม่หลับไม่นอน มาช่วยกันทำให้งานนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี น่าชื่นชมจริงๆ เลยครับ

10 กิโลเมตร ครึ่งทาง ที่หันหลังไม่ได้แล้ว
พอรู้ตัวว่าตัวเองผ่านมาได้ครึ่งทาง ในใจผมตอนนั้นคือ กลับตัวก็ไม่ได้ ต้องวิ่งต่อไปอ่างเดียว ผมผ่านจุด U-Turn จุดหนึ่ง เห็น Sweeper ปิดท้ายมา คาดว่าจะห่างจากเราประมาณ 1 กิโลเมตร นั่นแหละครับ ผมคิดอย่างเดียวเลยว่า Sweeper เหล่านั้นคือซอมบี้ ผมต้องวิ่งห่างจากพวกเขาให้ได้ ต้องวิ่งไปให้ไกลให้ได้มากที่สุด ผมทั้งวิ่ง ทั้งเดินสลับกันไป จนไปถึงที่จะถึงจุดพีคของงาน นั่นคือสะพานปีนัง

บนสะพานนั้น ถือเป็นจุดวิ่งอย่างดีเลยครับ ทั้งลมเย็นสบาย อากาศปลอดโปร่ง เหมือนเป็นจุดที่จะสูดอากาศได้เต็มปอด เพื่อเตรียมเผชิญระยะต่อไปให้ได้เลย ผมวิ่งมาได้สักพัก ขาเริ่มบอกว่าฉันจะไม่ไหวแล้วนะ แต่ใจบอกว่า ไปต่อสิ ถ้าไม่ได้เหรียญ เป้าหมายที่จะลืมเขาให้ได้ ก็คงไม่สำเร็จนะ ผมก็เลยวิ่งครับ วิ่งไปเรื่อยๆ วิ่งแบบที่พอเห็นคนอื่นๆ วิ่ง เราก็รู้สึกที่จะต้องนำคนนี้ให้ได้ พอคนนั้นขึ้นนำ เราก็ไม่ยอมแพ้ เราก็ต้องวิ่งนำไปอีก มันเหมือนมีแรงกระตุ้นทั้งจากตัวเอง และจากคนรอบๆ ข้าง เพราะเราไม่เห็นเขาหยุดนั่งพักเลย เขาก็วิ่งกันต่อไปเรื่อยๆ จนผมเห็นป้าย 5 Km. to go นั่นแหละครับ มันรู้สึกเหมือนว่าอีกนิดเดียว แค่นิดเดียวที่จะปลดล็อคตัวเองได้แล้ว

5 Km. to go
หลังจากผ่านมาได้ 16 กิโล มันรู้สึกว่าต้องเอาเหรียญให้ได้นะ ห้ามแพ้แล้ว ผมก็เริ่มวิ่งเท่าที่กำลังขาตอนนั้นจะมีแรงพอ เริ่มเห็น 4 3 2 1 Km. to go ในใจตอนนั้นก็เริ่มมีความสุขแล้วครับ ถึงแม้ว่าจะรู้ตัวแล้ว ว่าขาเริ่มเจ็บ และเหมือนจะเริ่มไม่ไหว แต่ยังสู้ครับ ไปต่อเรื่อยๆ จนในที่สุด

เส้นชัย
ผมเริ่มเห็นเส้นชัยลางๆ ในใจตอนนั้น มันก็คิดขึ้นมาเลยครับ ตั้งแต่แรก ตั้งแต่เริ่มสมัคร จองห้อง จองตั๋วเครื่องบิน มารับบิบ เตรียมมางาน มาถึงงาน เริ่มวิ่ง 5 กิโลเมตรแรก บนสะพานปีนัง 5 กิโลเมตรสุดท้าย คือความรู้สึกมันเหมือนได้ปลดปล่อยเลย พร้อมทั้งความรู้สึกที่อยากจะลืมเขาให้ลงนั้น มันก็เริ่มเปล่งออกมา คิดได้ว่า นี่แหละ ที่จะปลดล็อคตัวเราจากความคิดถึงเขาเสียที และผมก็เข้าเส้นชัยไปในเวลา 3 ชั่วโมงกว่าๆ ซึ่งเกือบจะหมดเวลาที่ตัดจบเลยครับ แต่ตอนนั้น แค่รู้สึกว่า เราไม่ได้ห่วงเรื่องเวลาเท่าไหร่ เราแค่ทำในสิ่งที่เราอยากทำได้สำเร็จแล้วเสียที หลังจากรับเหรียญเสร็จ รับเสื้อ ของที่ฝากไว้ จากนั้นเริ่มหาอะไรทานภายในงาน และก็ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะขึ้นพอดี เลยคิดว่ารีบกลับดีกว่า เดี๋ยวคนจะยิ่งเยอะ ถ้ากลับสายกว่านี้ พอกลับถึงห้องนี่สิครับ มาเลย อาการทั้งหลาย ปวดขา ปวดข้อ อ่อนเพลีย วันนั้นเลยหลับเป็นตายไปเลย ตื่นมาอีกที 6 โมงเย็น
 
จากตอนนั้นที่ผมเริ่มคิดที่จะลงวิ่งมาราธอน จริงๆ แล้วเป็นเพราะเขาเลยแหละครับ ที่ทำให้ผมอยากพัฒนาตัวเอง สู้กับตัวเองให้ได้ และสิ่งที่ผมได้มาในตอนนี้ก็คือ ความทรงจำครับ ผมมองเหรียญทีไร ผมก็จะนึกขึ้นได้เลยว่า ผมต้องอดทนแค่ไหนในช่วงเวลาที่ตัวเองวิ่ง เหมือนอดทนกับความเจ็บปวดที่ผมได้รู้จักกับเขามานั่นแหละครับ พอถึงเส้นชัย ก็เหมือนผมได้ลืมเขาลงเสียที มันปลดล็อค แถมยังเป็นแรงกระตุ้นตัวเอง ให้ออกกำลังกาย พัฒนาตัวเองให้ดี เพื่อที่จะได้เจอกับคนใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ ไม่ต้องเอาตัวเองไปยึดโยงกับใครสักที ผมรู้สึกทั้งขอบคุณเขามาก ที่เข้ามาเป็นความทรงจำ และเป็นแรงกระตุ้นให้ผมได้เป็นอย่างดีเลยครับ พอถึงวันนี้ หากได้เจอ ได้คุยกับเขาอีก คงไม่รู้สึกที่จะไปรักเขาแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว

ปล. 1) งานวิ่ง Penang Bridge International Marathon นี้ระบบจัดการดีมากๆ เลยครับ ตั้งแต่การรับบิบ ที่เป็นสัดส่วน การฝากของ ที่มีระบบชัดเจน ห้องน้ำที่มีอยู่มากมาย เท่าที่เห็น ก็เพียงพอต่อคนมาร่วมงาน ไม่ได้แย่งกันมากเกินไป ร้านค้าขายอาหาร ก็มีเพียงพอ จุดแจกน้ำ กล้วย เกลือแร่ ก็มีระยะเหมาะสมดีครับ แถมการไปวิ่งในครั้งนี้ ถ้าวางแผนดีๆ ก็เหมือนได้ไปเที่ยวภายในตัวด้วย ปกติงานนี้ที่เห็นก็มีคนท้องถิ่นเยอะมากครับ และยังเห็นๆ คนไทยด้วยกันไปวิ่งอยู่เยอะเลยครับ สังเกตง่ายๆ เลย ตรงบิบจะมีธงประเทศตัวเองอยู่ ผมมาคนเดียว วิ่งไปก็รู้สึกเหงาๆ บ้าง แต่ในใจก็จะเหงาบ้าอะไร คนวิ่งด้วยกันตั้งเยอะตั้งแยะ ไม่ได้วิ่งคนเดียวซะหน่อย ปีหน้าก็คิดว่าจะมาอีกให้ได้เลยครับงานนี้
2) รูปที่ถ่าย ถ่ายจากมือถือหมดเลยครับ จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะมาแชร์ กะว่าแค่ถ่ายเก็บไว้เป็นความทรงจำ ต้องขออภัยด้วยนะครับ
3) เที่ยวปีนัง ถ้าไม่ถนัดนั่งรถเมล์ แนะนำเรียก Grab ดีกว่าครับ ถูกมากๆ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่