ถ้าไม่ประกอบด้วยสมถะ
มรรคมีองค์ ๘..
ปัญญา.ศีล.สมาธิ" สมถะ วิปัสสนา" อานาปานสติ
เมื่อเธอเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
มรรคย่อมเกิด เธอย่อมเสพ ย่อมเจริญ
ย่อมกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อเธอเสพเจริญ
กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้
อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ
-----
อีกประการหนึ่ง
ภิกษุย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
เมื่อเธอเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
มรรคย่อมเกิด เธอย่อมเสพ ย่อมเจริญ
ย่อมกระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
------
เมื่อเธอเสพ เจริญ
กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้
อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ
-------
อีกประการหนึ่ง
ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป
เมื่อเธอเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป
มรรคย่อมเกิด เธอย่อมเสพ เจริญ
กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อเธอเสพ เจริญ
กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้
อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ
----
อีกประการหนึ่ง
ใจของภิกษุปราศจากอุทธัจจะในธรรม
สมัยนั้น จิตนั้นย่อมตั้งมั่น สงบ ณ ภายใน
เป็นจิตเกิดดวงเดียว ตั้งมั่นอยู่
มรรคย่อมเกิดขึ้นแก่เธอ
เธอย่อมเสพ เจริญ
กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อเธอเสพ เจริญ
กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้
อนุสัยย่อมสิ้นสุด
----
ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
บุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม
ย่อมพยากรณ์การบรรลุอรหัต
ในสำนักของเรา ด้วยมรรค ๔ ประการนี้
โดยประการทั้งปวง หรืออย่างใด
อย่างหนึ่ง บรรดามรรค ๔ ประการนี้ ฯ
จบปฏิปทาวรรคที่ ๒
------
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓
อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
-------
ปฏิบัติมรรคมีองค์แปด
มรรคมีองค์แปด(องค์ประกอบของมรรคมีแปดข้อ)
1. สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นถูกตรง
2. สัมมาสังกัปปะ-ความดำริถูกตรง
3. สัมมาวาจา-มีวาจาถูกตรง
4. สัมมากัมมันตะ-ทำการงานชอบ
5. สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ
6. สัมมาวายามะ-พยายามชอบ
7. สัมมาสติ-มีสติระลึกชอบ และ
8. สัมมาสมาธิ-มีสมาธิชอบ
มรรคมีองค์แปด
ย่อลงเหลือสาม คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
ย่อลงอีกเหลือสอง คือ สมถ วิปัสนา
ย่อลงอีกเหลือหนึ่ง คือ อาณาปานสติ
มรรคมีองค์แปดนี้สรุปลงในไตรสิกขา ได้ดังนี้
1. อธิสีลสิกขา ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ
2. อธิจิตสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ และ
3. อธิปัญญาสิกขา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ
ปฏิบัติวิปัสสนาคือพวกวิปัสสนึก