MyJapanLife ไดอารี่บทที่ 9 พาไปเดินเมืองชิคๆ ในญี่ปุ่น + อัพเดทชีวิตหลังเรียนจบ

ห่างหายกันไปนานมากนะครับ กับการเขียนสไตล์ MyJapanLife การเขียนรูปแบบคล้ายไดอารี่ที่จะให้เพื่อนๆ เหมือนได้สัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตของผมจริงๆ เผื่อใครที่อยากจะมาเรียนต่อ ทำงาน หรือใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นครับ

ในที่สุดผมก็เรียนจบ ป.โท แล้วครับ ! เย้ จากแต่ก่อนที่มีเวลาทำนู่นทำนี่ จีบสาว(?) คุยแชท ทำอะรุไบโตะ บลาๆ พอต้องเริ่มหางาน ย้ายบ้าน เวลาเหล่านั้นก็อันตรธานหายไปโดยไม่รู้ตัว เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ไทยก็คงเป็นแบบผมเช่นกันใช่ไหมครับ เวลาในการทำงานอดิเรกน้อยลง และต้องมีวินัยมากขึ้น

ยอมรับว่าทำงานวันแรก เจอการเบียดบนรถไฟครั้งแรกที่ญี่ปุ่นนี่ ตกใจครับ แล้วคิดว่าจะต้องเจออย่างนี้ไปตลอดจะทนไหวเหรอ ? แต่เอาเข้าจริง พอเวลาผ่านไปก็เริ่มชิน ผมได้เรียนรู้วิธีในการหลบหลีก เลือกรอบรถที่ดูคนน้อย หรือไม่ก็การยืนตำแหน่งที่ไม่ให้โดนเบียดจังๆ (เช่นชิดใน) ตอนนี้พอลองคิดดูดีๆ มันไม่ใช่อุปสรรคสักเท่าไหร่สำหรับเราเลย

ส่วนเรื่องสังคมและวิธีการทำงาน เรื่องนี้ผมต้องเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะเลย มารยาทการตอบเมล์ การคุยโทรศัพท์ รวมไปถึงการใช้คำ มันไม่เหมือนกับสมัยเรียนเลยครับ อย่างเช่น ตอนเรียน เราสอบได้ N2 มา คุยกับเพื่อนต่างชาติ คนญี่ปุ่นรู้เรื่อง เราก็มั่นใจว่าตอนทำงานการสื่อสารเราไม่มีปัญหาแน่นอน แต่เอาเข้าจริง แอบมีครับ (นี่สำหรับผมนะ เพื่อนๆ บางคนอาจจะไม่มีก็ได้) ก็คือผมเรียนวิศวะมา ศัพท์เฉพาะเยอะมาก ดังนั้นผมจึงต้องใช้เวลาจดและจำคำพวกนี้มากพอสมควรเลยทีเดียว จำได้ว่าตอนเข้าทำงานไปแรกๆ งงเลย พูดอะไรกัน อิหยังวะ ?

แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ ที่ผมเรียนรู้จากการทำงานในฐานะคนต่างชาติเลย คือ การ Confirm ครับ เมื่อเราถูกสั่งให้ทำอะไร หรือได้รับการอธิบายงาน ถ้าเราฟังไม่ออก หรือไม่เข้าใจแบบถ่องแท้ ให้ถามเลยครับ อย่าปล่อยผ่าน ไม่งั้นอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ในอนาคตได้ แต่การถามก็ต้องมาพร้อมช่วงเวลาที่เหมาะสม ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่ต้องทำครับ เพื่อประโยชน์ของเราและบริษัท และจะให้ดีมากกว่านี้คือการพูดทวนตามความเข้าใจเราอีกรอบให้เขาฟังครับ ผมทำบ่อยมาก เพราะมันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ฟัง และผู้รับด้วยว่า "เออ เข้าใจตรงกันนะ หายห่วง! " 

ก็ประมาณนี้นะครับ กับอัพเดทชีวิตของผม ณ ตอนนี้ แอบดูซีเรียส ต่างจากบทแรกๆ นิดนึงเนอะ แต่ก็อยากแชร์ให้เพื่อนๆ นิดนึงเพราะห่างหายไปนาน 555+ ส่วนใครที่อยากอ่านเกี่ยวกับประสบการณ์ทำงานของผมต่อ ก็ติดตามต่อที่ลิงค์นี้ได้เลยนะครับ https://pantip.com/topic/39352015

เอาล่ะ ! คราวนี้เตรียมเก็บกล้องถ่ายรูปเข้ากระเป๋าให้พร้อม ! และออกไปเมืองชิคๆ เอาใจสายคาเฟ่ของญี่ปุ่นกัน !!!

Jiyuugaoka (自由ヶ丘)
พูดตามตรงนี่ก็เป็นครั้งแรกสำหรับผมเหมือนกันกับที่นี่ ตอนเดินออกจากสถานีนี่รู้สึกดีมากเลยครับ บรรยากาศมันคูล มันชิคดีเว่อ สายถ่ายรูปนี่ต้องจัดแล้ว
มีร้าน Book-off ด้วยนะ เผื่อใครอยากได้เกมส์มือสองถูกๆ
ดูซุ้มประตูถนนนี้สิ ! อาร์ทไหมล่ะ
พอเราเดินมาอีกสักนิด ถึงกับอ้าปากค้าง เพราะ ! ! !
ร้านชานมไข่มุกเรียงกันเป็นตับเลย !คืออยู่ติดกันอย่างนี้ก็ได้เหรอ ใครอ่อนแอก็แพ้ไปอย่างนี้เหรอ !?
ปล. ญี่ปุ่นพึ่งมาเริ่มฮิตชานมไข่มุกในช่วงปีที่ผ่านมานี้เองครับ ทั้งๆ ที่ไทยเขาฮิตมานานละ
รูปข้างล่างนี้เห็นแล้วถึงกับหยุด ชานมไข่มุกนี่ จะดีต่อสุขภาพก็ได้ด้วยเหรอ ! ! ! ใครอยากรู้ว่าเป็นไง ก็ลองไปโดนได้ที่ร้าน Yachiyo นะครับ
           ตอนมาที่นี่ผมยังไม่ได้กินข้าวเช้ามา เลยกะจะหาอะไรรองท้องซักหน่อย แล้วก็เหลือบไปเห็นร้านนี้
ร้าน Flipper แพนเค้กเจ้าดังของญี่ปุ่น โดยปกติจะเป็นแบบร้านคาเฟ่นั่งเลยนะ แต่ของที่นี่จะเป็นแค่ขายแบบ Take Home โดยไฮไลท์คือ !
ชานมใส่ถุงแบบหิ้วกลับบ้านครับ เก๋มั้ยล่ะ ถือแบบเดิ้ลๆ แอบนึกถึงสมัยเด็กตอนสั่งเปปซี่ใส่ถุงพลาสติกที่โรงเรียนเลย
           เอาล่ะ ! พอได้อะไรกินแล้ว ก็ไปหาอาหารกลางวัน (?) กินกันดีกว่า 
มาจบด้วยร้าน Hoshino Coffee ครับ เป็นร้าน Local หน่อยๆ ส่วนใหญ่ลูกค้าคือเด็กๆ มัธยมครับ มาสั่งอาหารแล้วติวหนังสือกันอะไรประมาณนี้ เพราะราคาไม่ค่อยแพงมาก เหมาะกับทุกเพศทุกวัย
จัดไปกับเฟรนโทส ไอศครีมวนิลา จริงๆ มีสปาเก็ตตี้อีกแต่ไม่ได้ถ่ายมา
   
            หลังจากกินเสร็จแล้วก็ไปเดินย่อยกันดีกว่า
เครื่องหอมสำหรับใครที่ชอบแต่งกลิ่นให้บ้านตัวเอง
เมืองนี้นี่แหล่งรวมความอาร์ทจริงๆ
ร้านข้างล่างนี้ก็น่าสนใจ ขายชานมไข่มุกใต้หวันแท้ๆ แต่คิวยาวมากเลยไม่ได้ไปลอง ถ้าใครเคยไปกินมาก็ลองมาแชร์กันนะครับว่าเป็นยังไง เผื่อครั้งหน้าจะไปกินบ้าง
เดินเล่นเพลินๆ ก็มาเจอ Ben's Cookie ร้านขายคุกกี้สัญชาติอังกฤษน่ากินมากกกก เหมือนจะมีอยู่ที่สยามพารากอนนะ คือปกติเป็นคนชอบคุกกี้อยู่แล้ว เลยต้องจัด 。。。
และแล้วก็ได้กลับบ้านมา 3 ชิ้น ล้านกว่าแคล。。。
ถ้าใครชอบคุกกี้นิ่ม นี่คือหนึ่งสิ่งที่ต้องลิ้มลองเลย แถมมีช็อคโกแลตเยิ้มๆ ด้วย ฟินๆ

จบไปแล้วนะครับ กับไดอารี่บทที่ 9 ของผม ไม่ได้เขียนแนวนี้มานานรู้สึกดีเหมือนกับที่ได้กลับมาอีกรอบ ก็ขอโทษเพื่อนๆ ผู้อ่านด้วยนะครับที่หายไปนานเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามตอนนี้ผมได้ทำเว็บของผมขึ้นมาครับ ติดตามได้ลิงค์นี้เลย http://www.tooneattabi.com/ เป็นเว็บที่จะพาคุณไป กิน - เที่ยว - เล่น ทั่วญี่ปุ่น พร้อมกับรูปภาพน่ารักๆ (ช่วงนี้เริ่มเห่อเรื่องถ่ายรูป) ให้รับชมกันอย่างจุใจ !

เพื่อนๆ ที่ไปเที่ยวไหนมาก็สามารถมาแชร์กันได้เลยนะครับ ใครมีข้อสงสัยก็ถามได้ ไม่กัดครับ 555+
ส่วนกระทู้นี้ของลาไปก่อน เจอกันใหม่กระทู้หน้า สวัสดีครับ
ーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーーー
พิกัด : สถานี Jiyuugaoka (่自由ヶ丘) อยู่สายสีแดง Tokyu Toyoko (東急東横線) ครับ ถ้านั่งมาจากสถานีชิบูย่าใช้เวลาเพียง 9-12 นาที ให้ขึ้นทางฝั่งที่ไป  Motomachichūkagai (่元町中華街) นะครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่