‘สมพงษ์’ อัดร่างงบ 63 ไม่ตรงเป้า ใช้แก้ปัญหาประเทศไม่ได้ ไล่เอากลับไปร่างใหม่
https://www.matichon.co.th/politics/news_1715844
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ มีการประชุมสภาผู้แทนราษฏรวาระ การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชี้แจงหลักการและเหตุผล การเสนอร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว จากนั้น นาย
สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยในฐานะ ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวอภิปราย ร่าง พ.ร.บ.งบ โดยระบุว่า
ฝ่ายค้านขอให้รัฐบาล พ.ร.บ.งบนำกลับไปร่างมาใหม่ เพราะงบฉบับนี้ไม่มีความเหมาะสม ไม่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เลย หากนำไปพิจารณาในภาพใหญ่ มี 4 ด้าน
1.การลงทุนภาคเอกชน
2.ลงทุนในประเทศ
3.ส่งอออก
4.การลงทุนภาครัฐ
ทั้งนี้ การส่งออกมีความสำคัญมากทำรายได้ให้ประชาชนมีงานทำ
“หากนำไปพิจารณาในภาพใหญ่ มีฟันเฟือง 4 ด้าน คือ
1.การลงทุนภาคเอกชน
2.ลงทุนในประเทศ
3.ส่งอออก
4.การลงทุนภาครัฐ
ทั้งนี้ การส่งออกมีความสำคัญมากทำรายได้ให้ประชาชนมีงานทำ ฟันเฟืองตัวนี้มีความสำคัญ ฟันเฟืองตัวที่ 2 คือการลงทุนภาคเอกชน หากนำข้อเท็จจริงมาดูหนังศึกษากว่า 3 แสนคนยังตกงาน ปีหน้คาดว่าอาจตกงานถึง 5 แสน ที่จะประสบปัญหาการลงทุน การอุปโภคบริโภคของคนในประเทศ จะทำให้ผู้ประกอบการขายสินค้าของตนเองได้ ดังนั้นหากมองกำลังซื้อระดับกลางระดับล่าง กำลังซื้อหดตัวรุนแรง นอกจากนี้ การใช้จ่ายของภาครัฐที่นำไปจ่ายจริงอย่างมีประสิทธิภาพย่อมสร้างทำให้ระบบขับเคลื่อน แต่ในทางกลับกันหากไม่ได้การขับเคลื่อนย่อมทำให้ฟันเฟืองนั้นไม่เดิน ทอย่างไรก็ตาม การทำงบของ 5 ปีที่ผ่านมามียอดเพิ่มขึ้นทุกปี พยายามเพิ่มรายได้ไม่เพียงพอจึงได้กู้ทุกปีจนยอดเพิ่มสูงขึ้น” นาย
สมพงษ์กล่าว
“เราใส่เม็ดเงินมหาศาลตลอด 5 ปีที่ผ่านมา แต่ย้อนกลับไปดูก็จะรู้ว่าเป็นอย่างไร รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่สามารถทำให้ประเทศพัฒนาไปได้ ผมขอวิงวอนให้ประชาชนโปรดเข้าใจ ว่าฝ่ายค้านไม่ได้กลั่นแกล้ง ทำให้งบล่าช้า แต่ตนอ่านและศึกษาแล้ว ขอแนะนำให้รัฐบาลนำกลับไปปรับปรุง เพราะมีปัญหาหลายปัญหา เช่นการนำงบไปใช้ในภาพส่วนที่ไม่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ เช่นงบประมาณกลาโหม ที่เพิ่มกว่า 6 พันล้าน ไม่ได้สร้างความกินดีอยู่ดีให้ประเทศเลย ไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วนเหมือนกับปัญหาประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอยู่” นาย
สมพงษ์กล่าว
ป.ป.ช.เผย ผลประเมิน "คุณธรรม-โปร่งใส"ภาพรวมได้ C "กลาโหม"น้อยสุด
https://www.thairath.co.th/news/politic/1684223
ป.ป.ช.เผย ผลประเมินคุณธรรม-โปร่งใส ในสายตาประชาชน ภาพรวมได้เหรด C ขณะกลาโหม ได้น้อยที่สุด ขณะที่ ศาล-อัยการ-หน่วยงานรัฐสภา ได้คะแนนมากที่สุดในหน่วยงานรัฐ ส่วน ธอส.นั่งแท่นคะแนน อันดับ 1 ถึง 99%
วันที่ 17 ต.ค. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ ITA ประจำปีงบประมาณ 2562 โดยพบว่า
ภาพรวมของประเทศมีผลการประเมิน 66.73 คะแนน จากเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 85 คะแนน หรืออยู่ในระดับ C หรือในระดับปานกลาง
อย่างไรก็ตาม มีหน่วยงานภาครัฐที่ได้คะแนนการประเมินมากที่สุด คือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้คะแนน 99.06 คะแนน และมีหน่วยงานภาครัฐที่มีผลประเมินผ่านเกณฑ์ หรือ ระดับ A และ AA จำนวน 970 หน่วยงาน คือเป็นร้อยละ 11.69 ของหน่วยงานทั้งหมด
สำหรับคะแนนการประเมินในกลุ่มประเภทของหน่วยงานภาครัฐ พบว่า องค์กรศาล มีคะแนนมากที่สุด มีคะแนนเฉลี่ย 91.93 คะแนน รองลงมาคือ องค์กรอัยการ 90.61 คะแนน และหน่วยงานรัฐสภา 90.35 คะแนน โดยทั้งหมดผ่านเกณฑ์ร้อยละร้อยเปอร์เซ็นต์
ส่วนคะแนนน้อยที่สุด คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ กทม. และพัทยา ได้คะแนน 61.58 ถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์
ขณะที่กลุ่มกระทรวงสังคมของหน่วยงานภาครัฐ พบว่า กระทรวงการคลัง มีผลคะแนนมากที่สุด คือ 90.04 คะแนน รองลงมากระทรวงวัฒนธรรม 89.59 คะแนน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ส่วนกระทรวงที่ได้คะแนนน้อยที่สุด คือกระทรวงกลาโหม ได้ 85.05 คะแนน ตามด้วยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนน้อยที่สุด คือ การป้องกันทุจริต 42.34 คะแนน, การเปิดเผยข้อมูล 52.34 คะแนน
นาย
วรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า การประเมินมาจากการสำรวจมุมมองของประชาชนที่มาใช้บริการ และคนในหน่วยงานนั้นๆจำนวน 1 ล้านคน โดยจะส่งข้อมูลและผลคะแนนให้แต่ละหน่วยงานได้รับทราบคะแนนของแต่ละองค์กร หากหน่วยงานใดไม่ผ่านเกณฑ์ หรือ มีต้องการเพิ่มระดับคะแนนให้สูงขึ้น ป.ป.ช.มีคลินิก ITA ให้คำแนะนำ
พล.ต.อ.
วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช. กล่าวว่า ป.ป.ช.ได้บูรณาการเครื่องมือประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย และเกาหลีใต้ มาเป็นระบบ ITA เพื่อใช้ประเมินหน่วยงานภาครัฐของไทย ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา โดยเริ่มแรกมีหน่วยงานรัฐเข้าร่วมเพียง 8 หน่วยงาน และเริ่มเก็บข้อมูลมาโดยตลอด ซึ่ง 7 ปี ที่ผ่านมาปัจจุบันมีหน่วยงานเข้าร่วมการประเมินถึง 8,299 หน่วยงาน หรือ 100 เปอร์เซ็นต์ ของหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ยังพบบางหน่วยงาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้นำการประเมินแบบ ITA นี้ ไปใช้ประเมินเป็นการภายในหน่วยงาน ซึ่งผลประเมินดังกล่าวเปรียบได้กับผลตรวจสุขภาพที่จะนำไปสู่การวางแผน กำกับดูแล และแก้ไขการดำเนินงานต่อไป.
JJNY : สมพงษ์อัดร่างงบ63ไม่ตรงเป้า ไล่กลับร่างใหม่/ป.ป.ช.เผยผลประเมินคุณธรรม-โปร่งใส/ดัชนีแข่งขันSMEไตรมาส3ลดต่อเนื่อง
https://www.matichon.co.th/politics/news_1715844
ฝ่ายค้านขอให้รัฐบาล พ.ร.บ.งบนำกลับไปร่างมาใหม่ เพราะงบฉบับนี้ไม่มีความเหมาะสม ไม่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เลย หากนำไปพิจารณาในภาพใหญ่ มี 4 ด้าน
1.การลงทุนภาคเอกชน
2.ลงทุนในประเทศ
3.ส่งอออก
4.การลงทุนภาครัฐ
ทั้งนี้ การส่งออกมีความสำคัญมากทำรายได้ให้ประชาชนมีงานทำ
“หากนำไปพิจารณาในภาพใหญ่ มีฟันเฟือง 4 ด้าน คือ
1.การลงทุนภาคเอกชน
2.ลงทุนในประเทศ
3.ส่งอออก
4.การลงทุนภาครัฐ
ทั้งนี้ การส่งออกมีความสำคัญมากทำรายได้ให้ประชาชนมีงานทำ ฟันเฟืองตัวนี้มีความสำคัญ ฟันเฟืองตัวที่ 2 คือการลงทุนภาคเอกชน หากนำข้อเท็จจริงมาดูหนังศึกษากว่า 3 แสนคนยังตกงาน ปีหน้คาดว่าอาจตกงานถึง 5 แสน ที่จะประสบปัญหาการลงทุน การอุปโภคบริโภคของคนในประเทศ จะทำให้ผู้ประกอบการขายสินค้าของตนเองได้ ดังนั้นหากมองกำลังซื้อระดับกลางระดับล่าง กำลังซื้อหดตัวรุนแรง นอกจากนี้ การใช้จ่ายของภาครัฐที่นำไปจ่ายจริงอย่างมีประสิทธิภาพย่อมสร้างทำให้ระบบขับเคลื่อน แต่ในทางกลับกันหากไม่ได้การขับเคลื่อนย่อมทำให้ฟันเฟืองนั้นไม่เดิน ทอย่างไรก็ตาม การทำงบของ 5 ปีที่ผ่านมามียอดเพิ่มขึ้นทุกปี พยายามเพิ่มรายได้ไม่เพียงพอจึงได้กู้ทุกปีจนยอดเพิ่มสูงขึ้น” นายสมพงษ์กล่าว
“เราใส่เม็ดเงินมหาศาลตลอด 5 ปีที่ผ่านมา แต่ย้อนกลับไปดูก็จะรู้ว่าเป็นอย่างไร รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่สามารถทำให้ประเทศพัฒนาไปได้ ผมขอวิงวอนให้ประชาชนโปรดเข้าใจ ว่าฝ่ายค้านไม่ได้กลั่นแกล้ง ทำให้งบล่าช้า แต่ตนอ่านและศึกษาแล้ว ขอแนะนำให้รัฐบาลนำกลับไปปรับปรุง เพราะมีปัญหาหลายปัญหา เช่นการนำงบไปใช้ในภาพส่วนที่ไม่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ เช่นงบประมาณกลาโหม ที่เพิ่มกว่า 6 พันล้าน ไม่ได้สร้างความกินดีอยู่ดีให้ประเทศเลย ไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วนเหมือนกับปัญหาประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอยู่” นายสมพงษ์กล่าว
ป.ป.ช.เผย ผลประเมิน "คุณธรรม-โปร่งใส"ภาพรวมได้ C "กลาโหม"น้อยสุด
https://www.thairath.co.th/news/politic/1684223
ป.ป.ช.เผย ผลประเมินคุณธรรม-โปร่งใส ในสายตาประชาชน ภาพรวมได้เหรด C ขณะกลาโหม ได้น้อยที่สุด ขณะที่ ศาล-อัยการ-หน่วยงานรัฐสภา ได้คะแนนมากที่สุดในหน่วยงานรัฐ ส่วน ธอส.นั่งแท่นคะแนน อันดับ 1 ถึง 99%
วันที่ 17 ต.ค. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ ITA ประจำปีงบประมาณ 2562 โดยพบว่า
ภาพรวมของประเทศมีผลการประเมิน 66.73 คะแนน จากเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 85 คะแนน หรืออยู่ในระดับ C หรือในระดับปานกลาง
อย่างไรก็ตาม มีหน่วยงานภาครัฐที่ได้คะแนนการประเมินมากที่สุด คือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้คะแนน 99.06 คะแนน และมีหน่วยงานภาครัฐที่มีผลประเมินผ่านเกณฑ์ หรือ ระดับ A และ AA จำนวน 970 หน่วยงาน คือเป็นร้อยละ 11.69 ของหน่วยงานทั้งหมด
สำหรับคะแนนการประเมินในกลุ่มประเภทของหน่วยงานภาครัฐ พบว่า องค์กรศาล มีคะแนนมากที่สุด มีคะแนนเฉลี่ย 91.93 คะแนน รองลงมาคือ องค์กรอัยการ 90.61 คะแนน และหน่วยงานรัฐสภา 90.35 คะแนน โดยทั้งหมดผ่านเกณฑ์ร้อยละร้อยเปอร์เซ็นต์
ส่วนคะแนนน้อยที่สุด คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ กทม. และพัทยา ได้คะแนน 61.58 ถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์
ขณะที่กลุ่มกระทรวงสังคมของหน่วยงานภาครัฐ พบว่า กระทรวงการคลัง มีผลคะแนนมากที่สุด คือ 90.04 คะแนน รองลงมากระทรวงวัฒนธรรม 89.59 คะแนน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ส่วนกระทรวงที่ได้คะแนนน้อยที่สุด คือกระทรวงกลาโหม ได้ 85.05 คะแนน ตามด้วยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนน้อยที่สุด คือ การป้องกันทุจริต 42.34 คะแนน, การเปิดเผยข้อมูล 52.34 คะแนน
นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า การประเมินมาจากการสำรวจมุมมองของประชาชนที่มาใช้บริการ และคนในหน่วยงานนั้นๆจำนวน 1 ล้านคน โดยจะส่งข้อมูลและผลคะแนนให้แต่ละหน่วยงานได้รับทราบคะแนนของแต่ละองค์กร หากหน่วยงานใดไม่ผ่านเกณฑ์ หรือ มีต้องการเพิ่มระดับคะแนนให้สูงขึ้น ป.ป.ช.มีคลินิก ITA ให้คำแนะนำ
พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช. กล่าวว่า ป.ป.ช.ได้บูรณาการเครื่องมือประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย และเกาหลีใต้ มาเป็นระบบ ITA เพื่อใช้ประเมินหน่วยงานภาครัฐของไทย ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา โดยเริ่มแรกมีหน่วยงานรัฐเข้าร่วมเพียง 8 หน่วยงาน และเริ่มเก็บข้อมูลมาโดยตลอด ซึ่ง 7 ปี ที่ผ่านมาปัจจุบันมีหน่วยงานเข้าร่วมการประเมินถึง 8,299 หน่วยงาน หรือ 100 เปอร์เซ็นต์ ของหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ยังพบบางหน่วยงาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้นำการประเมินแบบ ITA นี้ ไปใช้ประเมินเป็นการภายในหน่วยงาน ซึ่งผลประเมินดังกล่าวเปรียบได้กับผลตรวจสุขภาพที่จะนำไปสู่การวางแผน กำกับดูแล และแก้ไขการดำเนินงานต่อไป.