ไม่รู้จะเริ่มยังไง ไม่รู้จะก้าวต่อไปทางไหน และยังไม่รู้ว่าที่มาตั้งกระทู้จะช่วยให้อะไรดีขึ้นรึเปล่าแต่เป็นเพราะทั้งอัดอั้น และไม่รู้จะระบายได้ที่ไหน จึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้เขียนเรื่องราวที่อยู่ในใจออกมาค่ะ
ตอนนี้รู้สึกชีวิตมาถึงจุดที่เรียกว่ามืดมนมากที่สุด ตั้งแต่เคยผ่านมา สิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้ มีแต่ความเศร้า และอึดอัดใจ ถ้าใครกังวลว่าอ่านแล้วจะทำให้ความรู้สึกดาวน์ลง ข้ามได้เลยนะคะ
เราเป็นเด็กต่างจังหวัดค่ะ เข้ามาเรียนครูในมหาวิทยาลัยของ กทม. ฐานะทางบ้านค่อนข้างขัดสน พ่อแม่มีอาชีพและมีรายได้หลักจากการทำนา ทำให้เราต้องกู้ กยศ. เรียนตั้งแต่ ม.ปลาย เรารู้ว่าพ่อแม่ ลำบากมากในการที่จะส่งเสียค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนให้ ในช่วงที่เราเรียนอยู่ มันส่งผลต่อความรู้สึกและเป็นแรงผลักดันให้เราอย่างมาก ในการที่จะพยายามตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพื่อทดแทนหยาดเหงื่อของพ่อแม่ในตอนนั้น
แต่สถานการณ์ทุกอย่างมันเหมือนยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม เมื่อช่วงสงกรานต์ปี 2560 พ่อต้องเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน พ่อในวัย 60 กว่า วัยที่ควรได้พักผ่อนอยู่บ้าน แต่กลับยังต้องทำงานหนักๆทุกวัน วันนั้น
หมอตรวจพบว่าพ่อเป็นโรคหัวใจค่ะ
ตั้งแต่วันนั้นหลังจากออกจาก รพ. เรากับแม่ก็คุยและปรึกษากัน ว่าจะพยายามให้พ่อทำงานให้น้อยลง เพราะหมอเองก็ฝากเตือนเรื่องนี้มา การทำงานหนักอาจส่งผลต่อสุขภาพของพ่อที่ป่วยอยู่ แต่มันก็เป็นไปได้ยากเพราะด้วยอาชีพทำไร่ ทำนามันคงไม่มีคำว่าทำแบบสบายๆอยู่แล้ว นั่นยิ่งเป็นเหตุผลทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองมากๆ ที่ไม่รู้จะหาทางช่วยที่บ้านยังไง เพราะตอนนั้นเราเองก็ฝึกสอนอยู่ใน รร. โอกาสที่จะทำงานเสริมในวันหยุดเป็นไปแทบไม่ได้เลย เพราะต้องทำงานกับทาง รร. เวลาเลิกก็ไม่เคยแน่นอน เพราะบางวันต้องทำงานล่วงเวลา แม้ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เพราะ รร. มีกิจกรรมพิเศษต่างๆ ที่นักศึกษาฝึกสอนต้องมีส่วนช่วยรับผิดชอบ สิ่งที่พอจะช่วยได้ตอนนั้นคือประหยัดให้มากที่สุด ขนาดที่ว่าไม่มีเงินจะกินข้าวสักบาท แต่ก็ไม่กล้าโทรไปขอแม่ (แม่จะโอนเงินให้ก็ต่อเมื่อ เราโทรไปบอกว่าเงินหมดแล้วเท่านั้น) ยอมทนหิวทั้งวัน เพื่อให้ถึงตอนเย็น แล้วกลับไปนอนที่หอ จะได้เลิกหิวไป จนถึงขั้นไม่ไหวจริงๆ เราโชคดีที่มีเพื่อนสนิทคนนึงช่วยเหลือ และพอให้หยิบยืมเงินบ้าง จนกว่าเงิน กยศ. รายเดือนออกก็นำไปใช้คืนเขาอีกที
ความรู้สึกแย่กับตัวเองมีมากขึ้นทุกวัน เรารู้สึกโทษตัวเอง และละอายใจเหลือเกิน ที่ช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ไม่ได้ แถมยังต้องลำบากท่านอีก ทั้งๆที่ท่านก็แก่แล้วทั้งคู่ ทุกครั้งที่โทรกลับบ้าน พ่อแม่จะคอยพูดเสมอ ว่าเมื่อไหร่จะเรียนจบ เมื่อไหร่จะได้สอบบรรจุเป็นครูสักที พ่อแม่จะได้สบาย มันยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดกับตัวเอง และกลายเป็นแรงกดดันเพิ่มขึ้นในทุกๆวัน
เหมือนทุกอย่างจะยิ่งแย่หนักกว่าเดิม และอาจจะพูดได้ว่า จุดนี้คือสิ่งที่มีผลทำให้ชีวิตตอนนี้เราเป็นแบบนี้ค่ะ นักศึกษาฝึกสอนทุกคนที่เข้าไปฝึกสอนในโรงเรียนต้องมี อ.นิเทศน์ จากมหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษาคอยดูแล ติดตามผลงาน ตลอดจนการวินิจฉัยให้ผ่านในเรื่องการทำวิจัยจบการศึกษา ถ้าคิดในแง่ลบหน่อยเราอาจจะโชคร้ายที่ได้อาจารย์ ที่ใครๆต่างร่ำลือว่าโหดหนักหนา อนุมัติวิจัยให้จบยากมาก(จากคำบอกเล่าของรุ่นพี่) และใครๆต่างก็ภาวนาว่าอย่าได้อาจารย์ท่านนี้เป็นที่ปรึกษาเลย แต่เราดันโดนแจ็คพอต ได้อาจารย์ท่านนี้ม่าเป็น อ.นิเทศน์
สุดท้ายแล้วก็เป็นแบบที่คิด เรารู้สึกว่าการจะทำผลงานออกมาให้อาจารย์พึงพอใจนั้นเป็นเรื่องที่ยากจริงๆ อีกทั้งอาจารย์ยังมีลักษณะเเปลกๆ เวลาเราจะขอเข้าไปพบเพื่อปรึกษาเรื่องวิจัย มันส่งผลให้เรารู้สึกลำบากใจมากๆในการที่จะเข้าพบอาจารย์แต่ละครั้ง ซ้ำร้ายมันทำให้งานวิจัยของเราไม่เสร็จสักที นั่นมันหมายถึงการส่งผลต่อการจบ นักศึกษาจะทราบดีว่าการที่วิจัยของคุณไม่เสร็จ มันไม่หมายถึงคุณจะยังเรียนไม่จบนั่นเองค่ะ
ความกังวลในตัวอาจารย์ส่งผลต่อเราจริงๆค่ะ จากความกดดันจากที่มีกับทางบ้านแล้ว มาเจอเรื่องนี้เข้าไปอีกยอมรับว่าเราล้ามากๆ มีหนนึงที่เราเข้าไปพบอาจารย์ เพื่อปรึกษาเรื่องวิจัย อาจารย์เสนอให้เราช่วยงานส่วนตัวของท่าน เพราะท่านเคยได้ยินเราเล่าเรื่องพ่อที่ป่วย อาจารย์บอกว่าอยากให้เราช่วยงาน เพื่อที่จะมีค่าตอบแทนเล็กๆน้อยๆให้ แต่งานนั้นมันเหมือนเราต้องออกไปทำต่างจังหวัดกับท่าน เพื่อไปในงานสัมมนาอะไรสักอย่าง มันดูแปลกๆไหมคะ หรือเป็นเพราะอาจารย์อยากจะช่วยให้เราได้งาน ได้เงินจริงๆ ตอนนั้นเราเลยบอกว่าขอคิดก่อน ยังไม่ตอบตกลง แต่ในใจไม่อยากไปเลย เพราะอาจารย์เป็นผู้ชาย ส่วนเราเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวอีกจะไปได้ยังไงเลยถามไปว่าเราจะสามารถนำวิจัยมาให้อาจารย์ตรวจได้อีกทีตอนไหน(อาจารย์ต้องเป็นคนนัดวันให้นักศึกษามา)อาจารย์ตอบกลับมาว่าจะตรวจให้ในวันที่เราไปช่วยงานเขาต่างจังหวัดค่ะ สุดท้ายวันนั้นเราแทบไม่ได้ความคืบหน้าของวิจัยเลย การให้คำแนะนําของอาจารย์ทำให้เราสับสนมาก มันดูวกวนจุดที่เคยแก้แล้วต้องแก้ซ้ำอีก จุดที่เคยบอกถูก แต่วันนี้มาบอกว่าผิด พอเราขอให้อาจารย์แจ้งรายละเอียดข้อผิดพลาด อาจารย์กลับบอกว่าเราต้องไปค้นหาเอง ตั้งแต่วันนั้นมันยิ่งทำให้เราไม่อยากไปหาอาจารย์เลยค่ะ
*เดี๋ยวมาต่อนะคะ
ผิดหวังและท้อแท้กับชีวิตมากๆ จะสร้างกำลังใจให้กลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ยังไงบ้างคะ?
ตอนนี้รู้สึกชีวิตมาถึงจุดที่เรียกว่ามืดมนมากที่สุด ตั้งแต่เคยผ่านมา สิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้ มีแต่ความเศร้า และอึดอัดใจ ถ้าใครกังวลว่าอ่านแล้วจะทำให้ความรู้สึกดาวน์ลง ข้ามได้เลยนะคะ
เราเป็นเด็กต่างจังหวัดค่ะ เข้ามาเรียนครูในมหาวิทยาลัยของ กทม. ฐานะทางบ้านค่อนข้างขัดสน พ่อแม่มีอาชีพและมีรายได้หลักจากการทำนา ทำให้เราต้องกู้ กยศ. เรียนตั้งแต่ ม.ปลาย เรารู้ว่าพ่อแม่ ลำบากมากในการที่จะส่งเสียค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนให้ ในช่วงที่เราเรียนอยู่ มันส่งผลต่อความรู้สึกและเป็นแรงผลักดันให้เราอย่างมาก ในการที่จะพยายามตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพื่อทดแทนหยาดเหงื่อของพ่อแม่ในตอนนั้น
แต่สถานการณ์ทุกอย่างมันเหมือนยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม เมื่อช่วงสงกรานต์ปี 2560 พ่อต้องเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน พ่อในวัย 60 กว่า วัยที่ควรได้พักผ่อนอยู่บ้าน แต่กลับยังต้องทำงานหนักๆทุกวัน วันนั้น
หมอตรวจพบว่าพ่อเป็นโรคหัวใจค่ะ
ตั้งแต่วันนั้นหลังจากออกจาก รพ. เรากับแม่ก็คุยและปรึกษากัน ว่าจะพยายามให้พ่อทำงานให้น้อยลง เพราะหมอเองก็ฝากเตือนเรื่องนี้มา การทำงานหนักอาจส่งผลต่อสุขภาพของพ่อที่ป่วยอยู่ แต่มันก็เป็นไปได้ยากเพราะด้วยอาชีพทำไร่ ทำนามันคงไม่มีคำว่าทำแบบสบายๆอยู่แล้ว นั่นยิ่งเป็นเหตุผลทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองมากๆ ที่ไม่รู้จะหาทางช่วยที่บ้านยังไง เพราะตอนนั้นเราเองก็ฝึกสอนอยู่ใน รร. โอกาสที่จะทำงานเสริมในวันหยุดเป็นไปแทบไม่ได้เลย เพราะต้องทำงานกับทาง รร. เวลาเลิกก็ไม่เคยแน่นอน เพราะบางวันต้องทำงานล่วงเวลา แม้ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เพราะ รร. มีกิจกรรมพิเศษต่างๆ ที่นักศึกษาฝึกสอนต้องมีส่วนช่วยรับผิดชอบ สิ่งที่พอจะช่วยได้ตอนนั้นคือประหยัดให้มากที่สุด ขนาดที่ว่าไม่มีเงินจะกินข้าวสักบาท แต่ก็ไม่กล้าโทรไปขอแม่ (แม่จะโอนเงินให้ก็ต่อเมื่อ เราโทรไปบอกว่าเงินหมดแล้วเท่านั้น) ยอมทนหิวทั้งวัน เพื่อให้ถึงตอนเย็น แล้วกลับไปนอนที่หอ จะได้เลิกหิวไป จนถึงขั้นไม่ไหวจริงๆ เราโชคดีที่มีเพื่อนสนิทคนนึงช่วยเหลือ และพอให้หยิบยืมเงินบ้าง จนกว่าเงิน กยศ. รายเดือนออกก็นำไปใช้คืนเขาอีกที
ความรู้สึกแย่กับตัวเองมีมากขึ้นทุกวัน เรารู้สึกโทษตัวเอง และละอายใจเหลือเกิน ที่ช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ไม่ได้ แถมยังต้องลำบากท่านอีก ทั้งๆที่ท่านก็แก่แล้วทั้งคู่ ทุกครั้งที่โทรกลับบ้าน พ่อแม่จะคอยพูดเสมอ ว่าเมื่อไหร่จะเรียนจบ เมื่อไหร่จะได้สอบบรรจุเป็นครูสักที พ่อแม่จะได้สบาย มันยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดกับตัวเอง และกลายเป็นแรงกดดันเพิ่มขึ้นในทุกๆวัน
เหมือนทุกอย่างจะยิ่งแย่หนักกว่าเดิม และอาจจะพูดได้ว่า จุดนี้คือสิ่งที่มีผลทำให้ชีวิตตอนนี้เราเป็นแบบนี้ค่ะ นักศึกษาฝึกสอนทุกคนที่เข้าไปฝึกสอนในโรงเรียนต้องมี อ.นิเทศน์ จากมหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษาคอยดูแล ติดตามผลงาน ตลอดจนการวินิจฉัยให้ผ่านในเรื่องการทำวิจัยจบการศึกษา ถ้าคิดในแง่ลบหน่อยเราอาจจะโชคร้ายที่ได้อาจารย์ ที่ใครๆต่างร่ำลือว่าโหดหนักหนา อนุมัติวิจัยให้จบยากมาก(จากคำบอกเล่าของรุ่นพี่) และใครๆต่างก็ภาวนาว่าอย่าได้อาจารย์ท่านนี้เป็นที่ปรึกษาเลย แต่เราดันโดนแจ็คพอต ได้อาจารย์ท่านนี้ม่าเป็น อ.นิเทศน์
สุดท้ายแล้วก็เป็นแบบที่คิด เรารู้สึกว่าการจะทำผลงานออกมาให้อาจารย์พึงพอใจนั้นเป็นเรื่องที่ยากจริงๆ อีกทั้งอาจารย์ยังมีลักษณะเเปลกๆ เวลาเราจะขอเข้าไปพบเพื่อปรึกษาเรื่องวิจัย มันส่งผลให้เรารู้สึกลำบากใจมากๆในการที่จะเข้าพบอาจารย์แต่ละครั้ง ซ้ำร้ายมันทำให้งานวิจัยของเราไม่เสร็จสักที นั่นมันหมายถึงการส่งผลต่อการจบ นักศึกษาจะทราบดีว่าการที่วิจัยของคุณไม่เสร็จ มันไม่หมายถึงคุณจะยังเรียนไม่จบนั่นเองค่ะ
ความกังวลในตัวอาจารย์ส่งผลต่อเราจริงๆค่ะ จากความกดดันจากที่มีกับทางบ้านแล้ว มาเจอเรื่องนี้เข้าไปอีกยอมรับว่าเราล้ามากๆ มีหนนึงที่เราเข้าไปพบอาจารย์ เพื่อปรึกษาเรื่องวิจัย อาจารย์เสนอให้เราช่วยงานส่วนตัวของท่าน เพราะท่านเคยได้ยินเราเล่าเรื่องพ่อที่ป่วย อาจารย์บอกว่าอยากให้เราช่วยงาน เพื่อที่จะมีค่าตอบแทนเล็กๆน้อยๆให้ แต่งานนั้นมันเหมือนเราต้องออกไปทำต่างจังหวัดกับท่าน เพื่อไปในงานสัมมนาอะไรสักอย่าง มันดูแปลกๆไหมคะ หรือเป็นเพราะอาจารย์อยากจะช่วยให้เราได้งาน ได้เงินจริงๆ ตอนนั้นเราเลยบอกว่าขอคิดก่อน ยังไม่ตอบตกลง แต่ในใจไม่อยากไปเลย เพราะอาจารย์เป็นผู้ชาย ส่วนเราเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวอีกจะไปได้ยังไงเลยถามไปว่าเราจะสามารถนำวิจัยมาให้อาจารย์ตรวจได้อีกทีตอนไหน(อาจารย์ต้องเป็นคนนัดวันให้นักศึกษามา)อาจารย์ตอบกลับมาว่าจะตรวจให้ในวันที่เราไปช่วยงานเขาต่างจังหวัดค่ะ สุดท้ายวันนั้นเราแทบไม่ได้ความคืบหน้าของวิจัยเลย การให้คำแนะนําของอาจารย์ทำให้เราสับสนมาก มันดูวกวนจุดที่เคยแก้แล้วต้องแก้ซ้ำอีก จุดที่เคยบอกถูก แต่วันนี้มาบอกว่าผิด พอเราขอให้อาจารย์แจ้งรายละเอียดข้อผิดพลาด อาจารย์กลับบอกว่าเราต้องไปค้นหาเอง ตั้งแต่วันนั้นมันยิ่งทำให้เราไม่อยากไปหาอาจารย์เลยค่ะ
*เดี๋ยวมาต่อนะคะ