สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -4 ก.ย. 62 9:32: น.
สรุปแนวโน้ม SET เช้านี้นักวิเคราะห์คาดย่อตัวลงทดสอบ 1,635 - 1,640 จุด สหรัฐฯ-จีนยังไม่สรุปเจรจาการค้า และยังไม่มีสัญญาณว่าจะยอมถอยให้กัน รวมถึงกระบวนการ Brexit ที่ยังไม่แน่นอน มีโอกาสเกิด No-Deal Brexit สูงขึ้น
* มุมมองนักวิเคราะห์
บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดดัชนีวันนี้แกว่งตัวลง จากความไม่แน่นอนสูง ทั้งประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนและโอกาสเกิด No-Deal Brexit สูงขึ้น รวมถึงแรงกดดันของ Inverted Yield Curve ต่อการตัดสินใจของ FED ว่าจะลดดอกเบี้ยในการประชุม วันที่ 17-18 ก.ย.นี้หรือไม่ (ตลาดคาดลด 0.25%) จึงยังเน้นพักเงินในหุ้น Domestic Defensive และ Dividend Play เช่นเดิมโดยคาดระยะสั้นจะได้แรงหนุน จากการประชุมครม.เศรษฐกิจในวันศุกร์นี้ ซึ่งคาดจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติม โดยเรามองจังหวะตลาดอ่อนตัวลงใกล้ระดับ 1,600 จุดเป็นจุดสะสม
บล.เคทีบี คาดดัชนีวันนี้มีแนวโน้มชะลอตัวลงตามตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ประเด็นการค้าสหรัฐฯ-จีน ยังเป็นตัวถ่วงตลาด เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังไม่มีสัญญาณว่าจะยอมถอยให้กัน การเจรจารอบใหม่จึงยังไม่สามารถกำหนดได้ ขณะที่ผลกระทบจากการขึ้นภาษีจะมีผลลบโดยตรงต่อ ตลาดหุ้นเนื่องจากจะทำให้การค้าระหว่างประเทศชะลอตัว (ผลบวกจากจีน ส่งออกไปสหรัฐฯน้อยลงไม่ได้ช่วยให้การส่งออกของประเทศอื่นๆดีขึ้น) สัญญาณที่จะชี้ว่าตลาดจะมีแรงซื้อกลับจะไปอยู่ที่การกำหนดวันเจรจาราคาน้ำมันดิบ เป็นลบจากสงครามการค้าและการผลิตกลุ่ม OPEC ที่สูงขึ้นในเดือนที่ผ่านมาเป็นลบต่อหุ้นน้ำมัน-ปิโตรเคมี
การเมืองของอังกฤษ หลังฝ่ายค้านจ่อคว่ำรัฐบาลส่งผลให้เกิดความคลุมเครือ เงินดอลล่าร์ขยับเข้าใกล้ 100 (ล่าสุด 98.9) ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องนี้ ขณะที่การชุมนุนที่ฮ่องกงมองเป็นความเสี่ยงหากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือบานปลาย แต่ช่วงสั้นๆ ไทย อาจได้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยวที่จะมาไทยมากขึ้น
บล.กรุงศรี คาด SET ย่อตัวลงทดสอบ 1,635 - 1,640 จุด เนื่องจากความกังวลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนรอบใหม่ที่ยังไม่สามารถกำหนดวันที่ชัดเจนได้ รวมถึงกระบวนการ Brexit ที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ผลกระทบ Trade war ยังกดดันให้ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐเดือนส.ค.ลงต่ำสุดในรอบ 3 ปีที่ 49.1 บ่งบอกถึงภาวะหดตัว อีกทั้งราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงจะเป็นตัวถ่วงต่อกลุ่มพลังงานและภาวะตลาด อย่างไรก็ตามคาดว่าดัชนีจะมีสลับเด้งรีบาวน์จากความคาดหวังการประชุม ECB และ Fed ในช่วงกลางเดือนจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อรองรับเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงความคาดหวังครม.เศรษฐกิจจะพิจารณาแผนกระตุ้นการลงทุนเพิ่มเติมในวันศุกร์นี้ (6 ก.ย.) ซึ่งหนุนต่อทิศทางการลงทุนในช่วงถัดไป
https://www.efinancethai.com/LastestNews/LatestNewsMain.aspx?ref=A&id=Zkhad3ZKZnhCUlk9
....
....
....
....



>>> สรุปแนวโน้ม SET เช้านี้คาดอ่อนตัว..!! สงครามการค้ายังกดดันตลาด..!!
สรุปแนวโน้ม SET เช้านี้นักวิเคราะห์คาดย่อตัวลงทดสอบ 1,635 - 1,640 จุด สหรัฐฯ-จีนยังไม่สรุปเจรจาการค้า และยังไม่มีสัญญาณว่าจะยอมถอยให้กัน รวมถึงกระบวนการ Brexit ที่ยังไม่แน่นอน มีโอกาสเกิด No-Deal Brexit สูงขึ้น
* มุมมองนักวิเคราะห์
บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดดัชนีวันนี้แกว่งตัวลง จากความไม่แน่นอนสูง ทั้งประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนและโอกาสเกิด No-Deal Brexit สูงขึ้น รวมถึงแรงกดดันของ Inverted Yield Curve ต่อการตัดสินใจของ FED ว่าจะลดดอกเบี้ยในการประชุม วันที่ 17-18 ก.ย.นี้หรือไม่ (ตลาดคาดลด 0.25%) จึงยังเน้นพักเงินในหุ้น Domestic Defensive และ Dividend Play เช่นเดิมโดยคาดระยะสั้นจะได้แรงหนุน จากการประชุมครม.เศรษฐกิจในวันศุกร์นี้ ซึ่งคาดจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติม โดยเรามองจังหวะตลาดอ่อนตัวลงใกล้ระดับ 1,600 จุดเป็นจุดสะสม
บล.เคทีบี คาดดัชนีวันนี้มีแนวโน้มชะลอตัวลงตามตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ประเด็นการค้าสหรัฐฯ-จีน ยังเป็นตัวถ่วงตลาด เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังไม่มีสัญญาณว่าจะยอมถอยให้กัน การเจรจารอบใหม่จึงยังไม่สามารถกำหนดได้ ขณะที่ผลกระทบจากการขึ้นภาษีจะมีผลลบโดยตรงต่อ ตลาดหุ้นเนื่องจากจะทำให้การค้าระหว่างประเทศชะลอตัว (ผลบวกจากจีน ส่งออกไปสหรัฐฯน้อยลงไม่ได้ช่วยให้การส่งออกของประเทศอื่นๆดีขึ้น) สัญญาณที่จะชี้ว่าตลาดจะมีแรงซื้อกลับจะไปอยู่ที่การกำหนดวันเจรจาราคาน้ำมันดิบ เป็นลบจากสงครามการค้าและการผลิตกลุ่ม OPEC ที่สูงขึ้นในเดือนที่ผ่านมาเป็นลบต่อหุ้นน้ำมัน-ปิโตรเคมี
การเมืองของอังกฤษ หลังฝ่ายค้านจ่อคว่ำรัฐบาลส่งผลให้เกิดความคลุมเครือ เงินดอลล่าร์ขยับเข้าใกล้ 100 (ล่าสุด 98.9) ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องนี้ ขณะที่การชุมนุนที่ฮ่องกงมองเป็นความเสี่ยงหากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือบานปลาย แต่ช่วงสั้นๆ ไทย อาจได้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยวที่จะมาไทยมากขึ้น
บล.กรุงศรี คาด SET ย่อตัวลงทดสอบ 1,635 - 1,640 จุด เนื่องจากความกังวลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนรอบใหม่ที่ยังไม่สามารถกำหนดวันที่ชัดเจนได้ รวมถึงกระบวนการ Brexit ที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ผลกระทบ Trade war ยังกดดันให้ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐเดือนส.ค.ลงต่ำสุดในรอบ 3 ปีที่ 49.1 บ่งบอกถึงภาวะหดตัว อีกทั้งราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงจะเป็นตัวถ่วงต่อกลุ่มพลังงานและภาวะตลาด อย่างไรก็ตามคาดว่าดัชนีจะมีสลับเด้งรีบาวน์จากความคาดหวังการประชุม ECB และ Fed ในช่วงกลางเดือนจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อรองรับเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงความคาดหวังครม.เศรษฐกิจจะพิจารณาแผนกระตุ้นการลงทุนเพิ่มเติมในวันศุกร์นี้ (6 ก.ย.) ซึ่งหนุนต่อทิศทางการลงทุนในช่วงถัดไป
https://www.efinancethai.com/LastestNews/LatestNewsMain.aspx?ref=A&id=Zkhad3ZKZnhCUlk9
....
....
....
....