ใครว่างมาอ่านเเสดงความคิดเห็นหน่อยครับ รับฟังความคิดเห็นทุกอย่าง กำลังเขียนเรื่องสั้น

โต๊ะกลม

ห้องโล่งกว้างเก้าอี้ที่จัดวางไว้เตรียมพร้อมสำหรับทุกคนที่จะมาปลดทุกข์รับฟังให้กำลังใจซึ่งกันและกัน แม้เพียงจะไม่รู้จัก เจอกันมาก่อนหากนั่งเก้าอี้จับเข่าคุยกันแล้วต่างดูเป็นคนรู้จักกันทันที คนส่วนใหญ่มาที่นี้เพื่อระบายความทุกข์ให้ผู้อื่นรับฟังสามารถจะสนทนาให้กำลังใจได้เมื่อรับฟัง หากเป็นความทุกข์ของผมละจะไปคุยกับใคร
หากคิดว่าที่นี้คือบ้าน คงเป็นอะไรที่สดใสเป็นกันเองย้างกายเข้ามาก็เหมือนปลดเปลื้องความทุกข์ไว้ที่นี้จนลืมคิดเสียว่ากว่าจะมาที่นี้ได้เราต้องเจออะไรมาบ้าง สังคม ครอบครัว ถ้าอยู่ในสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นอะไรที่ลำบากแล้ว  ถึงเวลาที่ทุกคนไปนั่งเก้าอี้รอบกัน แต่ละคนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คุณป้าผิวดำที่นั่งฝั่งตรงข้ามท่าทางน่าเกรงขาม                                                                                                                            
“ เป็นอะไรมาหรอ  เล่าให้พวกเราฟังได้นะ”  แกเอ่ยคำถามมาคงคิดว่าผมมองหน้าเลยถาม                      “ ผมจะเริ่มจากไหนก่อนดีละ ”  ยังไม่ได้เล่าผมก็รู้สึกหมดแรงเข้าแล้ว
“ เริ่มตั้งแต่ผมเล็กๆ ตอนเริ่มโตผมจะอยู่กับพ่อแม่แต่ละคนจะอยู่พร้อมหน้ากันเป็นอันยาก  พ่อที่ต้องกลับบ้านตอนกลางคืนทุกวันจากงานที่เป็นฝ่ายขายต้องพบปะลูกค้าตลอดเวลา  แม่ที่ทำงานต่างจังหวัดกลับมาจากวันหยุดทุกคนก็จะพักผ่อน เวลาที่อยู่พร้อมหน้ากันก็แค่ตอนนอนแต่มันก็ไม่ต่างกัน  ช่วงเวลานี้ที่ทุกคนต้องการความรัก โชคชะตาก็ดันมาเล่นตลกการเข้าสังคมของผมไม่เก่งอีกนี้สิ  ทำให้วันๆอ่านหนังสือ อยู่หน้าคอม มาโรงเรียนต้องจำใจอยู่คนเดียว ใครจะรู้ว่าผมอยากเข้าหาคนอื่นขนาดไหนแต่มันรู้สึกไม่ใช่ตัวเอง ฟืนจะเข้าหา ผมเลิกที่จะเสแสร้งให้คนอื่นมาชอบ หรือจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแต่ในใจแทบจะระเบิดคิดต่างๆนาๆ คนๆนึงเมื่อความคิดไปไกลถึงดวงจันทร์อีก ภาวะซึมเศร้าคงรุมเร้าไปแล้วแหละมันคงเป็นสิ่งเริ่มของอาการเก็บกดครั้งที่ต้องทนทุกข์ถึงวันที่ถูกเพื่อนรังแก กลั่นแกล้งทวีคูณ จึงพลาดพลั้งหยิบกันไกลในกระเป๋าแทงเข้าไปที่ท้องไม่ได้ตั้งใจ เป็นที่รังเกลียดยังไม่พอยังจะให้ยังให้ตัวเป็นตัวประหลาดเสียอีก”      
“ อย่าต่อว่าตัวเองสิ เท่านี้ก็พอแล้ว เป็นยังไงต่อละ”  คุณลุงข้างๆผมพูดและลูบไล่เบาๆ                                  
    “  ผู้ปกครองของอีกฝ่ายมาไม่พอใจอย่างมาก  ถ้าเป็นเราพ่อแม่มาก็ดีใจแม้จะด่าก็ยังอุ่นใจหากพวกท่านอยู่  พ่อแม่ของผมมาไม่ได้จากติดธุระ  คุยกับอีกฝ่ายด้วยโทรศัพท์  จากวันนั้นถึงวันนี้คนนั้นไม่ล่อผมอีกเลยไม่มีใครยุ้งเกี่ยวกับผมเลย  พ่อแม่ดูไม่ว่าอะไรดูเหนื่อยจากงานที่จะมาคุยเรื่องไร้สาระไรแบบนี้  ผมทนทุกข์อยุ่นานแรมปี   เลยลงว่ายน้ำเล่นสระหลังบ้าน ดื่มเหล้าใช้สารเสพติดให้มันลืมเรื่องผ่านๆมา แต่มันยิ่งทำให้ความทรงจำในวัยเด็กหวนคืนมาตอนเป็นเด็ก  ผมพ่อแม่อยู่ด้วยกันดูมีความสุขแต่พอเข้ามัธยมต่างคนต่างทำงานหาเงินไม่มีเวลาแบบนั้นอีกเลย…..มันยังคงเป็นความรักอยู่รึป่าว”
    “ ตอนนี้พวกท่านอยู่ไหนละ ” วัยรุ่นคนหนึ่งถาม มือคลำเครื่องรางไว้แน่น

“ สวัสดีค่ะ ”
    “ สวัสดีครับ ”
    “ นี้โรงพยาบาลนะ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลแล้วขอให้คุณมาที่นี้ด่วนเลยค่ะ อาการเข้าขั้นโคม่าแล้ว ”
    “ ผมกำลังจะถึงแล้วค่ะ ”
    “ ยกเลิกประชุมให้หมดเดี๋ยวนี้  กำลังจะขึ้นไปค่ะ ”

“ ยังคงทำงานพวกท่านอยู่ละมั้ง  ที่นี้และผมต้องทำยังไงได้ดี ชีวิตดูบัดซบไม่มีความหมาย ต้องการแค่ความเข้าใจความรัก  เหตุนี้ทำให้ผมมาที่นี้ ”
“ เราเลือกที่จะปิดกั้นสังคม เพื่อนๆรึป่าวหากเข้าไปดูแล้วอาจจะดีขึ้นก็ได้ใครจะรู้ ”  คุณป้าผิดดำทำท่าเป็นห่วง  “  เราเลือกที่ยอมพูดคุย หรือยอมรับ เปลี่ยนแปลง หากที่พูดมาครอบครัวต่างก็ทำงานเมื่อเราเข้าโรงเรียน การเงิน เศรษฐกิจ ที่ทำให้ครอบครัวอาจเป็นเช่นนี้ หากยอมจับเข่าคุยกันคงเป็นอะไรที่ดี แม้จะเริ่มต้นอย่างเจ็บปวดไปแล้วก็ตาม สิ่งที่ตามาจะเปลี่ยนแปลงเสมอไม่ว่าจะมากหรือน้อย หากเราไม่เข้าใจมัน รอแค่เวลาที่จะกลับมาเหมือนเดิม ”
“ ผมไม่รู้จะทำได้รึป่าว คงเป็นอะไรที่ยากและมันจะพังลง ”
“ ไม่ลองจะไปรู้หรอ ” ทุกคนรอบวงกลมพูดขึ้นพร้อมกัน

“ อย่าเป็นอะไรนะความหวังของแม่ ลูกเป็นกำลังใจให้เราสู้ต่อไปแม้จะเหน็ดเหนื่อยเท่าไหร่ก็ไม่มีวันที่จะหยุดถ้าลูกเข้าใจ ลูกคงดุจเป็นเกสรที่เราคอยคุ้มครอง ”

“ คุณมาดูลูกผมรึป่าว ”
“ ถ้าผมไปได้ลงไปนานแล้ว ผมจักเขาๆไม่ทำอะไรแบบนั้นแน่ถ้าไม่มีใครมาทำเขาก่อน ครูบอกเองด้วยซ้ำว่าลูกคุณไปแกล้งลูกของผมก่อน จะเอาอะไรมันก็เด็กกันทั้งนั้น เดียวผมจะหาเวลาไปหาลูกคุณเอง ”

“ ผมกลัวที่จะเข้าหา เมื่อทุกคนต่างไม่พูดจากันเลย ”
“ พวกเขาอาจจะอยากคุยด้วย แต่ก็ไม่กล้าที่จะเข้าหาด้วยรึป่าว เวลา  ความสัมพันธ์เปลี่ยน คนเราก็ย่อมเปลี่ยนได้เหมือนกันนะ ” คุณยายถัดจากผมไปเก้าอี้สองตัวพูดไม่สบหน้า

“ อย่าคิดไปเองสิ เราจะรู้ความรู้สึกคนอื่นได้อย่างไรถ้าไม่ลองคุยกัน  ” คนที่อยู่มุมห้อง ดูท่าทางจะเป็นเจ้าของที่นี้ พูดและพลอยเดินมาทางผม  แต่เขาคือผมอีกคนในที่นี้
“ เราจะดีขึ้นเชื่อสิ ”  เราจับมือกันและพูด   “ เราจะสู้ไปด้วยกัน สร้างความสัมพันธ์ให้กลม แม้ยังคงบิดเบี้ยงก็เถอะมันต้องกลับมากลมเหมือนเดิมได้แน่นอน ”
ผมลุกออกมาจากเก้าอี้ คนในนั้นต่างมองผมเดินออกมาและผมที่ยิ้มให้กับตนเอง เดินมาทางเดินสว่างคงเป็นความทุกข์ที่ผมปลดเปลื้องทิ้งไปและเป็นครั้งสุดท้ายสู่ศูนย์บรรเทาทุกข์ที่ผมมา  ต่างเป็นจิตสำนึก ตั้งแต่จมลงไปในสระน้ำ มันสร้างที่ปรึกษาหรือภูมิคุ้มกัน ให้ตนเองกล้าที่จะเดินออกมา จากกรอบความคิดเดิม เปลี่ยนใหม่  หากไม่ได้ศูนย์ความคิดระดมทุกข์ครั้งนี้ คงต้องนอนเป็นไส้เดือนอยู่ในดินแล้วแหละ ผมเดินออกมาจากประตูที่มีแสงจ้า  ตื่นมาจากแสงไฟระโยงรยางค์ในโรงพยาบาลและสลบไป  
กลับมาถึงบ้านทุกคนพูดคุยกันเคลียร์ปัญหา ไม่เข้าใจ จูนใหม่แก่กัน ความทุกข์ผู้คนมีกันอยู่ท่วมท้นอยู่แล้วแต่ละคนจะหาวิธีปลดทุกข์อย่างไร ไม่ใช้ทุกคนที่จะมีโอกาสมาศูนย์บำบัดทุกข์แห่งนี้  เขาไม่สามารถจะนั่งลงเป็นวงกลมเลยก็ได้ หากคนอื่นที่เป็นแบบผมคนที่เสี่ยงที่จะรอความรักความสนใจ หากไม่เริ่มจากตัวเราที่ใส่ใจคนรอบข้าง คนในครอบครัวที่เหลือมันจะพัฒนาสู่สังคมต่อไป เป็นคุณละศูนย์บำบัดทุกข์พวกคุณเป็นอย่างไร
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่