ตีความสิ่งที่หนัง Midsommar พยายามจะสื่อ และสัญลักษณ์ต่างๆ [สปอยด์]


พึ่งไปดูเรื่องนี้มาเมื่อคืนครับ ดูเสร็จผมว่าสิ่งที่โคดเจ๋งของเรื่องนี้ก็คือ งานภาพ งาน art และซาวนด์ประกอบ คือโดดเด่นมากๆ ทุกซีนสวยหมด
เพลงที่ชาวบ้านร้องก็ประสานเสียงได้หลอนดีมาก
แต่จุดที่มีปัญหาคือตรงเนื้อเรื่องนี่หละ เมื่อคืนผมเลยนั่งไล่ดูคลิปที่ฝรั่งรีวิวเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ แล้วก็พบว่า เห้ย มันมีที่มาที่ไปเยอะมากเหมือนกันหวะ ไม่ใช่อยากใส่อะไรก็ใส่เข้ามามั่วๆ นะ
กระทู้ผมเลยจะขอสรุปพ้อยท์ คร่าวๆ ที่พอจำได้จากรีวิวของฝรั่งนะครับ
 

ถ้าใครดูมาแล้ว และพอฟังภาษาอังกฤษออก แนะนำคลิปนี้ครับ 
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
ส่วนต่อไปนี้จะสปอยด์ละครับ
.

สิ่งที่ผู้กำกับพยายามเสนอ และการอ้างอิงไปยัง culture สแกนดิเนเวีย

จุดนึงที่ reviewers ฝรั่งคนนึงพูดถึง ที่ผมว่าเจ๋งดี คือการกล้าท้าทายกับมุมมอง bias คนคนเรากับ culture ต่างๆ ในโลกครับ
เรา (โดยเฉพาะคนอเมริกัน) มักจะมองว่า culture ที่น่ากลัวในโลกนี้ คือพวกคนป่าโซนเขตร้อน เช่น จากอเมซอน ปาปัวนิวกินี อัฟริกา ทำให้ที่ผ่านๆ มามันเคยมีหนังเกี่ยวกับการไปผจญภัยในป่า แล้วเจอคนป่าเหล่านี้หลายเรื่อง

แต่ถ้ามองกลับกัน culture อย่างสวีเดน สแกนดิเนเวีย เป็นอะไรที่สวยงาม สดใส แฟรีเทลมากๆ
ผกก.ก็กล้าที่จะเอาจุดนี้มาเล่น ว่าถ้า culture ที่ดูสดใสนี้ จริงๆ แล้วมีการใช้มนุษย์บูชายันต์เหมือนกันละ?

อีกจุดที่น่าทึ่งมากคือ เค้าบอกว่าพิธีกรรมประหลาดๆ ทั้งหลายในเรื่องนี้ เกือบทั้งหมดที่มาที่ไปในประวัติศาสตร์ของชาวสแกนดิเนเวียนหรือชาว Nord จริงๆ ครับ ไม่ได้เมคขึ้นมาเองเล่นๆ 

ตัวอย่างของ reference ที่หนังเอามาเล่น:

- Simon หนุ่มอังกฤษที่หายตัวไป สุดท้ายโดนถลกหนังแขวนอยู่เหนือเล้าไก่ 

ที่มา มาจากพิธีกรรมการประหารคนของชาวไวกิ้งจริงๆ ที่เรียกว่า Blood Eagle ครับ ที่จับคนมาแหกหลังแล้วแผ่ซี่โครง อวัยวะภายในออกคล้ายปีก ตอนที่ยังเป็นๆ อยู่ แล้วปล่อยให้ตายไปแบบนี้ - -" 

- การฆ่าตัวตายของคนแก่


ก็เป็นสิ่งที่คนแก่ใน icelandic culture เมื่ออดีตโบราณทำกันจริงๆ ครับ ที่ในหนังเรียกว่า Ättestupa ritual แล้วเพื่อนคนดำตกใจว่ามีจริงๆ เหรือ แล้วพระเอกถามแต่เพื่อนก็ไม่ยอมบอกว่าคืออะไร

- การแข่งเต้นระบำรอบเสา maple

อันนี้เป็นธรรมเนียมปกติของการฉลองของชาวสวีดิชอยู่ละครับ กับการเต้นรอบเสาเมเปิ้ล ซึ่ง Midsommar หรือ Midsummer นั้นเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองจริงของสาวสแกนดิเนเวียอยู่แล้ว

====================================

นางเอก และเหตุผลที่โดนเลือกมา

ถ้าลองสังเกต จะพบว่าวันเกิดนางเอกตรงกับช่วงเทศกาลของหมู่บ้านนี้พอดี (ตอนที่พระเอกเอาเค้กมาให้แต่จุดเทียนไม่ติด) ซึ่งนางเอกอายุน่าจะประมาณ 20 กลางๆ (ไม่แน่ใจว่าในหนังบอกอายุนางเอกเป๊ะๆ รึเปล่านะครับ)
ซึ่งในหนังมีพูดเรื่องช่วงอายุของคนกับฤดูกาลไว้ว่า คนเรามีอายุแบ่งเป็น 4 ช่วง เหมือนเป็น 4 ฤดูกาล คือ 1-18 เป็นฤดูใบไม้ผลิ 19-36 เป็นฤดูร้อน 37-54 เป็นฤดูใบไม้ร่วง และ 55-72 เป็นฤดูหนาว

ซึ่งมีคนวิเคราะห์ไว้ว่า ถ้านางเอกอายุครบ 27 ปีพอดี แปลว่านางเอกจะอายุอยู่ตรงกลางช่วงฤดูร้อน (19-36 ปี) พอดี หรือเรียกว่า Midsommar (Mid summer)
เม่าตาสว่าง
ซึ่งก็น่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ Pelle เพื่อนนางเอกพยายามทำให้นางเอกมาด้วยให้ได้ มีอีกทฤษฏีคือ ดีไม่ดีครอบครัวนางเอกที่ตายหมด อาจจะไม่ได้เกิดจากน้องนางเอก แต่เกิดจากไอ้ Pelle นี่แหละเป็นคนวางแผนทั้งหมด

================================

การโปรยสัญลักษณ์ไว้ก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริง

ผกก.เรื่องนี้ใช้เทคนิกคล้ายๆ กับที่เคยใช้ใน Hereditary นะครับ ในการใช้สัญลักษณ์บางอย่างเพื่อบอกเหตุการณ์ที่จะเกิดในอนาคตอันใกล้ 
ซึ่งใน Hereditary จะใช้บ้านตุ๊กตา 

แต่ Midsommar จะใช้ภาพวาดต่างๆ ในหมู่บ้านนี่หละครับ

ภาพวาดหมีโดนไฟ ที่พระเอกเห็น สุดท้ายกลายเป็นชะตากรรมตัวเอง

อีกรูปที่พอจำได้ คือรูปคนมีอะไรกัน แล้วมีเจ๊ๆ ยืนดู สุดท้ายอันนี้พระเอกก็โดนอีกเหมือนกัน

นอกจากนี้มีอีกรูปที่หนังใส่ไว้ ถ้าใครพอจำได้ คือตอนที่คู่แฟนคนลอนดอนไปเดินดู แล้วเจอเป็นรูปที่มีผู้หญิงทำกับข้าว แล้วยืนแหกจิ๊มื๊แล้วตัดขนไปใส่ในอาหาร เพื่อให้ผู้ชายรักผู้ชายหลง - -" ซึ่งตอนหลังก็คงพอจำได้ว่ากลายเป็นพายขนเพชรที่พระเอกโดนไปนะครับ 
(อันนี้หารูปประกอบไม่ได้ครับ แต่ถึงหาได้คงโพสทีโดนเด้งแน่ๆ - -")

และยังมีอีกจุดในรูปวาด คือยังมีรูปที่มีเลือดไหลออกจากจิ๊มิ๊ด้วย ซึ่งสื่อถึงนอกจากใช้ขนเพชรแล้ว ยังใช้ประจำเดือนด้วย
ซึ่งถ้าใครสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเครื่องดื่มพระเอก มีสีออกเข้มแดงกว่าชาวบ้านครับ
เม่าตาสว่าง

อีกสัญลักษณ์นึงที่หนังใส่มา คือการเต้นระบำของชาวบ้านตอนแรกที่พวกพระเอกนางเอกมาถึงครับ ที่เด็กๆ เล่นกัน
ที่เค้าเรียกว่า "Skin the fool" หรือถลกหนังคนโง่

และตัวละครที่เป็นตัวที่ดูเป็นคนโง่ที่สุดในกลุ่มพระเอก ก็คือมาร์ค คนที่ไปฉี่ใส่ต้นไม้บรรพบุรุษนี่ละ
สุดท้ายเลยโดนถลกหนัง - -' แถมตอนที่ขนศพไปใส่ในบ้านเหลือง ศพก็มีแค่หนังที่โดนถลกออกมา แถมใส่หมวกตัวตลกอยู่ด้วย 

====================================

การกรีดร้องแบบเสียสติของชาวบ้าน

มีหลายๆ ตอนที่เวลาเกิดพิธีกรรมอะไรขึ้น แล้วชาวบ้านมากรีดร้องกันมากมายนะครับ ที่พอจำได้ก็มีตอน
ตอนพระเอกซั่มกะน้องผมแดง แล้วเจ๊ๆ ที่แก้ผ้ารอบๆ ก็ครางตาม, 
ตอนนางเอกแอบไปเห็นพระเอกซั่มกะคนอื่น แล้ววิ่งออกมาอ๊วก แล้วสาวๆ คนอื่นก็วิ่งเข้ามาโอบล้อม แล้วก็มานั่งร้องไห้กรีดร้องกัน,
แล้วก็ตอนจบที่เผาตึกเหลือง แล้วคนดูก็กรีดร้องกันใหญ่

เค้าบอกว่า จุดนี้คือต้องการสื่อถึงความผูกพันของหมู่บ้านนี้ ที่บอกว่าทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน จึงมาแชร์ความรู้สึกไปด้วยกันเวลาที่คนอื่นโดนอะไรหนักๆ ซึ่งมันโยงไปยังธีมที่หนังพยายามจะสื่อ คือเรื่องความอึดอัดกับการเป็นอิสระ และการเลิกกันของความสัมพันธ์ครับ

เพราะผกก.เองก็ให้สัมภาษณ์ว่าตอนที่ทำเรื่องนี้ ตัวเองพึ่งเลิกกะแฟน เลยเอาความรู้สึกตอนนั้นมาใส่ ซึ่งความรู้สึกหลักๆ ที่หนังพยายามจะสื่อ คือความรู้สึกของนางเอกที่เหมือนอึดอัดโดนกักขังตลอด เพราะพระเอกก็ไม่ค่อยใส่ใจใยดีเท่าไหร่ บวกกับเหตุการณ์ที่เกิดกับครอบครัว ทำให้นางเอกดูอึดอัด อึนๆ อยู่ตลอดทั้งเรื่อง

จนตอนจบมาพบว่าหมู่บ้านนี้ ทุกคนฟังและรู้สึกตามไปกับความรู้สึกนางเอก ทำให้เหมือนในที่สุดนางเอกก็รู้สึกหลุดพ้นเป็นอิสระได้กับสังคมหมู่บ้านแห่งนี้ครับ
แล้วก็เลยจบโดยแสยะยิ้มตอนพระเอกโดนเผา  - -'
ซึ่งฉากเผานี้ ผกก.ก็บอกว่า อยากจะสื่อถึงการเผาสิ่งของของแฟนเก่าทิ้ง เวลาที่พึ่งเลิกกัน มันเหมือนกับการตัดเส้นด้ายสุดท้ายที่พันไม่ให้เราออกเป็นอิสระทิ้งไปครับ (แต่ในเรื่องนี้เจ๊ไม่เผาแค่สิ่งของ แต่เผาแฟนทิ้งแม่มเลย - -')

ถ้าใครมีพ้อยท์ที่ตีความได้อีก มาแชร์กันได้นะครับ 
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่