(รีวิว..ไม่สปอย) Until We Meet Again..แด่การจากลา จนกว่าจะพบกันใหม่ (2026)



ถือว่า "Until We Meet Again" หรือในชื่อไทยว่า "แด่การจากลา...จนกว่าจะพบกันใหม่" เป็นหนังญี่ปุ่นที่ดูแล้วน่าสนใจมากเรื่องหนึ่งในช่วงกลางปีนี้ ยิ่งได้รู้ว่าหนังเรื่องนี้ถูกดัดแปลงมาจากนิยายที่เคยได้รับรางวัลใหญ่จาก Shogakukan Bunko Novel Award ซึ่งเป็นรางวัลวรรณกรรมประเภทนิยายขนาดสั้นและขนาดยาวของประเทศญี่ปุ่น ที่จัดขึ้นโดยสำนักพิมพ์ Shogakukan ที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน และที่สำคัญ นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นโดย Amane Nagatsuki แถมยังเป็นผลงานเดบิวต์ของเธอด้วย



โดยฉบับภาพยนต์นี้ได้ Yoshikazu Okada ที่เคยมีผลงานดัง ๆ เช่น Be with You (2004) กับ Honda Takaaki เจ้าของผลงานซีรีส์ Lion no Oyatsu (2021) มารับหน้าที่ดูแลด้านงานบท ซึ่งต้องดัดแปลงจากหนังสือต้นฉบับที่มี 3 เล่ม ให้เป็นบทละครสำหรับหนัง 1 เรื่อง ส่วนงานกำกับได้ ผกก. ฝีมือดีอย่าง Takahiro Miki ที่เคยกำกับ My Beloved Stranger (2025) หนังที่ทำให้เราได้ประทับใจกันไปเมื่อปีที่แล้ว มาทำให้ผลงานเรื่องนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น



ความรู้สึกหลังดูหนังจบแล้ว คือ ร้องไห้หนักมาก ตาแดง บวมด้วย อิอิ Until We Meet Again ในความคิดของ จขกท. คือ ส่วนผสมระหว่าง Side by Side (2023) ที่พระเอกมีความสามารถพิเศษ รับรู้ถึงความรู้สึกของคนที่ตายไปแล้ว X กับ Rental Family (2025) ที่พระเอกเป็นคนรับจ้างทำตามความต้องการของลูกค้า เพื่อให้ตัวเอง หรือคนรอบตัวรู้สึกดี โดยหนังทั้ง 2 เรื่องนี้ ก็เป็นหนังที่ จขกท. ชอบมากทั้ง 2 เรื่อง แล้ว Until We Meet Again จะเหลืออะไร ก็เหลือเพียงความประทับใจสุด ๆ ของ จขกท. ไงครับ อิอิ



หนังเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่มีความสามารถมองเห็นวิญญาณของคนตายได้ เธอจึงถูกชวนให้มาทำงานให้กับบริษัทรับจัดงานศพ เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างคนตายและญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ (สัปเหร่อ ver. Nippon หรือเปล่า อิอิ) เนื้อเรื่องว่าน่าสนใจแล้ว แต่บทที่หนังนำเสนอนั้นน่าสนใจกว่า หนังมีซีนเปิดเรื่องที่ทรงพลังมาก ใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาที จขกท. ก็น้ำตาแตกแล้ว และหลังจากนั้นก็น้ำตาคลอ น้ำตาไหลไปตลอดทั้งเรื่อง ถึงได้บอกว่าร้องไห้หนักมาก อิอิ เป็นหนังที่ใช้บทและบรรยากาศขยี้คนดูจนแหลกคาเก้าอี้ของแท้ ชนิดที่ว่าไม่มีเวลาหายใจหายคอกันเลยทีเดียว แต่โทนหนังมันไม่ได้ออกไปในเชิงเศร้าอย่างเดียวนะครับ มันมีความปิติ ความสุข ความซึ้งใจผสมผสานอยู่ในนั้นด้วย จขกท. จะให้ Genre ของหนังเรื่องนี้ว่า "หนังเศร้าเคล้าความฟิลกู้ด" แล้วกัน ฟังดูแปลก ๆ ดี

ความดีงามของหนังเรื่องนี้ คือ จังหวะการเล่าเรื่องที่คมมาก ตีตรงจุดที่ควรจะลง แบบเป๊ะ ๆ แล้วตีแบบแรงขึ้น ๆ ไม่มีตกท้องช้างเลย มันทำให้คนดูไม่รู้สึกเบื่อในสิ่งที่ดูเหมือนจะเล่าซ้ำไปซ้ำมา ก่อนที่หนังจะคลายอารมณ์ในองก์สุดท้าย แบบ Happy Ending สุด ๆ ความจริงหนังเรื่องนี้ ดูเหมือน ผกก. เค้าต้องการเล่นกับอารมณ์คนดูแบบจริง ๆ จัง ๆ เลยนะ คือ ตัวหนังมันเงียบมาก เดินเรื่องไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ แต่สารที่ต้องการสื่ออย่างหนัก ส่วนพาร์ทการแสดงนั้น เคมีระหว่างพระเอก นางเอก ก็เป็นอะไรที่ดีอยู่ แต่เป็นไปในแนวหนังญี่ปุ่นสไตล์นี้ แบบยัยตัวร้ายกับนายเย็นชาอะไรแบบนี้ จขกท. จึงไม่ได้มองว่าพาร์ทนี้จะมีมิติที่ดีมากพอ ผิดกับนักแสดงประกอบคนอื่น ๆ ที่น่าสนใจกว่า โดยเฉพาะซีนอารมณ์ อืม! ที่ชอบอีกอย่าง คือ ถ่ายภาพสวยดีครับ และจังหวะดูมีมิติ คล้าย ๆ Rental Family เลย ทำให้ประเทศญี่ปุ่นที่สวยอยู่แล้ว สวยมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ ยังได้รู้ถึงขั้นตอนการจัดงานศพของคนญี่ปุ่นอีกด้วย ซึ่งปกติเราคนไทยก็ไม่เคยรู้ว่าเค้ามีความละเมียดละมัย มีพิธีการขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนอยู่เหมือนกันนะ ก็แน่หล่ะ ญี่ปุ่นอะเนอะ อะไรก็ต้องเนียบไว้ก่อน

ส่วนที่ จขกท. อยากพูดถึงอีกอย่าง คือ สารที่หนังเรื่องนี้ต้องการสื่อ ชอบที่เค้าไม่ได้ให้ภาพความตายเป็นสิ่งที่น่ากลัว ไม่ได้ให้ภาพความตายเป็นสิ่งที่ต้องหลีกหนี แต่ให้มองความตายเป็นเรื่องธรรมดา และสื่อถึงการตายอย่างมีความสุข หมดห่วง ทั้งจากฝั่งคนตาย และฝั่งคนเป็น สรุปได้ว่า มาดูหนังเรื่องนี้กันเถอะครับ หนังดีมากกกกก ใครดูแล้วน้ำตาไม่คลอ ไม่ไหล จขกท. เลี้ยงน้ำแก้วนึง อิอิ

ส่วนใครที่ไปดูหนังเรื่องนี้มาแล้วบ้าง คิดเห็นอย่างไรมาแชร์กันได้ครับ แล้วคุณหล่ะ น้ำตาไหลหรือเปล่า อิอิ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่