งานดีอยู่แล้ว แต่มีงานใหม่ offer จากประเทศที่ใฝ่ฝันอยากไปใช้ชีวิตอยู่มาก ตัดสินใจอย่างไรดีคะ?

สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้มีเรื่องหนักใจ(น่าจะที่สุดในชีวิต)มาขอคำปรึกษาค่ะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการทำงานค่ะ
หนูขออนุญาตเล่า background การศึกษาและการทำงานแรกในชีวิตให้อ่านก่อนนะคะ ว่ามันมีความเป็นมาอย่างไรบ้าง
กระทู้นี้อาจจะเป็นกระทู้ที่ยาวที่สุดที่หนูเคยตั้งมาเลย แต่หนูไม่รู้จะเล่าและปรึกษาใครดี ไม่สามารถปรึกษาเรื่องนี้กับแม่ด้วยค่ะ
ขออภัย มา ณ ที่นี้เลยนะคะที่ต้องเล่ายาวแบบนี้ แต่หนูอยากมีพื้นที่ระบายสิ่งที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟังได้เลยจริงๆค่ะ

หนูจบป.ตรีทางด้าน Engineering เป็นหลักสูตรอินเตอร์ มาจากมหาวิทยาลัย top 3 ของไทย และเป็นนักศึกษาทุนเต็มจำนวนค่ะ
อ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนคงคิดว่าหนูเป็นเด็กหัวกะทิ เรียนเก่งแน่ๆ เปล่าเลยค่ะ เกรดเฉลี่ยตอนจบอยู่ที่ 2.39 เท่านั้น
สิ่งที่ทำให้หนูได้ทุนเต็มจำนวน และได้รับโอกาสดีๆจากคณะฯอยู่ตลอด เป็นเพราะหนูใช้จุดแข็งของตัวเองได้ถูกกับสถานการณ์อยู่เสมอค่ะ

หลังเรียนจบ หนูไม่ทำงานเลย 6 เดือนเพื่อท่องเที่ยวไปเรื่อยๆทั้งในและต่างประเทศโดยการใช้เงินเก็บจากการทำงานระหว่างเรียน
เดือนสุดท้ายไปอยู่ที่สิงคโปร์เกือบเดือนค่ะ ไม่ได้ไปในฐานะนักท่องเที่ยว แต่ลองไปอยู่แบบ local ซึมซับวิถีชีวิตของคนที่นั่นให้ได้มากที่สุดค่ะ
หนูชอบสิงคโปร์มาก เรียกว่าหลงรักได้เลย ตลอดเวลา 1 เดือนที่ไปอยู่ที่นั่น ไม่เคยมีความรู้สึกเบื่อเลยแม้แต่นิดเดียวค่ะ
ตอนนั้นเลยรู้ตัวเลยว่า ที่นี่แหละคือที่ที่หนูอยากจะมาทำงานและใช้ชีวิตอยู่ เพราะสภาพแวดล้อมมันเอื้ออำนวยกับไลฟ์สไตล์มากจริงๆ

ทีนี้พอกลับมาจากสิงคโปร์ ก็เริ่มทำ resume ส่งไปตามเว็บไซต์หางานของสิงคโปร์ แต่ไม่ได้รับการตอบรับเลยค่ะ
เหตุผลคือ เพิ่งเรียนจบ ไม่มีประสบการณ์การทำงานเลย และยังเป็นต่างชาติอีกด้วย ซึ่งเข้าใจในจุดนี้และยอมรับได้ค่ะ
ในขณะที่กำลังหางานที่สิงคโปร์ มีบริษัทนึง ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำงานอยู่ตอนนี้ โทรมา offer งานให้
เป็นงานในสายงานที่อยากทำพอดีเลยค่ะ อยู่ใน engineering field เหมือนกัน และได้รับผิดชอบลูกค้าต่างชาติโดยเฉพาะ
(ลูกค้าในความดูแลของหนูในช่วงๆแรกๆคือ ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ ส่วนตอนนี้มีเพิ่ม สิงคโปร์, มาเลซีย, และฟิลิปินส์เข้ามาแล้วค่ะ)
ด้วยความที่ชอบสภาพการทำงานแบบ multinational อยู่แล้ว และเงินที่ได้ offer ก็ไม่น้อยเลยสำหรับเด็กจบใหม่ เลยตอบรับแบบไม่ลังเลค่ะ

จนถึงตอนนี้ ทำงานมาได้เกือบๆ 1 ปีครึ่งแล้วค่ะ ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีมากๆ มีโอกาสได้แสดงความสามารถที่โดดเด่นอยู่หลายครั้ง
ปลายปีที่แล้วได้รับมอบหมายให้เป็นคน present เทคโนโลยีใหม่ของบริษัทในการประชุมประจำปี และหนูก็ทำมันสำเร็จ สร้างยอดขายได้
มีโอกาสได้บินไปดูงานกับบอสที่ต่างประเทศ ไปซัพพอร์ทลูกค้า ไปตรวจหน้างานที่ไซต์ลูกค้าที่ต่างประเทศอยู่หลายครั้ง
ปลายปีนี้ก็โดนวางตัวไว้ว่าจะต้องเป็นคนนำทริป พาลูกค้าไปเยี่ยมชมบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น แนะนำเทคโนโลยีใหม่ๆให้ลูกค้าชมที่นั่น
ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีค่ะ ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานดีถึงดีมาก มีพี่ๆ engineer ที่โรงงานคอยช่วย คอยเทรนให้ตลอด ทุกคนทรีทหนูดีมาก
คือบริษัทมีทั้งโรงงานและออฟฟิศ หนู base in office ค่ะ แต่ก็มีต้องขับรถไปทำงานร่วมกับ technical engineer ที่โรงงานบ้างเหมือนกัน

ตลอดเวลาที่ทำงานมา มีบริษัทโทรมา offer งานให้เดือนละหลายที่เลยค่ะ หนึ่งในนั้นมีบริษัทคู่แข่งโทรมาด้วย ก็ได้แต่ปฏิเสธไปทุกที่
เพราะคิดว่าบริษัทที่ทำอยู่นี้มันเอื้อต่อการศึกษางานใน field นี้ได้เป็นอย่างดี มีพี่ๆที่เต็มใจจะเทรนให้เราอยู่ตลอดเวลา
ถ้าเทียบกับเงินเดือนที่แต่ละที่ offer มา มันก็ไม่ได้ต่างกันมากถึงขนาดที่จะทำหนูตาลุกวาวได้ หนูเลยเลือกที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ในที่เดิมต่อ
และเมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมา ก็ลงคอร์สเรียนภาษาญี่ปุ่นไปด้วย กลายเป็นหนูจะได้ทั้ง 3 ภาษา ไทย อังกฤษ และ ญี่ปุ่น น่าจะเอาไปต่อยอดได้

แต่เอาเข้าจริงๆ ถามว่าจะอยู่บริษัทเดิมไปเป็น 10 ปีไหม ตอบได้เลยว่าไม่ค่ะ เพราะโดย culture แล้ว บริษัทญี่ปุ่นเขามักจะไปแบบช้าๆ
เรทเงินเดือนหนูมันเกินจาก staff position มาเยอะมากแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการปรับตำแหน่ง ซึ่งบอสก็ไปยุ่งเรื่องนี้ไม่ได้ด้วย มันเป็นหน้าที่ HR
และจากการสังเกตการ promote พนักงาน แต่ละคนกว่าจะได้ปรับ step นึง ต้องรอ 2-3 ปี ซึ่งหนูไม่ค่อยโอเคกับตรงนี้เท่าไหร่นักค่ะ
หนูเป็นคนที่มีความเชื่อว่าความก้าวหน้าในการงาน มันควรจะแปรผันตรงกับ performance ไม่ใช่ระยะเวลาในการทำงาน มันไม่ค่อยแฟร์

อีกเรื่องที่ทำให้ฉุกคิด คือมีการประกวดเรียงความเนื่องในโอกาสครบรอบของบริษัท ให้พนักงานทุกคนส่งเรียงความเข้าประกวด
ผลออกมา หนูได้ที่ 2 ค่ะ ซึ่งตอนแรกดีใจมากเพาะหนูเพิ่งทำงานได้แค่ปีเดียว แต่ชนะคนที่อยู่มาหลายสิบปีได้เป็นร้อยๆคน
สุดท้ายดันมารู้ความจริงว่า ผลคะแนนจริงๆคือหนูได้ที่ 1 ค่ะ แต่อีกคนดันทำงานมา 28 ปีแล้ว เลยให้คนนั้นได้ที่ 1 แทน
เอาบทความของหนูไปตีพิมพ์ในวารสารบริษัทนะคะ แต่เงินรางวัลที่ 1 ไปให้คนที่ทำงานมานานกว่าแทนค่ะ หนูงงเหมือนกัน แต่ก็ปล่อยผ่านไป

ถึงจะเกิดเรื่องนี้ขึ้น แต่หนุก็ไม่เอามาเป็นสาเหตุในการย้ายงานเลยนะคะ ทั้งๆยังคงมีการ offer งานจากบริษัทต่างๆมากมายอยู่เหมือนเดิม
แม้กระทั่งเดือนที่แล้ว มีบริษัทในไทยบริษัทนึงโทรมา offer งานให้ เงินดีมากค่ะ แต่ดูลูกค้า local เทียบกันแล้วไม่อยากทำ เลยปฏิเสธไป

และเมื่อวานนี้เองค่ะที่เป็นจุดที่ทำให้หนูสับสนครั้งแรกและครั้งใหญ่เลย คือความฝันในการได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่สิงคโปร์ดันใกล้แค่เอื้อม
มีบริษัทจากสิงคโปร์โทรมา offer งานให้ แต่เป็นสายงานที่ไม่ตรงกับสิ่งที่หนูอยากทำค่ะ คือเป็นงาน specialist ทางด้าน e-commerce
บริษัทนี้เป็นเหมือน outsource ทางด้าน e-commerce ให้ Google อีกทีค่ะ เขากำลังหา specialist เพื่อซัพพอร์ทลูกค้าไทยแต่ทำงานในสิงคโปร์
จากการพูดคุย สัมภาษณ์เบื้องต้น และหาข้อมูลบริษัท พบว่าเป็นบริษัทที่มีชื่อพอสมควรเลยค่ะ มีสาขาในหลายประเทศ แต่สิงคโปร์เป็น head quater

หนูรู้สึกสับสนมากค่ะ ว่าหนูควรจะเปิดรับโอกาสนี้ดีไหม ถึงมันจะไม่ใช่สายงานที่อยากทำ แต่เราจะได้ไปลองใช้ชีวิตในที่ที่ใฝ่ฝันมานาน
จะได้ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาตัวเองได้ในทุกๆด้าน ได้ประสบการณ์ในสายงานที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน
แต่งานปัจจุบันล่ะ มันก็ดีไม่ใช่เหรอ? มันเอื้อต่อการเรียนรู้ในสายงานที่อยากทำนะ แต่โอกาสก้าวหน้าล่ะ หนูจะได้รับมันในบริษัทนี้ไหมนะ?
และผลตอบแทนล่ะ เราทุ่มเททั้งแรงกายแรงสมอง เป็น leader ในหลายๆเรื่อง สามารถแก้ไขปัญหาที่คนอยู่มานานกว่าทำไม่ได้-ได้
ลูกค้าชมหนูกับบอสอยู่ตลอด บอสก็ประเมินให้ได้เกรดดีมากนะ แต่สุดท้ายเงินเดือนที่ขึ้นมา รวมไปถึงการปรับตำแหน่ง
มันเทียบกับสิ่งที่หนูทำให้บริษัทไม่ได้เลย แม้กระทั่งบอสไปคุยกับ HR ให้ แต่ก็ได้คำตอบว่าทุกอย่างเป็นไปตามโครงสร้างบริษัท

ทีนี้คำถามในหัวเริ่มมีมาเป็นระลอกๆ เฝ้าถามตัวเองไม่จบไม่สิ้น เมื่อคืนนอนไม่หลับทั้งคืนเลยค่ะ คำถามหลักๆคือ...

1. ถ้าตอบรับงานที่สิงคโปร์ แล้วจะต้องลาออกจากบริษัทปัจจุบัน จะเอาหน้าที่ไหนไปบอกว่าจะออกแล้วนะ จะทำให้บอสผิดหวังไหม
2. ถ้าออกจากงานนี้ไปแล้ว ไปเริ่มงานที่สิงคโปร์ แล้วทำไม่ได้ หรือทำได้ไม่ดีล่ะคะ หนูจะทำให้ทุกอย่างมันพังไหม
3. ถ้าหนูทำได้ไม่ดี แล้วกลับมาไทย บริษัทเดิมก็ไม่รับคนที่เคยลาออก แล้วถ้าไม่มีคนรับหนูเข้าทำงานอีกแล้วล่ะคะ หนูจะทำอย่างไร
4. ถึงแม้ว่าความสามารถของหนูมันมักจะ outstanding จากคนอื่นๆในระดับเดียวกันเสมอ แต่หนูรู้ตัวว่าโลกเรายังมีคนอื่นอีกเยอะ
    และหนูไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด ดีที่สุด perfect ที่สุดแน่ๆ แล้วถ้าเข้าไปทำงานที่สิงคโปร์ ทำงานกับคนหลายเชื้อชาติ
    ถ้าหนูไปทำอะไรผิดพลาดเพราะไม่รู้ culture ของแต่ละคน แล้วคนในบริษัทเขาไม่พอใจ ไม่ชอบหนู หนูจะทำอย่างไร
5. งาน e-commerce มันจะสามารถนำมาต่อยอดในสายงาน sales engineer ได้อีกหรือไม่
    จะมีความรู้ หรือ skills ที่สามารถพัฒนาแล้วนำมาเป็นจุดเด่นของตัวเองในสายงานนี้มากกว่าคนอื่นๆได้ไหม มันจะคุ้มไหม
6. ขอเพิ่มเติมอีกข้อนึงค่ะ การได้มีโอกาสไปทำงานที่ต่างประเทศ จะเป็น 1 ในพอร์ตที่สำคัญในอนาคตของหนูหรือเปล่าคะ

หนูรู้ว่าหนูอาจจะคิดเยอะเกินไป แต่ ณ จุดนี้คือหนูกลัวไปหมดจริงๆค่ะ หนูไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อนเลย
ตอนแรกคิดเอาไว้ว่า ทำงานที่เดิมให้ได้สัก 2-3 ปี แล้วค่อยคิดหาทางไปทำงานที่สิงคโปร์ก็น่าจะได้ แต่นี่มาแบบไม่ให้เวลาตั้งตัวกันหน่อยเลย
หนูอยู่ในจุดที่ไม่สามารถปรึกษาใครได้จริงๆ แม่ไม่สามารถให้คำปรึกษาเรื่องนี้ได้ (ถามแล้วแม่บอกว่าแม่ไม่ค่อยรู้เรื่องและให้หนูเลือกเองค่ะ)
จะให้หนูไปปรึกษารุ่นพี่หรือบอสที่ทำงานปัจจุบัน เรื่องงานในที่ใหม่ หนูก็คิดว่ามันไม่น่าจะเหมาะสมจริงๆค่ะ

อย่างไรแล้ว หนูขอคำแนะนำ จากทุกท่านที่เคยมีประสบการณ์ หรือมีมุมมองที่กว้างไกลกว่าหนู ช่วยแนะนำ อธิบาย หรือสอนหนูหน่อยได้ไหมคะ?
ด้วยชีวิตการทำงานของหนูเพิ่งเริ่มต้นมาแค่ 1 ปีครึ่งเท่านั้น ประสบการณ์หนูยังน้อยมาก หนูไม่อยากใจเร็วด่วนได้แล้วสุดท้ายทำมันพลาดค่ะ
รบกวนทุกท่านด้วยนะคะ หนูน้อมรับทุกคำแนะนำ คำติชม และทุกคำวิจารณ์ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาต่อไปในอนาคตค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ

สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 8
คงช่วยอะไร จขกท. ไม่ได้มากครับ
    จขกท. ก็มีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด ได้โอกาสที่หายากนัก
เขียนมาเยอะ แต่อ่านแล้วมาสะดุดอยู่ที่ประโยคนี้
" บอสก็ประเมินให้ได้เกรดดีมากนะ แต่สุดท้ายเงินเดือนที่ขึ้นมา รวมไปถึงการปรับตำแหน่ง มันเทียบกับสิ่งที่หนูทำให้บริษัทไม่ได้เลย แม้กระทั่งบอสไปคุยกับ HR ให้ แต่ก็ได้คำตอบว่าทุกอย่างเป็นไปตามโครงสร้างบริษัท"
        จุดนี้แม้เป็นเรื่องจริง แต่อาจจะเร็วไป สมัยก่อนผมก็เคยคิดแบบคุณ ....... ในฐานะวิศวกรรุ่นพี่ๆ หรืออาจมากกว่านั้น
สมัยก่อนผมก็เคยมีอาการแบบคุณ รู้สึกว่าเรา Show Pow เราทำผลประโยชน์ให้องค์กรมาก เราควรก้าวกระโดดกว่านี้ แต่เปล่าเลย โดนนายใหญ่อบรม นายถามว่า ก่อนหน้านี้ใครให้โอกาสเรียนรู้ โอกาสครั้งแรกของคุณยากนัก ไม่มีใครเสี่ยงกับคุณ วันหนึ่ง หากคุณมานั่งปกครองคนเกือบพันคน คุณจะรู้ว่า แม้ชอบคนนี้มากแค่ไหน ก็ต้องรักษาระบบให้ได้ หลับตาข้างหนึ่งพอได้ แต่หลับหูหลับตา เพื่อคนไม่กี่คน ก็อาจมีผลต่อระบบและวัฒนธรรมองค์กร บ่มเพาะคุณงามความดีไว้ ทำดีก็ไม่ง่าย แต่ทำดีให้นานยากนัก ตรงนี้ ไม่ได้หมายความว่าต้องยอมแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ แต่รอวันที่เหมาะสม วันที่ผมไปต่อรองเจ้านายพึ่งเป็นวิศวกร หรือ นายช่าง ได้ประมาณ 2 ปี แต่หลังจากได้ข้อคิดแล้ว ก็ตั้งหน้าตั้งทำงาน มาคิดใหม่ว่าเป้าหมายเราอยู่ที่ไหนแน่ เคยเจองานบางอย่าง ที่ไม่ยาก แต่เราทำไม่ง่าย นายโทรแป๊บเดียว อันนี้เรียกบารมี เราต้องศึกษาเพิ่ม
      วิธีการแบบนี้ คนสมัยนี้ ไม่ชอบ และมองว่านายแบบนี้ ไม่เป็นมืออาชีพ ไม่เป็นธรรม
          แต่ผมไม่ได้คิดแบบนี้ จึงตัดใจและตั้งใจทำงานต่อ แม้มีที่ใหม่มาเสนอให้โอกาส  ตั้งเป้าว่าจะอยู่ศึกษาให้ชำนาญระบบงานอีก 3-4 ปีก่อน แต่ก็มีบอกกับ นายรองให้ทราบว่าเรามีเป้าหมายอย่างไร ก็ได้รู้ในอีกหลายเรื่องที่เราไม่รู้ ไม่มีอะไรที่ขาดทุน และสิ่งที่ได้มา ก็ไม่ขี้เหล่นัก
       หลังจากนั้น อีก 4-5 ปี ก็ย้ายมาทำงานอีกที่หนึ่ง ก็ยังมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับที่เดิม ให้หลังอีก 8-9 ปี ก็มีโอกาสไปเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทนายเก่า อยู่อีกหลายปี
ตอบเท่าที่ตอบได้ครับ
1. ถ้าตอบรับงานที่สิงคโปร์ แล้วจะต้องลาออกจากบริษัทปัจจุบัน จะเอาหน้าที่ไหนไปบอกว่าจะออกแล้วนะ จะทำให้บอสผิดหวังไหม
        ตอบยากเหมือนกัน ก็น่าจะไปปรึกษาบอสของคุณ ผิดหวังไหม ในฐานะที่ผมเคยเป็นนายคน ที่พลักดันลูกน้อง เมื่อลูกน้องที่ผมพลักดันเต็มที่ขอย้ายค่าย เดินออกจากสนามนี้ ผมก็ผิดหวังเป็นธรรมดา คุณอาจไม่รู้ว่า นายคุณเดิมพันด้วยอะไรไว้ เพราะปกติแล้ว ก็ยากมาก ที่เขาจะรับเด็กจบใหม่ จากไทย ผิดหวังนะมีแน่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับคุณจะตัดสินใจครับ

2. ถ้าออกจากงานนี้ไปแล้ว ไปเริ่มงานที่สิงคโปร์ แล้วทำไม่ได้ หรือทำได้ไม่ดีล่ะคะ หนูจะทำให้ทุกอย่างมันพังไหม
       ก็มีความเสี่ยงครับ หากเริ่มที่ใหม่แล้วไม่ดีอย่างที่ทำ หรือผิดจากที่คุณคาดไว้ คุณต้องทน อาจทนยิ่งกว่าที่อยู่ปัจจุบัน แต่อย่างที่บอก มันคือ ความเสี่ยง มันอาจจะทำให้คุณเติบโตอีกก็ได้ , ส่วนตัวของผม หากผมอยู่บริษัทเดิมไม่ได้สัก 5 ปี ผมจะไม่ไป วัฒนธรรมในการย้ายที่ทำงาน บ่อยๆ ของคนไทย เพื่อเพิ่มค่าจ้าง เพื่อเพิ่มอะไรก็ตามแต่ มันค่อนข้างสวนทางกับทางญี่ปุ่นมาก หรือแม้แต่สิงคโปร์เอง

3. ถ้าหนูทำได้ไม่ดี แล้วกลับมาไทย บริษัทเดิมก็ไม่รับคนที่เคยลาออก แล้วถ้าไม่มีคนรับหนูเข้าทำงานอีกแล้วล่ะคะ หนูจะทำอย่างไร
      ----> คุณไปแล้ว กลับมายากมาก นอกจากไปอย่างดี แต่สุดท้ายจะไม่เหมือนเดิมครับ ก็หางานใหม่

4. ถึงแม้ว่าความสามารถของหนูมันมักจะ outstanding จากคนอื่นๆในระดับเดียวกันเสมอ แต่หนูรู้ตัวว่าโลกเรายังมีคนอื่นอีกเยอะ
    และหนูไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด ดีที่สุด perfect ที่สุดแน่ๆ แล้วถ้าเข้าไปทำงานที่สิงคโปร์ ทำงานกับคนหลายเชื้อชาติ
    ถ้าหนูไปทำอะไรผิดพลาดเพราะไม่รู้ culture ของแต่ละคน แล้วคนในบริษัทเขาไม่พอใจ ไม่ชอบหนู หนูจะทำอย่างไร
       ----> หนูต้องเรียนรู้ culture ของคนในชาติ แม้แต่นักลงทุน เขาก็ต้องเรียนรู้ รู้เพื่อชนะเขา
                หนูเก่งนะดีแล้ว แต่หนูยังอาจไม่ได้ฝึกเรื่องผู้นำ แม้แต่โจโฉ ที่ว่าต้องเด็ดขาด จับทวนจับกระบี่ ก็ยังมีฝีมือดีดพิน ขงเบ้งที่จับแต่พัด
      ไม่จับกระบี่ ไม่มีทวน ก็รู้เรื่องการรบ หนูรู้ specialist แต่หนูอาจยังไม่ได้เรียนรู้ generalist ยิ่งองค์กรญี่ปุ่น สิงคโปร์ พวกนี้เน้นทำงานเก่งเป็นทีม หนูประสบการณ์ทำงานแค่ปีครึ่งเอง น่าเสียดายหากคิดว่า ที่นี้ไม่มีอะไรให้เรียนรู้ สิ่งที่หนูข้องใจ คือการเรียนรู้อย่างหนึ่ง
       หนูต้องเรียนรู้ความอ่อนน้อมถ่อมตน อ่อนน้อมที่ไม่ใช่อ่อนแอ หนูต้องรู้จักคำว่าขอโทษเป็น
          สมัยที่ผมเป็นวิศวกร ต้องทำงานกับคนรุ่นเก่าที่บุกเบิกมากับบริษัท เราต้องเปลี่ยนระบบไฟฟ้า เอาลงใต้ดินทั้งหมด สมัย 10 กว่าปีที่แล้ว มันน่าสนุก แต่มันใหม่มากสำหรับคนรุ่นเก่า ผมยอมให้คนรุ่นเก่าได้หน้าไป แต่ขอให้งานผมสำเร็จ นายใหญ่มองก็ทราบดีว่า คนๆนั้น ทำเรื่องอย่างนี้ไม่ได้ ผมยกความดีให้คนรุ่นเก่าคนนั้น กลางที่ประชุม นายใหญ่หันมามองหน้าผมแล้วพยักหน้า แค่นี้พอ ผมก็รู้ว่าผู้ใหญ่ทราบดี หลังจากนั้นแรงต้านผมก็ลดลง ผมเคยทำงานที่นายใหญ่ให้แต่หน้าที่ ไม่ให้อำนาจสั่งการ มันกดดันมาก ผม เป็น Project Engineer คุมขยายโรงงาน ที่ไม่มีอำนาจสั่งการ คือ ต้องประสานขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ สั่งได้เฉพาะหน่วยงานรับเหมาจากภายนอก มาวันหนึ่งผมจึงเข้าใจว่า นายใหญ่ต้องการสอนเรื่อง soft power ให้เรา มันเป็นวิธีของคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะในไทย คงไม่ชอบวิธีนี้ครับ
        

5. งาน e-commerce มันจะสามารถนำมาต่อยอดในสายงาน sales engineer ได้อีกหรือไม่
    จะมีความรู้ หรือ skills ที่สามารถพัฒนาแล้วนำมาเป็นจุดเด่นของตัวเองในสายงานนี้มากกว่าคนอื่นๆได้ไหม มันจะคุ้มไหม
  ---> คงไม่ง่ายนัก sales engineer เป็นงานที่นำเสนอ Skills ที่อาจมีเรื่องทาง เทคนิค ในขณะที่ e-commerce จะนำเสนอข้อมูลทั่วๆ ไป ที่ไม่ใช่เชิงลึก สำหรับคำถามข้อนี้ อาจลองดูท่านอื่น อาจจะตอบได้ดีกว่าผม แม้ผมจะเคยย้ายมาดูการตลาดแร่ เคยมาขายแร่ให้กลุ่มบางกอกกล๊าส ฯลฯ มันจะมีข้อมูลเทคนิดบางเรื่อง ที่เราไม่โชว์บน Online นะครับ
        
           อายุยังไม่มาก ลองไต่ตรองดูครับ การเรียนรู้ที่ละหน่อย เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ อาจไม่ดีนัก หากไม่มีปัญหาจนอยู่ไม่ได้ น่าจะไตรตรองให้ดี
ผมเคยเป็นที่ปรึกษาให้หลายหน่วยงาน และมีโอกาสเป็นกรรมการสัมภาษณ์งาน
ส่วนตัวผมไม่ค่อยให้น้ำหนักเรื่องเกรด เท่าไหร่นัก อาจมีบ้าง คือให้น้อย นอกจากนี้ สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ผมตัดสินใจไม่เร็วนัก และจะขอให้ HR สืบหาข้อมูลเพิ่มคือ ทำไมคนๆ นี้ย้ายงานบ่อย อยู่ที่ละ ปีกว่า ๆ แล้วจะอยู่กับเราได้นานไหม?
    ความมั่นคงขององค์กร ไม่ใช่สิ่งที่คนสมัครงานจะวิ่งหา คนเหล่านั้นต่างหาก ต้องตอบให้ได้ว่า จะมาเป็นส่วนหนึ่ง ที่จะร่วมกันสร้างอย่างไร
    วิธีคิดของหนู อาจจะเหมาะกับบริษัทสไตล์อเมริกัน ๆ หรือเปล่า
    หากผมเป็น บอสคุณ ก็น่าเสียดาย แต่คงต้องทำใจ....
             เป็นกำลังใจให้ครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่