JJNY : ภูมิธรรมชี้ยังไม่สาย/ชี้อรรถวิชช์เข้าใจผิดธนาธร/ไพศาลเตือน ลุงตู่/อาจารย์ม.สารคามเตือนปารีณา/มงคลกิตติ์น้อยใจ

"ภูมิธรรม" ชี้ ยังไม่สายเกินไป หากพรรคการเมืองจะเปลี่ยนใจ หันมาต่อสู้เพื่อประชาชน
https://www.matichon.co.th/politics/news_1514572

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความแสดงความเห็นกรณีปัญหาการเจรจาตั้งรัฐบาล โดยระบุว่า

มาถึงวันนี้ผมเชื่อว่าทุกฝ่ายคงได้ประจักษ์ถึงความบิดเบี้ยวที่พิสดารของรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นผลงานของ คสช. และพวกที่ออกแบบมาเพื่อหวังการสืบทอดอำนาจ

ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดให้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งมีสิทธิ์โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

วันนี้เราจึงได้เห็นลีลาทางการเมืองของพรรคฝ่ายที่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจซึ่งมีพลังประชารัฐเป็นแกนนำพยายามจะจัดตั้งรัฐบาลซึ่งยังจัดสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัวและดูเหมือนว่าการเจรจาในการจัดตั้งรัฐบาลนั้นหนทางที่จะร่วมมือกันดูจะริบหรี่ลงเรื่อยๆ ทั้งนี้หากจัดตั้งรัฐบาลได้ก็จะเป็นรัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพเนื่องจากเสียงในสภาที่สนับสนุนนั้นอยู่ในสภาพ”ปริ่มน้ำ”

แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นวันนี้มีข่าวว่าหากการร่วมจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จอย่างที่ผู้มีอำนาจตั้งความหวังไว้ถึงขั้นมีการกล่าวอ้างว่าอาจจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยแล้วจะยุบสภา

สภาพดังกล่าว ได้สะท้อนให้เห็นว่า

“การต่อรองทางการเมือง นับวันจะเป็นปัญหาที่ไม่มีวันจบสิ้นลงง่ายๆ”

จากนี้ไป……ปัญหาของประเทศ และความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจะยิ่งได้รับการเหลียวแลลดน้อยลงอย่างมีนัยยะสำคัญและจะยิ่งยากลำบากในการแสวงหาหนทางในการคลี่คลายปัญหา ……

การเมืองภายใต้กลุ่มผู้มีอำนาจกลุ่มเดิมนี้ ทำให้ปัญหาของประเทศและประชาชนที่เดือดร้อนที่กำลังต้องการการแก้ไข กลับต้องสะดุดเพราะความพยายามของพลังประชารัฐที่จะให้ อดีตนายกทำหน้าที่ต่อ……

“ประชาชนอยู่ตรงไหน” ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจและจัดสรรผลประโยชน์ของกันและกัน

หากดูผลการเลือกตั้งล่าสุด ที่เชียงใหม่ เขต 8…ซึ่งพรรคฟากฝั่งประชาธิปไตยได้คะแนนอย่างท่วมท้นถือเป็นการยืนยัน
“เจตนารมณ์ของ ประชาชนที่ต้องการหลุดพ้นจากการบริหารแบบเดิมๆของพล.อ.ประยุทธและ คณะฯ”

แต่ผลการคำนวณคะแนนสัดส่วน ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ จากการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เป็นรูปธรรมที่ชี้ชัดว่า…

“ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฏกติกาพิสดารทั้งหลาย ที่สร้างความสับสนให้ประเทศ”

ผมยังอยากเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคที่เคยได้รับผลกระทบจากกติกาของผู้มีอำนาจมาร่วมผนึกกำลังกันเพื่อต่อรองผลประโยชน์ให้กับประชาชน…ถึงวันนี้ก็ยังไม่สาย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พิสดาร และการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน พรรคการเมืองที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยต้องร่วมมือกัน เพื่อช่วยกันหาทางออกให้กับประเทศ จนถึงวันนี้ หากพรรคใดจะเปลี่ยนใจก็ยังไม่สายเกินไปนะครับ….

ประชาชนรอพิสูจน์คำสัญญาที่ทุกพรรคการเมืองได้เคยประกาศไว้

อย่าให้ประชาชนผิดหวังนะครับ

29 พฤษภาคม 2562

https://www.facebook.com/pwechayachai/posts/2362410317160132?__xts__%5B0%5D=68.ARDwFgxQv4CxMbHVCphzXY-4I__zTwJze2yCjajRZBas5qpT5SzOzbru24SRehwnse7Tk8cEwnAeATXLuF3vkx3b5IOpNFApYl1rh1TOj1NhREKvllfs4cx7ofzY8OfBKfEp2R_0qSX0w6EKpZsUq3Yw39nBDKZW_9sbPNk4mrrXL098_F_rWm5GDuwD60wAZockNPe-9Jn55EbMg89UgL0YRoSj-Wqy8wqeX7NY_4c4Dvnlp58wy7x5khcnrYlivm-31xGf_Vk9GXaKNHniA36qMbSQW3_b-IvyJV4hsTCcHA5dbQq8VTQsY_o1TNIUBDkpOnQI5vP1JTUpRlCc_-VS&__tn__=-R



นักวิชาการ ชี้ 'อรรถวิชช์'เข้าใจผิด 'ธนาธร' พูดถึงพล.อ.เปรมในเชิงระบบ ไม่ใช่ตัวบุคคล
https://www.matichon.co.th/politics/news_1514631

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. รศ.ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และนักวิจัยอาวุโส โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Pairoj Vongvipanond แสดงความเห็นกรณีคลิปที่ได้รับการเผยแพร่ โดยเป็นคลิปนายธนาธร กับนายอรรถวิชช์ ในงานเสวนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยระบุว่า

ความขัดแย้งระหว่างธนาธรกับอรรถวิชช์ในงานสัมมนาที่ม.ธรรมศาสตร์เมื่อวานนี้เรื่อง รัฐสวัสดิการกับประชาธิปไตย บอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับสังคมและการเมืองไทย

เรื่องแรกคือ ความแตกต่างระหว่างนักการเมืองรุ่นใหม่ 2 คนที่แม้มีอายุเท่ากัน (41 ปี) แต่เห็นได้ชัดจากการอภิปรายนี้ ทั้งสองคนอยู่คนละ wave length ซึ่งทั้งคู่เถียงกันในประเด็นและบริบทที่ต่างกัน ความแตกต่างนี้ บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องของสาขาการศึกษาที่ต่างกัน อรรถวิชช์เป็นนักกฎหมาย เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง ส่วนธนาธรมีพื้นความรู้ในด้านวิศวะ เศรษฐศาสตร์การเมือง การเงินและกฎหมายระหว่างประเทศ นั่นอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งของความแตกต่าง แต่ที่สำคัญกว่า น่าจะมาจากความสนใจ ความหลงไหลซึ่งมาจากการเรียนรู้ด้วยตัวเองในด้านการเมืองสังคมและประวัติศาสตร์ในมิติที่กว้างซึ่งในประเด็นหลังนี้ ธนาธรมีความโดดเด่นกว่าอรรถวิชช์อย่างชัดเจนในฐานะนักคิดและมีความสามารถในการถ่ายทอดที่สูง

ด้วยเหตุนี้เราจึงพบว่า เมื่อธนาธรเสนอความคิดหรือสมมติฐานที่เป็นวิชาการ เรื่องพลเอกเปรม ซึ่งท่านพึ่งเสียชีวิต ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องรัฐสวัสดิการของไทยว่า ถ้ารัฐเปรม (ซึ่งเป็นรัฐที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเพียงครึ่งใบในช่วงทศวรรษ 80) ดำรงอยู่เรื่อยมาในประเทศไทยคงเป็นการยากที่ประเทศไทยจะเป็นรัฐสวัสดิการได้ กล่าวโดยย่อสมมติฐานของธนาธรนั้นเกิดจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในยุโรป ซึ่งรัฐสวัสดิการมักจะมีพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของประชาธิปไตยที่เป็นปึกแผ่น โดยเฉพาะอำนาจการต่อรองของชนชั้นแรงงานมีสูง ซึ่งไม่ใช่กรณีของประเทศไทย เพราะตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ รัฐมักจะเอียงจะข้างฝ่ายนายทุนมากกว่าส่งเสริมการรวมตัวของแรงงาน เน้นความเจริญเติบโตมากกว่าการกระจายรายได้และสวัสดิภาพของชนชั้นแรงงาน เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าธนาธรไม่ได้กล่าวอะไรเกี่ยวกับพลเอกเปรมเลยในเชิงส่วนตัว เขากล่าวถึงเพียงสถาบันหรือระบบการเมืองภายใต้รัฐเปรม ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของรัฐสวัสดิการ เพราะฉะนั้น อรรถวิชช์จึงควรมุ่งอภิปรายประเด็นและสมมติฐานที่ธนาธรได้กล่าวมา ในทางตรงกันข้าม อรรถวิชช์กลับเบี่ยงประเด็นไปที่ผลงานหรือคุณูประการของพลเอกเปรมในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และแสดงความรู้สึกไม่พอใจ ซึ่งจริงๆ อรรถวิชช์เข้าใจผิด เขาไม่รู้ตัวว่าเขาพูดกับธนาธรคนละเรื่อง คนละประเด็น

ถ้าจะคุยกันเรื่องคุณงามความดีของพลเอกเปรมควรจะเป็นการสัมมนาในชื่อเรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องรัฐสวัสดิการกับประชาธิปไตย ทั้งหมดที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในคุณภาพของนักการเมืองรุ่นใหม่ทั้ง 2 คน และอาจจะหมายถึงความแตกต่างในคุณภาพระหว่างนักการเมืองรุ่นใหม่ รุ่นเก่าและกลุ่มอื่นๆในสังคม

ดังที่เราจะเห็นได้จากการนำเอาความคิดหรือสมมติฐานของธนาธรไปบิดเบือนโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลาย จากคลิปที่เกิดจากการปั้นน้ำเป็นตัว ”ตายไปก็ดี รัฐสวัสดิการจะได้เกิด” สะท้อนให้เห็นถึงความอับเฉาด้านปัญญาของคนในสังคมที่มีความเห็นต่างกันทางการเมือง

นอกจากนั้นสังคมไทยยังเป็นสังคมฉาบฉวย ตื้นเขิน ไม่ยอมรับความคิดเห็นเชิงวิพากษ์ที่มีความสร้างสรรค์ ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่า สมมติฐานที่ธนาธรได้กล่าวในครั้งนี้ จริงๆแล้วเป็นอะไรที่น่าสนใจ ควรได้รับได้การอภิปรายและศึกษาต่อให้ลึกซึ้ง เช่น เปรียบเทียบพัฒนาการของรัฐสวัสดิการกับพัฒนาการของประชาธิปไตยในไทย ในช่วงตั้งแต่ พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบันโดยเปรียบเทียบ 3 สมัย ได้แก่ สมัย [เผล่ะจัง] สมัยประชาธิปไตยครึ่งใบหรือประชาธิปไตยแบบชี้นำ และ สมัยประชาธิปไตยเต็มใบ

https://www.facebook.com/pairoj.vongvipanond/posts/2341408099471668


'ไพศาล' เตือน ลุงตู่ เรือถึงฝั่งแล้ว ควรขึ้นจากเรือ อย่าแบกติดตัวไปด้วย
https://www.matichon.co.th/politics/news_1514624

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) และอดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol แสดงความเห็นทางการเมือง ระบุว่า

“การพูดว่าจะยุบสภาโดยยังไม่ทันตั้งรัฐบาล
การแสดงความเป็นเจ้าของอาณัติสว. 250 คน
ไม่ทำให้บรรยากาศการเมืองในช่วงจัดตั้งรัฐบาลดีขึ้นเลย!

ลุงตู่นั่งเรือถึงฝั่ง แล้ว ควรต้องขึ้นจากเรือนั้น ขึ้นจากเรือแล้ว ก็ต้องไม่แบกเรือติดตัวไปด้วย
จึงจะสามารถเดินทางไปยังที่หมายได้ดังปรารถนา

ป๋าเปรมเป็นนายกโดยไร้พรรค คอยสอดส่องว่าใครไม่ดี ใครโกง
ก็ปลดออกไปแล้วตั้งคนดีมีฝีมือเข้ามาแทน จึงดำรงอยู่ยาวนาน และสร้างผลงานมากมาย!
เพราะเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไร้พรรค จึงได้รับการสนับสนุนจากทุกพรรค
เมื่อทุกพรรคสนับสนุนทำการสิ่งใดก็ ประสบความสำเร็จ”

https://www.facebook.com/Paisal.Fanpage/posts/2152215688210425?__xts__%5B0%5D=68.ARAow-khpTl370q1l58QNwfqeI-V9vK_W2orvNSIe_dwLlPhBHKmEnjc5N-X32HGpBGKiKafJmoc7TULnA8-SrRUhrz8F9Cg12A5SERbK-hMBrR4_7JWdcM2HUFOquP9EGZ0e3c8x6YUOoMh97STDs1R3Vj4Ntfew522tt8g7iaicWWOgQbs2Pb1UDQc4rXzAUr_pXl0khfKnmVSY2VabZOw8s2KsqEwLHipvd3o9pm4gtG8EYDFeGsqAD1I-GXJVssh0aAfuZniu1de42kLqqKxfrCRhr_rmKbTlQ5D0Q9myTpTVqe-B3mtXU709FP9WmeE2JDv3MhMq3Ntdijv3A&__tn__=-R
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่