อาจจะยาวหน่อยนะครับแต่ขอให้อ่าน เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมได้รับเชื่อครั้งแรกและเข้าโบส์ถด้วยจิตใจที่ศรัทธาต่อพระเจ้าเพราะผมได้เปิดใจแล้ว ผมเข้าโบส์ถครั้งแรรกของโบส์ถแห่งนึงในกทม.เมื่อวันที่23 ธ.ค. 2018 เข้าไปผมรู้สึกถึงความอบอุ่นของคนในโบส์ถและบรรดาอาจารย์คนไทยและอาจารย์คนสิงค์โปร์ให้การต้อนรับดีมากและไม่รังเกรียจผม บรรยากาศในโบส์ถรู้สึกสงบดีมาก และผมก็เข้าโบส์ถทุกวันอาทิตย์ตลอดทั้งต้นเดือนมกราคม จนกระทั่งอาจารย์ได้จัดคอร์สเรียนพระคัมภีร์สำหรับผู้เชื่อใหม่ที่เตรียมตัวเข้าบัพติศมา และผมก็เรียนเรื่อยๆอ่านพระวจนะในพระคัมภีร์ตลอด จนกระทั่งเรียนจนแล้วในระยะเวลา2-3เดือน และอาจารย์ได้บอกว่าจะจัดแคมป์เข้าค่ายคริสต์จักรและจะทำพิธีบัพติศมาด้วยที่หาดของจังหวัดแห่งนึง มาเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ พอดีผมได้เจอชายคนนึงที่มีรูปร่างสูง ขาวตี๋ ดูๆแล้วเป็นคนมีฐานะไฮโซพอควร ส่วนตัวผมนั้นเด็กบ้านนอก ผมยาว ตัวดำ นายตี๋คนนั้นเป็นทีมงานนมัสการของโบส์ถ ทุกครั้งที่ไปโบส์ถบางทีเค้าก็ร้องเพลงนำทีม บางทีก็เล่นเปียโนบ้าง สำหรับคนในทีมนมัสการแล้วผมไม่มีปัญหาและไม่คิดอคติกับใครในทีม ยกเว้นนายขาวตี๋คนนั้น บางทีเค้าร้องเพลงเสร็จก็ลงมานั่งเก้าอี้แถวหน้าผม ผมก็สวัสดีทุกคนรวมทั่งนายของขาวตี๋ด้วย แต่เค้าก็เหมือนไม่เต็มใจอยากจะทักผม ช่วงนั้นก็ไม่คิดอะไร ก็ถือว่าไม่ได้สนิทกัน จนกระทั่งถึงวันไปเข้าค่ายคริสต์จักรของทางโบส์ถ จนกระทั่งวันที่2สิ่งที่พีคที่สุดคือ ช่วงเช้าสายๆทางโบส์ถได้จัดกลุ่มเซลล์ด้วยกันคือ กลุ่มวัยเรียน กลุ่มวัยทำงาน กลุ่มคนมีครอบครัว ซึ่งผมก็อยู่ในกลุ่มวัยทำงาน แต่บังเอิญมันเป็นความซวยที่ผมต้องจดจำไปตลอด บังเอิญว่ามีนายตี๋คนนี้อยู่กลุ่มนี้ด้วย ด้วยความที่ว่าผมเป็นคนโลกส่วนตัวสูง ชอบนั่งหลังสุด เพราะเก้าอี้ที่เค้าจัดนั่นเรียงแถวหน้ากระดาน2แถวมีคนนั่งเต็ม เพราะในกลุ่มมี20คนได้ แต่ผมนั่งแถวที่3 ซึ่ง ณ ขณะนั่นมีอาจารย์เป็นคนสิงค์โปร์2สามี-ภรรยา ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มนี้ ตอนนั้นอาจารย์ผู้ชายกำลังบรรยากาศอยู่ ทุกคนนั่งฟัง มีอาจารย์ผู้หญิงได้กระซิบบอกผมว่าให้ผมไปนั่งแถวหน้า ด้วยความที่ไม่อยากขัดใจ ผมก็ทำตามที่เค้าบอก แต่บังเอิญด้วยความจำใจผมต้องนั่งใกล้นายตี๋คนๆนั่น สิ่งที่ผมสัมผัสได้ และเจ็บจื้ดที่สุดคือ การแสดงกิริยาของเค้าที่เค้าทำกับผมนั่นก็คือการ เอาขาและตัวเค้าเอนเอียงไปทางซ้ายมืออย่างเห็นได้ชัดเจน แถมสายตาที่เหลืองมองแบบเหยียดๆ วินาทีนั่นผมคิดในใจว่าขอให้จบกลุ่มเร็วๆเถิดไม่อยากอยู่แล้ว แต่แล้วก็ผ่านไป จนกระทั่งวันสุดท้ายได้ทำพิธีบัพติศมา หลังจากทำเสร็จทุกคนก็ต่างถ่ายรูปที่ผมและคนอื่นๆได้เข้าร่วมบัพติศมา แต่สิ่งที่ผมเห็นเค้าก็คือ เค้าถ่ายรูปที่ผมทำพิธีเวลาเห็นผมจะไม่ยิ้มเลยสักนิด และหลบตาเหมือนผมเป็นตัวที่เค้ารังเกรียจ และตอนสุดท้ายเสร็จกิจกรรมทางค่ายช่วงบ่ายก่อนกลับ ทางอาจารย์ได้ให้ทุกคนนั่งและจัดเก้าอี้เป็นวงกว้างวงกลมหลังจากบรรยาความรู้สึกต่างๆของกิจกรรมที่ผ่านมา และท้ายที่สุดอาจารย์ก็ได้พูดทิ้งท้ายว่าให้จับกลุ่ม2-3คนให้บอกความรู้สึกมากกว่าการร่ำลา และผมก็ได้4คนในกลุ่มซึ่งกันและกัน พอเสร็จปุ๊บสิ่งที่ผมเห็นสายตาของนายตี๋คนนั่นก็คือสายตาที่เมินในเวลาที่เห็นผม เหมือนไม่อยากจะมอง หลังจากกิจกรรมของค่ายเสร็จสิ้นก็กลับกทม.กลับต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน หลังจากวันนั้นทำให้คิดเลยว่า ต่อจากนี้ต่างคนต่างอยู่ เราก็อยู่ของเรา นายก็อยู่ส่วนของนายไป จะไม่ทักทายใดๆทั้งนั้นสิ้น พระเยซูท่านก็เคยตรัสไว้ว่า "ถ้าใครรักเราก็ต้องรักเพื่อนบ้านของเราด้วย"
แต่สำหรับนายตี๋คนนั้นเค้าเลือกปฏิบัติจะคุยกับคนที่มีฐานะใกล้เคียงกับเค้า แต่สิ่งที่เค้าทำกับผมมันตรงข้ามกันมากราวฟ้ากับเหว และวันอาทิตย์ของต้นเดือนผมก็ได้หลีกเลี่ยงโดยการทำพิธีนมัสการเสร็จผมจะรีบปลีกตัวออกจากโบส์ถกลับบ้านไม่รับประทานอาหารที่โบส์ถ หลีกเลี่ยงการเข้ากลุ่มเซลล์หลังรับประทานอาหารเสร็จ สิ่งที่ผมคิดผมจะเข้าโบส์ถเดือนล่ะครั้ง หมั่นอ่านพระคัมภีร์ หมั่นอธิษฐานถึงพระเจ้าตลอด ผมไม่ได้เข้าโบส์ถมา2อาทิตย์แล้ว จนอาจารย์ผู้หญิงคนสิงค์โปร์ได้ทักมาทางไลน์เป็นภาษาอังกฤษ์ ผมก็ตอบว่า ช่วงนี้ไอมีภาระกิจทำอย่างอื่น ไอไม่สามารถไปได้
ผมคิดในใจมาตลอดเลยวาาที่ผมเป็นอย่างนี้ก็เพราะเค้าคนเดียว ปกติผมมาโบส์ถผมค่อนข้างเฟรนลี่และเปิดใจกับทุกคน ยกเว้นคนเดียวที่ผมทำแบบนี้ ยอมรับว่ารู้สึกเสียใจ เสียความรู้สึกกับสิ่งที่เค้ากระทำกับผมแบบนี้ เสียใจจริงๆที่สุดของที่สุด.
ผมเข้าโบส์ถคริสต์เจอคน1ในทีมนมัสการของโบส์ถทำทีท่ารังเกรียจและทำทีท่าเหยียดใส่ผม
แต่สำหรับนายตี๋คนนั้นเค้าเลือกปฏิบัติจะคุยกับคนที่มีฐานะใกล้เคียงกับเค้า แต่สิ่งที่เค้าทำกับผมมันตรงข้ามกันมากราวฟ้ากับเหว และวันอาทิตย์ของต้นเดือนผมก็ได้หลีกเลี่ยงโดยการทำพิธีนมัสการเสร็จผมจะรีบปลีกตัวออกจากโบส์ถกลับบ้านไม่รับประทานอาหารที่โบส์ถ หลีกเลี่ยงการเข้ากลุ่มเซลล์หลังรับประทานอาหารเสร็จ สิ่งที่ผมคิดผมจะเข้าโบส์ถเดือนล่ะครั้ง หมั่นอ่านพระคัมภีร์ หมั่นอธิษฐานถึงพระเจ้าตลอด ผมไม่ได้เข้าโบส์ถมา2อาทิตย์แล้ว จนอาจารย์ผู้หญิงคนสิงค์โปร์ได้ทักมาทางไลน์เป็นภาษาอังกฤษ์ ผมก็ตอบว่า ช่วงนี้ไอมีภาระกิจทำอย่างอื่น ไอไม่สามารถไปได้
ผมคิดในใจมาตลอดเลยวาาที่ผมเป็นอย่างนี้ก็เพราะเค้าคนเดียว ปกติผมมาโบส์ถผมค่อนข้างเฟรนลี่และเปิดใจกับทุกคน ยกเว้นคนเดียวที่ผมทำแบบนี้ ยอมรับว่ารู้สึกเสียใจ เสียความรู้สึกกับสิ่งที่เค้ากระทำกับผมแบบนี้ เสียใจจริงๆที่สุดของที่สุด.