ชีววิถี ที่บ้านน้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน
เมื่อคนหนึ่งคนเริ่มคิดและลงมือทำ
เมื่อคนหลายคนเห็นด้วยและร่วมมือกัน
เมื่อนั้น ... ชีวิตของเรา สังคมของเราก็ดีขึ้นได้
•
ในชุมชนที่ดูสิ้นหวังไร้ทางออกต่อปัญหาใดๆ ก็ตาม
หากชุมชนแห่งนั้นเป็นชุมชนที่ ...
เราได้เกิด เติบโตและอาศัยอยู่
เรามีชีวิต มีคนรุ่นหลังให้เราต้องห่วงหา
เราจะทำอย่างไร ... ???
เราจะทำให้คนในบ้านอยู่รอดแล้วสร้างกำแพงสูงๆ
หรือเราจะพากันรอดไปทั้งชุมชนแล้วลดกำแพงบ้านลง
•
ที่บ้านน้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน
ครั้นเมื่อย้อนกลับไปในช่วงประมาณ 30 ปีที่แล้ว ชุมชนเล็กๆ น่ารักด้วยธรรมชาติและผู้คนแห่งนี้ กลับเต็มไปด้วยปัญหาทั้งในเรื่อง การพนัน ยาเสพติดและการตัดไม้ทำลายป่า
มากมายและโด่งดังเสียจนไม่มีโรงเรียนแห่งไหนกล้ารับเด็กจากชุมชนแห่งนี้เข้าเรียน
รุนแรงเสียจน ผู้อำนวยการโรงเรียนในชุมชนยังต้องโดนขับไล่ออกจากพื้นที่เพราะไปขัดขากับกลุ่มอิทธิพล
“ในฐานนะครู เรายอมไม่ได้”
นั่นคือคำพูดจากความรู้สึกของ "ชูศิลป์ สารรัตนะ" อาจารย์ประจำโรงเรียนบ้านน้ำเกี๋ยนในขณะนั้น
ที่จะไม่ยอมให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันย่ำแย่และตกต่ำลงไปกว่านั้น
ที่จะไม่ยอมให้ชีวิตของนักเรียนต้องหลงไปในสิ่งมอมเมา
ที่จะไม่ยอมให้ชีวิตของชาวบ้านในชุมชนต้องดิ่งลงเหว
ที่จะไม่ยอมให้ธรรมชาติ ป่าไม้ของบ้านเราต้องถูกทำลายอีกต่อไป
•
คนหนึ่งคนจะไปทำอะไรได้ แต่ถ้าคนหลายคน คิดเหมือนกัน ชวนกันคิด ชวนกันหาทางออก
จากทางที่มืดมน ก็จะเห็นเป็นหนทางสว่าง
“ทุกคนที่มีความเป็นห่วงเป็นใยในสถานการณ์ของชุมชนก็ได้ช่วยกันคิด เราใช้กระบวนการชุมชน พอคิด พอได้เริ่มทำ ก็กลายเป็น บ.ว.ร.ส. หรือ บ้าน วัด โรงเรียน สาธารณสุข และแต่งตั้งเป็น 42 ขุนศึก เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการจัดการปัญหา
ค่อยๆ ทำไปตามกระบวนการชุมชน ทุกคนที่เห็นด้วยช่วยกันทำ ทำไปก็ขยายผลไป ขอร้องเขาดีๆ เลิกยาได้ไหม เลิกขายได้ไหม ลูกหลานของเราเองทั้งนั้น เลิกตัดไม้ได้ไหม เลิกการพนันได้ไหม
ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยและชุมชนต้องให้โอกาส
ทำบ่อยๆ ทำถี่ๆ ทำอย่างไม่เลิก เดี๋ยวเขาก็เลิกเอง”
•
เมื่อหนึ่งใน 42 ขุนศึก คือ สถานีอนามัย (ในขณะนั้น) ซึ่งเป้าหมายก็คือการส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพของคนในชุมชน เมื่อคำถามที่ว่า “ทำอย่างไรให้คนในชุมชนมีสุขภาพดีขึ้น” ประกอบกับ “เราจะช่วยลดรายจ่ายให้กับคนในชุมชนได้อย่างไร”
สองประเด็นนี้ จึงประสานเข้าด้วยกันด้วย “สมุนไพรพื้นบ้าน” ที่เริ่มจากผลิตเพื่อใช้กันเองในกลุ่มสมาชิกเพื่อลดค่าใช้จ่าย จนทุกวันขยับขยายเป็น วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ต.น้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน ในปัจจุบัน
สร้างรายได้ให้ชุมชนทั้งจากกลุ่มปลูกสมุนไพร สร้างการจ้างงานทั้งพนักงานเสริม และ พนักงานประจำอีก 30 คน รวมทั้งปันผลจากหุ้น
ภายในด้แบรนด์ Chewa และ Chewana
ชีวาร์ Chewa ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย วิสาหกิจชุมชนชีววิถี จ.น่าน
•
เพราะความสำเร็จคือการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ความสำเร็จจึงมากกว่ารายได้ ความสำเร็จจึงเป็นความสุข ความสุขที่สำคัญกว่ารายได้
คุณศิรินันท์ สารมณฐี หรือ พี่จี๊ด @Sirinun Sanmonthee
ผู้จัดการวิสาหกิจชุมชนชีววิถีฯ ได้เล่าให้ฟังว่า
“เราเริ่มต้นจากเรียนรู้กันเอง คิดกันเอง
เราต้องการกำลังคนมากกว่าเงิน ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นธุรกิจส่วนตัว เราต้องการกำลังสติปัญญา ช่วยกันคิด ช่วยบริหาร หรือช่วยกันปลูก
เพราะในความเป็นธุรกิจชุมชน ความเสมอภาคต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง
เราทำได้มากกว่ารายได้ เราทำให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน เราทำให้เห็นว่าการร่วมแรงร่วมใจกันพลิกฟื้นชุมชนของเราขึ้นมาร่วมกัน
เราทำให้เห็นความสุข ความสุขที่คนรุ่นใหม่ได้กลับมาทำงานที่บ้าน และเราได้แบ่งปันสิ่งดีๆ ออกสู่สังคม”
•
จากความสำเร็จของคนในชุมชนที่ได้ร่วมสร้างความเข้มแข็งในจิตใจและฟันฝ่าวิกฤติร่วมกันจนพัฒนามาเป็นชุมชนตัวอย่าง วิสาหกิจชุมชนต้นแบบ รางวัลสัมมาชีพ และอีกมากมาย
ในวันนี้เมื่อ น้องศิ - ศิลามณี สันทา Silamanee Santa คนรุ่นใหม่รุ่นล่าสุดที่ได้กลับมาทำงานที่บ้าน ที่วิสาหกิจชุมชนชีววิถีฯ และได้รับมอบหมายให้ดูแลการท่องเที่ยวชุมชน
แม้ว่าน้องศิจะเกิดไม่ทันช่วงเวลาที่เริ่มต้น แต่ก็ภาคภูมิใจในชุมชน ภาคภูมิใจในชีววิถี แต่หลังจากที่เธอได้ร่ำเรียนด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพและได้ทำงานในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวอยู่ 2 ปี
ในวันนี้เธอเลือกกลับมาอยู่กับครอบครัวและนำความรู้มาต่อยอดให้กับชุมชนของเธอ
“หนูอายุยังน้อย หนูอยากกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านให้คุ้มค่า ถ้าหนูไม่กลับบ้านตอนนี้ หนูจะกลับบ้านตอนไหน หนูอยากกลับบ้านตอนที่หนูยังไม่มีภาระอะไร และหนูอยากกลับมาทำประโยชน์ให้ที่บ้านให้เร็วที่สุด
อยู่ที่บ้าน มีงานให้หนูทำ ให้หนูได้อยู่กับครอบครัว และให้หนูได้ใช้ชีวิต
ผลิตภัณฑ์ที่บ้านเราก้าวไปไกลแล้ว เรากล้าจะบอกอย่างภาคภูมิใจได้ว่านี่คือผลิตภัณฑ์จากบ้านเรา เพราะนี่คือชีววิถี และบ้านน้ำเกี๋ยน”
•
ชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยน และวิสาหกิจชุมชนชีววิถีฯ ยังคงเดินหน้าต่อไปแม้วันนี้จะถือว่าเป็นต้นแบบของความสำเร็จแล้วก็ตาม ดังที่ อ.ชูศิลป์ สารรัตะ ได้กว่าวไว้
“เพื่อคุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น”
พวกเขากำลังขยายผลการปลูกพืชสมุนไพรออกไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ผู้คนได้เข้าถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี และเพื่อลดพื้นที่สารเคมีให้น้อยลง
"ถามว่ายากไหม ... ยาก ... แต่จะไม่หยุดทำ
ปัญหาทำให้เราเข้มแข็ง เพราะเราไม่ได้แก้ด้วยตัวเราเอง เราใช้กระบวนการในการมีส่วนร่วม
ไม่ยาก ถ้าเราช่วยกัน และไม่หยุดทำ"
นั่นไม่ใช่หรือ เพื่อสังคมไทยที่ดียิ่งขึ้น
•
#นี่คือตัวอย่างที่ดีของการปฏิรูปสังคม (GreatReform)
#ร่วมปฏิรูปสังคมสักหนึ่งรายการ
#บ้านเมืองดีขึ้นได้ด้วยการแชร์ของคุณ
#GreatReform #GreatReformS037
#MiniReform #พัฒนาชุมชน #เศรษฐกิจฐานราก #ระเบียบสังคม #สิ่งแวดล้อม #นวัตกรรม
#MicroReform #วิสาหกิจชุมชนชีววิถี #บ้านน้ำเกี๋ยน #Chewa #Chewana ดูน้อยลง
https://www.facebook.com/watch/?v=1075724992613064
ชีววิถี ที่บ้านน้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน
เมื่อคนหนึ่งคนเริ่มคิดและลงมือทำ
เมื่อคนหลายคนเห็นด้วยและร่วมมือกัน
เมื่อนั้น ... ชีวิตของเรา สังคมของเราก็ดีขึ้นได้
•
ในชุมชนที่ดูสิ้นหวังไร้ทางออกต่อปัญหาใดๆ ก็ตาม
หากชุมชนแห่งนั้นเป็นชุมชนที่ ...
เราได้เกิด เติบโตและอาศัยอยู่
เรามีชีวิต มีคนรุ่นหลังให้เราต้องห่วงหา
เราจะทำอย่างไร ... ???
เราจะทำให้คนในบ้านอยู่รอดแล้วสร้างกำแพงสูงๆ
หรือเราจะพากันรอดไปทั้งชุมชนแล้วลดกำแพงบ้านลง
•
ที่บ้านน้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน
ครั้นเมื่อย้อนกลับไปในช่วงประมาณ 30 ปีที่แล้ว ชุมชนเล็กๆ น่ารักด้วยธรรมชาติและผู้คนแห่งนี้ กลับเต็มไปด้วยปัญหาทั้งในเรื่อง การพนัน ยาเสพติดและการตัดไม้ทำลายป่า
มากมายและโด่งดังเสียจนไม่มีโรงเรียนแห่งไหนกล้ารับเด็กจากชุมชนแห่งนี้เข้าเรียน
รุนแรงเสียจน ผู้อำนวยการโรงเรียนในชุมชนยังต้องโดนขับไล่ออกจากพื้นที่เพราะไปขัดขากับกลุ่มอิทธิพล
“ในฐานนะครู เรายอมไม่ได้”
นั่นคือคำพูดจากความรู้สึกของ "ชูศิลป์ สารรัตนะ" อาจารย์ประจำโรงเรียนบ้านน้ำเกี๋ยนในขณะนั้น
ที่จะไม่ยอมให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันย่ำแย่และตกต่ำลงไปกว่านั้น
ที่จะไม่ยอมให้ชีวิตของนักเรียนต้องหลงไปในสิ่งมอมเมา
ที่จะไม่ยอมให้ชีวิตของชาวบ้านในชุมชนต้องดิ่งลงเหว
ที่จะไม่ยอมให้ธรรมชาติ ป่าไม้ของบ้านเราต้องถูกทำลายอีกต่อไป
•
คนหนึ่งคนจะไปทำอะไรได้ แต่ถ้าคนหลายคน คิดเหมือนกัน ชวนกันคิด ชวนกันหาทางออก
จากทางที่มืดมน ก็จะเห็นเป็นหนทางสว่าง
“ทุกคนที่มีความเป็นห่วงเป็นใยในสถานการณ์ของชุมชนก็ได้ช่วยกันคิด เราใช้กระบวนการชุมชน พอคิด พอได้เริ่มทำ ก็กลายเป็น บ.ว.ร.ส. หรือ บ้าน วัด โรงเรียน สาธารณสุข และแต่งตั้งเป็น 42 ขุนศึก เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการจัดการปัญหา
ค่อยๆ ทำไปตามกระบวนการชุมชน ทุกคนที่เห็นด้วยช่วยกันทำ ทำไปก็ขยายผลไป ขอร้องเขาดีๆ เลิกยาได้ไหม เลิกขายได้ไหม ลูกหลานของเราเองทั้งนั้น เลิกตัดไม้ได้ไหม เลิกการพนันได้ไหม
ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยและชุมชนต้องให้โอกาส
ทำบ่อยๆ ทำถี่ๆ ทำอย่างไม่เลิก เดี๋ยวเขาก็เลิกเอง”
•
เมื่อหนึ่งใน 42 ขุนศึก คือ สถานีอนามัย (ในขณะนั้น) ซึ่งเป้าหมายก็คือการส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพของคนในชุมชน เมื่อคำถามที่ว่า “ทำอย่างไรให้คนในชุมชนมีสุขภาพดีขึ้น” ประกอบกับ “เราจะช่วยลดรายจ่ายให้กับคนในชุมชนได้อย่างไร”
สองประเด็นนี้ จึงประสานเข้าด้วยกันด้วย “สมุนไพรพื้นบ้าน” ที่เริ่มจากผลิตเพื่อใช้กันเองในกลุ่มสมาชิกเพื่อลดค่าใช้จ่าย จนทุกวันขยับขยายเป็น วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ต.น้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน ในปัจจุบัน
สร้างรายได้ให้ชุมชนทั้งจากกลุ่มปลูกสมุนไพร สร้างการจ้างงานทั้งพนักงานเสริม และ พนักงานประจำอีก 30 คน รวมทั้งปันผลจากหุ้น
ภายในด้แบรนด์ Chewa และ Chewana
ชีวาร์ Chewa ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย วิสาหกิจชุมชนชีววิถี จ.น่าน
•
เพราะความสำเร็จคือการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ความสำเร็จจึงมากกว่ารายได้ ความสำเร็จจึงเป็นความสุข ความสุขที่สำคัญกว่ารายได้
คุณศิรินันท์ สารมณฐี หรือ พี่จี๊ด @Sirinun Sanmonthee
ผู้จัดการวิสาหกิจชุมชนชีววิถีฯ ได้เล่าให้ฟังว่า
“เราเริ่มต้นจากเรียนรู้กันเอง คิดกันเอง
เราต้องการกำลังคนมากกว่าเงิน ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นธุรกิจส่วนตัว เราต้องการกำลังสติปัญญา ช่วยกันคิด ช่วยบริหาร หรือช่วยกันปลูก
เพราะในความเป็นธุรกิจชุมชน ความเสมอภาคต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง
เราทำได้มากกว่ารายได้ เราทำให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน เราทำให้เห็นว่าการร่วมแรงร่วมใจกันพลิกฟื้นชุมชนของเราขึ้นมาร่วมกัน
เราทำให้เห็นความสุข ความสุขที่คนรุ่นใหม่ได้กลับมาทำงานที่บ้าน และเราได้แบ่งปันสิ่งดีๆ ออกสู่สังคม”
•
จากความสำเร็จของคนในชุมชนที่ได้ร่วมสร้างความเข้มแข็งในจิตใจและฟันฝ่าวิกฤติร่วมกันจนพัฒนามาเป็นชุมชนตัวอย่าง วิสาหกิจชุมชนต้นแบบ รางวัลสัมมาชีพ และอีกมากมาย
ในวันนี้เมื่อ น้องศิ - ศิลามณี สันทา Silamanee Santa คนรุ่นใหม่รุ่นล่าสุดที่ได้กลับมาทำงานที่บ้าน ที่วิสาหกิจชุมชนชีววิถีฯ และได้รับมอบหมายให้ดูแลการท่องเที่ยวชุมชน
แม้ว่าน้องศิจะเกิดไม่ทันช่วงเวลาที่เริ่มต้น แต่ก็ภาคภูมิใจในชุมชน ภาคภูมิใจในชีววิถี แต่หลังจากที่เธอได้ร่ำเรียนด้านการตลาดจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพและได้ทำงานในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวอยู่ 2 ปี
ในวันนี้เธอเลือกกลับมาอยู่กับครอบครัวและนำความรู้มาต่อยอดให้กับชุมชนของเธอ
“หนูอายุยังน้อย หนูอยากกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านให้คุ้มค่า ถ้าหนูไม่กลับบ้านตอนนี้ หนูจะกลับบ้านตอนไหน หนูอยากกลับบ้านตอนที่หนูยังไม่มีภาระอะไร และหนูอยากกลับมาทำประโยชน์ให้ที่บ้านให้เร็วที่สุด
อยู่ที่บ้าน มีงานให้หนูทำ ให้หนูได้อยู่กับครอบครัว และให้หนูได้ใช้ชีวิต
ผลิตภัณฑ์ที่บ้านเราก้าวไปไกลแล้ว เรากล้าจะบอกอย่างภาคภูมิใจได้ว่านี่คือผลิตภัณฑ์จากบ้านเรา เพราะนี่คือชีววิถี และบ้านน้ำเกี๋ยน”
•
ชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยน และวิสาหกิจชุมชนชีววิถีฯ ยังคงเดินหน้าต่อไปแม้วันนี้จะถือว่าเป็นต้นแบบของความสำเร็จแล้วก็ตาม ดังที่ อ.ชูศิลป์ สารรัตะ ได้กว่าวไว้
“เพื่อคุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น”
พวกเขากำลังขยายผลการปลูกพืชสมุนไพรออกไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ผู้คนได้เข้าถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี และเพื่อลดพื้นที่สารเคมีให้น้อยลง
"ถามว่ายากไหม ... ยาก ... แต่จะไม่หยุดทำ
ปัญหาทำให้เราเข้มแข็ง เพราะเราไม่ได้แก้ด้วยตัวเราเอง เราใช้กระบวนการในการมีส่วนร่วม
ไม่ยาก ถ้าเราช่วยกัน และไม่หยุดทำ"
นั่นไม่ใช่หรือ เพื่อสังคมไทยที่ดียิ่งขึ้น
•
#นี่คือตัวอย่างที่ดีของการปฏิรูปสังคม (GreatReform)
#ร่วมปฏิรูปสังคมสักหนึ่งรายการ
#บ้านเมืองดีขึ้นได้ด้วยการแชร์ของคุณ
#GreatReform #GreatReformS037
#MiniReform #พัฒนาชุมชน #เศรษฐกิจฐานราก #ระเบียบสังคม #สิ่งแวดล้อม #นวัตกรรม
#MicroReform #วิสาหกิจชุมชนชีววิถี #บ้านน้ำเกี๋ยน #Chewa #Chewana ดูน้อยลง
https://www.facebook.com/watch/?v=1075724992613064