ทฤษฎีแห่งความสมดุล
เวลาเรียนเลขสมัยเด็ก ความสมดุลของสมการหมายถึงการทำค่าของสองข้างให้เท่ากัน แต่เวลาเรียนศิลปะ ครูกลับสอนว่า ความสมดุลไม่จำเป็นต้องเท่ากันก็ได้ สมดุลมีทั้งแบบเท่ากัน (SYMMETRICAL BALANCE) และสมดุลแบบไม่เท่ากัน (ASYMMETRICAL BALANCE)
จำไม่ได้ว่า ในวิชาสังคมมีการสอนเรื่องสมดุลหรือเปล่า ลักษณะของความสมดุลในทางสังคมนั้นมีกี่แบบ และไม่มีคำตอบสำหรับเด็กประถมหรือมัธยมว่า เราจะทำให้สังคมจะสมดุลได้ด้วยวิธีไหน
จากคำพูดของอดีตรัฐมนตรีจอมสปิริตท่านหนึ่งในรายการทีวีเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งโดนสื่อมวลชนหยิกแกมหยอกเพราะท่านดัน ‘จริงใจไม่สร้างภาพ’ ขับรถสปอร์ตมาให้สื่อเห็น ในชั่วโมงวิกฤตของประเทศชาติ ทั้งที่นายกฯสั่งแล้วสั่งอีกให้ช่วยกันประหยัดน้ำมัน อดีตรัฐมนตรีท่านนั้นแสดงทัศนะว่า หากจะช่วยประเทศประหยัดจริงๆ ต้องสร้างระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพให้คนส่วนใหญ่ใช้ คนจนจะได้ไม่ต้องใช้รถให้เปลืองน้ำมัน ไม่ต้องผ่อนรถให้เป็นหนี้ท่วมหัว ถนนหนทางก็จะโล่ง แก้ปัญหารถติดไปในตัว คนรวยๆก็จะได้มีที่ทางไว้ขับรถสปอร์ตซิ่งเปิดประทุนอวดกันได้อย่างสบายใจบนถนน ทางด่วนที่สร้างจากภาษีของคนจน พอคนรวยสบายใจแล้วจะได้คิดอะไรดีๆออก มีแรงบันดาลใจในการช่วยเหลือประเทศชาติ มีอารมณ์อยากแบ่งปันความสุขส่วนเกินให้คนยากคนจนได้สัมผัสบ้าง
คำพูดนี้หลายคนฟังแล้วไม่ชอบ เพราะมันจริงใจเกินไป แต่พอฟังแล้วอึ้ง เพราะเป็นหนึ่งในสัจธรรมแห่งทุนนิยมและสัญชาตญาณพื้นฐานของสัตว์โลก แสดงให้เห็นถึงทัศนคติในเบื้องลึกของท่านว่า คนรวยกับคนจน จะดัดจริตมากินอยู่เหมือนกันไม่ได้เด็ดขาด ถ้าคนจนไม่เจียมตัว เสนอหน้ามาบริโภคแบบคนรวย ประเทศชาติก็จะล่มจม คนจะเป็นหนี้ และถ้าคนรวยทำเสแสร้ง แกล้งกระแดะไปทำเป็นใช้จ่ายแบบเขียมๆ นุ่งเจียม ห่มเจียม (ขับเจียม) เสงี่ยมหงิม แบบคนจน เศรษฐกิจก็จะไม่เคลื่อนไหว การพัฒนาจะหยุดชะงัก ความเจริญต่างๆที่เป็นหมุดหมายต่างๆทางอารยธรรมของมนุษยชาติเช่นเมกะโปรเจคต์หรือกิ๊กกะ-นาโน-พาโล-เฮคโตโปรเจกต์ก็จะไม่เกิดขึ้น
คนรวยควรอยู่อย่างรวย คนควรจนอยู่อย่างจน นั่นคือคำตอบแห่งสมดุลทางสังคมใช่หรือไม่ สังคมมีสมดุลแบบไม่เท่าเทียม ใครๆก็รู้ ชนชั้นทางสังคมมีอยู่ตลอดกาลโดยไม่จำเป็นต้องแบ่งวรรณะหรือศักดินา การบริโภคในแบบที่คล้ายคลึงหรือเท่าเทียมกันไม่ได้สลายช่องว่างทางชนชั้น เพราะสิ่งที่กำหนดชนชั้นไม่ใช่ระดับของการบริโภค แต่เป็นระดับความต่างของโอกาส
การกระจายความมั่งคั่งฟังดูสวยหรู แต่ในสาระที่แท้จริงนั้นหมายถึงอะไร เมื่อภาพลวงตาของความมั่งคั่งที่ถูกกระจายออกไปเป็นเพียงเปลือกของความมั่งคั่งแบบกลวงๆ อันเกิดจากการส่งเสริมให้คนจนหันมาบริโภคอย่างไม่เจียมตัว กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยกำลังซื้อเก๊ๆ จากเม็ดเงินส่วนหนึ่งที่ได้มาจากการสร้างหนี้ของคนยากจนและคนโง่
สมัยนี้ไม่มีใครสนใจเปิดพจนานุกรมหาความหมายจริงๆของคำว่า “ประหยัด” กันอีกแล้ว เมื่อรัฐบาลลุกขึ้นมาป่าวประกาศให้คนช่วยกันประหยัด จึงเป็นเรื่อง งงๆสำหรับประชาชนทั้งประเทศ เพราะประชาชนในบ้านเมืองนี้ประหยัดไม่เป็น คำว่า ‘ประหยัด’ ที่สังคมไทยเคยสั่งสอนกันมา แปลว่า รู้กินรู้ใช้ รู้สะสม ด้วยการสำรวจความต้องการของตัวเอง อะไรไม่จำเป็นต้องใช้ก็ไม่ต้องใช้ เอาความจำเป็นนั้นมาเป็นตัวหารโดยมีกำลังซื้อเป็นตัวตั้ง ถ้าหารแล้วได้เท่ากับ 1 หมายถึง โอเค ซื้อได้พอดี แต่เงินจะไม่เหลือ ถ้าหารแล้วได้มากกว่าหนึ่ง หมายถึง ปลอดภัย ซื้อได้ และยังมีเงินเหลือเก็บ สุดท้ายถ้าหารแล้วได้ผลลัพธ์ต่ำกว่า 1 ถ้าเป็นสมัยก่อน หมายถึง ไม่ควรซื้อ หากจะซื้อต้องรอจนกว่าจะปรับลดความต้องการลงให้พอดีกับกำลังซื้อเสียก่อน หรือไม่ก็รอจนกว่าจะหาเงินมาเติมกำลังซื้อให้ได้มากพอ แต่สมัยนี้ คนจะซื้อไปก่อน เพราะคนขายยอมให้คนซื้อเป็นหนี้ โดยบวกค่าดอกเบี้ยลงไปในราคาขาย หรือในอีกทางหนึ่ง คนซื้อก็วิ่งไปกู้ยืมคนอื่นมาเสริมแต่งตัวเลขกำลังซื้อให้ดูลวงตาว่าสูงขึ้น ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ว่าตัวเลขนั้นแฝงไว้ด้วยภาระหนี้สิน ซึ่งจะกลายมาเป็นความจำเป็นที่ต้องหาทางผ่อนจ่ายกันต่อไปไม่รู้จบ
การกู้ยืมเงินมาลงทุนสร้างโอกาส แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการกู้ยืมเงินเพื่อการบริโภคแบบเกินตัว แต่ ‘ผู้รู้’ ใต้ร่มเงาของผู้มีอำนาจกลับทำนิ่งเฉยไม่ออกมาพูดความจริงกับประชาชน เพราะเกรงว่า ‘ตัวเลขการจับจ่าย’ ซึ่งชี้วัดการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจจะไม่สวยงาม ทำให้เกิดภาพเศรษฐกิจชลอตัวหรือหยุดชะงัก บริษัทต่างๆที่เป็นธุรกิจใหญ่ของเขาทั้งหลายซึ่งโอนชื่อโอนหุ้นไปให้ลูกเมียและคนรับใช้ถือไว้ต่างก็เร่งโหมแคมเปญกระตุ้นยอดขายกันจ้าละหวั่น ในขณะเดียวกันกับที่ตัวเขาเองก็ประกาศปาวๆให้ประชาชนช่วยกันประหยัดอดออม ประกาศไปก็นึกกังวลไปว่าถ้าคนทั้งประเทศมันทะลึ่งพร้อมใจกันประหยัดจริงๆ ด้วยการไม่ออกมาช้อปปิ้ง กินข้าวนอกบ้าน ไม่ซื้อรถ ไม่ซื้อบ้าน ไม่ซื้อมือถือ ไม่เปิดไฟ ไม่เปิดแอร์ ไม่ดูทีวี ไม่นอนดึก หันมาปลูกพริกปลูกถั่วงา เลี้ยงไก่เลี้ยงปลา ทอผ้าใช้กันเอง ธุรกิจที่กำลังอู้ฟู่ของพวกกูจะอึมครึมกันขนาดไหน มิพักต้องนอนเอาตีนก่ายหน้าผากเพราะตัวเลขที่เป็นดัชนีบ่งชี้ผลสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจตกฮวบฮาบกันหรือไร แต่ที่แน่ๆ ภาวะสุขภาพทางเศรษฐกิจส่วนบุคคลของประชาชนหลายกลุ่มน่าจะแข็งแรงขึ้น
ในวิชากลศาสตร์ จุดที่สุดของความสมดุลคือจุดที่หยุดนิ่งแต่พร้อมจะเคลื่อนไหว ภาวะที่ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงอยู่ร่วมกันได้อย่างแน่นิ่งก่อนการล่มสลาย องค์ประกอบทุกส่วนที่กำลังแตกร้าวต่างช่วยประคับประคองตัวเองตามกำลังความสามารถ เพื่อรักษารูปทรงโดยรวมให้คงอยู่ได้ บางที…เราอาจจะกำลังเรียนรู้ที่จะอยู่กับสมดุลในแบบนั้น
สมดุลแบบนับถอยหลังสู่ความล่มสลาย…อีกครั้ง
ความสมดุล
เวลาเรียนเลขสมัยเด็ก ความสมดุลของสมการหมายถึงการทำค่าของสองข้างให้เท่ากัน แต่เวลาเรียนศิลปะ ครูกลับสอนว่า ความสมดุลไม่จำเป็นต้องเท่ากันก็ได้ สมดุลมีทั้งแบบเท่ากัน (SYMMETRICAL BALANCE) และสมดุลแบบไม่เท่ากัน (ASYMMETRICAL BALANCE)
จำไม่ได้ว่า ในวิชาสังคมมีการสอนเรื่องสมดุลหรือเปล่า ลักษณะของความสมดุลในทางสังคมนั้นมีกี่แบบ และไม่มีคำตอบสำหรับเด็กประถมหรือมัธยมว่า เราจะทำให้สังคมจะสมดุลได้ด้วยวิธีไหน
จากคำพูดของอดีตรัฐมนตรีจอมสปิริตท่านหนึ่งในรายการทีวีเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งโดนสื่อมวลชนหยิกแกมหยอกเพราะท่านดัน ‘จริงใจไม่สร้างภาพ’ ขับรถสปอร์ตมาให้สื่อเห็น ในชั่วโมงวิกฤตของประเทศชาติ ทั้งที่นายกฯสั่งแล้วสั่งอีกให้ช่วยกันประหยัดน้ำมัน อดีตรัฐมนตรีท่านนั้นแสดงทัศนะว่า หากจะช่วยประเทศประหยัดจริงๆ ต้องสร้างระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพให้คนส่วนใหญ่ใช้ คนจนจะได้ไม่ต้องใช้รถให้เปลืองน้ำมัน ไม่ต้องผ่อนรถให้เป็นหนี้ท่วมหัว ถนนหนทางก็จะโล่ง แก้ปัญหารถติดไปในตัว คนรวยๆก็จะได้มีที่ทางไว้ขับรถสปอร์ตซิ่งเปิดประทุนอวดกันได้อย่างสบายใจบนถนน ทางด่วนที่สร้างจากภาษีของคนจน พอคนรวยสบายใจแล้วจะได้คิดอะไรดีๆออก มีแรงบันดาลใจในการช่วยเหลือประเทศชาติ มีอารมณ์อยากแบ่งปันความสุขส่วนเกินให้คนยากคนจนได้สัมผัสบ้าง
คำพูดนี้หลายคนฟังแล้วไม่ชอบ เพราะมันจริงใจเกินไป แต่พอฟังแล้วอึ้ง เพราะเป็นหนึ่งในสัจธรรมแห่งทุนนิยมและสัญชาตญาณพื้นฐานของสัตว์โลก แสดงให้เห็นถึงทัศนคติในเบื้องลึกของท่านว่า คนรวยกับคนจน จะดัดจริตมากินอยู่เหมือนกันไม่ได้เด็ดขาด ถ้าคนจนไม่เจียมตัว เสนอหน้ามาบริโภคแบบคนรวย ประเทศชาติก็จะล่มจม คนจะเป็นหนี้ และถ้าคนรวยทำเสแสร้ง แกล้งกระแดะไปทำเป็นใช้จ่ายแบบเขียมๆ นุ่งเจียม ห่มเจียม (ขับเจียม) เสงี่ยมหงิม แบบคนจน เศรษฐกิจก็จะไม่เคลื่อนไหว การพัฒนาจะหยุดชะงัก ความเจริญต่างๆที่เป็นหมุดหมายต่างๆทางอารยธรรมของมนุษยชาติเช่นเมกะโปรเจคต์หรือกิ๊กกะ-นาโน-พาโล-เฮคโตโปรเจกต์ก็จะไม่เกิดขึ้น
คนรวยควรอยู่อย่างรวย คนควรจนอยู่อย่างจน นั่นคือคำตอบแห่งสมดุลทางสังคมใช่หรือไม่ สังคมมีสมดุลแบบไม่เท่าเทียม ใครๆก็รู้ ชนชั้นทางสังคมมีอยู่ตลอดกาลโดยไม่จำเป็นต้องแบ่งวรรณะหรือศักดินา การบริโภคในแบบที่คล้ายคลึงหรือเท่าเทียมกันไม่ได้สลายช่องว่างทางชนชั้น เพราะสิ่งที่กำหนดชนชั้นไม่ใช่ระดับของการบริโภค แต่เป็นระดับความต่างของโอกาส
การกระจายความมั่งคั่งฟังดูสวยหรู แต่ในสาระที่แท้จริงนั้นหมายถึงอะไร เมื่อภาพลวงตาของความมั่งคั่งที่ถูกกระจายออกไปเป็นเพียงเปลือกของความมั่งคั่งแบบกลวงๆ อันเกิดจากการส่งเสริมให้คนจนหันมาบริโภคอย่างไม่เจียมตัว กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยกำลังซื้อเก๊ๆ จากเม็ดเงินส่วนหนึ่งที่ได้มาจากการสร้างหนี้ของคนยากจนและคนโง่
สมัยนี้ไม่มีใครสนใจเปิดพจนานุกรมหาความหมายจริงๆของคำว่า “ประหยัด” กันอีกแล้ว เมื่อรัฐบาลลุกขึ้นมาป่าวประกาศให้คนช่วยกันประหยัด จึงเป็นเรื่อง งงๆสำหรับประชาชนทั้งประเทศ เพราะประชาชนในบ้านเมืองนี้ประหยัดไม่เป็น คำว่า ‘ประหยัด’ ที่สังคมไทยเคยสั่งสอนกันมา แปลว่า รู้กินรู้ใช้ รู้สะสม ด้วยการสำรวจความต้องการของตัวเอง อะไรไม่จำเป็นต้องใช้ก็ไม่ต้องใช้ เอาความจำเป็นนั้นมาเป็นตัวหารโดยมีกำลังซื้อเป็นตัวตั้ง ถ้าหารแล้วได้เท่ากับ 1 หมายถึง โอเค ซื้อได้พอดี แต่เงินจะไม่เหลือ ถ้าหารแล้วได้มากกว่าหนึ่ง หมายถึง ปลอดภัย ซื้อได้ และยังมีเงินเหลือเก็บ สุดท้ายถ้าหารแล้วได้ผลลัพธ์ต่ำกว่า 1 ถ้าเป็นสมัยก่อน หมายถึง ไม่ควรซื้อ หากจะซื้อต้องรอจนกว่าจะปรับลดความต้องการลงให้พอดีกับกำลังซื้อเสียก่อน หรือไม่ก็รอจนกว่าจะหาเงินมาเติมกำลังซื้อให้ได้มากพอ แต่สมัยนี้ คนจะซื้อไปก่อน เพราะคนขายยอมให้คนซื้อเป็นหนี้ โดยบวกค่าดอกเบี้ยลงไปในราคาขาย หรือในอีกทางหนึ่ง คนซื้อก็วิ่งไปกู้ยืมคนอื่นมาเสริมแต่งตัวเลขกำลังซื้อให้ดูลวงตาว่าสูงขึ้น ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ว่าตัวเลขนั้นแฝงไว้ด้วยภาระหนี้สิน ซึ่งจะกลายมาเป็นความจำเป็นที่ต้องหาทางผ่อนจ่ายกันต่อไปไม่รู้จบ
การกู้ยืมเงินมาลงทุนสร้างโอกาส แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการกู้ยืมเงินเพื่อการบริโภคแบบเกินตัว แต่ ‘ผู้รู้’ ใต้ร่มเงาของผู้มีอำนาจกลับทำนิ่งเฉยไม่ออกมาพูดความจริงกับประชาชน เพราะเกรงว่า ‘ตัวเลขการจับจ่าย’ ซึ่งชี้วัดการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจจะไม่สวยงาม ทำให้เกิดภาพเศรษฐกิจชลอตัวหรือหยุดชะงัก บริษัทต่างๆที่เป็นธุรกิจใหญ่ของเขาทั้งหลายซึ่งโอนชื่อโอนหุ้นไปให้ลูกเมียและคนรับใช้ถือไว้ต่างก็เร่งโหมแคมเปญกระตุ้นยอดขายกันจ้าละหวั่น ในขณะเดียวกันกับที่ตัวเขาเองก็ประกาศปาวๆให้ประชาชนช่วยกันประหยัดอดออม ประกาศไปก็นึกกังวลไปว่าถ้าคนทั้งประเทศมันทะลึ่งพร้อมใจกันประหยัดจริงๆ ด้วยการไม่ออกมาช้อปปิ้ง กินข้าวนอกบ้าน ไม่ซื้อรถ ไม่ซื้อบ้าน ไม่ซื้อมือถือ ไม่เปิดไฟ ไม่เปิดแอร์ ไม่ดูทีวี ไม่นอนดึก หันมาปลูกพริกปลูกถั่วงา เลี้ยงไก่เลี้ยงปลา ทอผ้าใช้กันเอง ธุรกิจที่กำลังอู้ฟู่ของพวกกูจะอึมครึมกันขนาดไหน มิพักต้องนอนเอาตีนก่ายหน้าผากเพราะตัวเลขที่เป็นดัชนีบ่งชี้ผลสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจตกฮวบฮาบกันหรือไร แต่ที่แน่ๆ ภาวะสุขภาพทางเศรษฐกิจส่วนบุคคลของประชาชนหลายกลุ่มน่าจะแข็งแรงขึ้น
ในวิชากลศาสตร์ จุดที่สุดของความสมดุลคือจุดที่หยุดนิ่งแต่พร้อมจะเคลื่อนไหว ภาวะที่ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงอยู่ร่วมกันได้อย่างแน่นิ่งก่อนการล่มสลาย องค์ประกอบทุกส่วนที่กำลังแตกร้าวต่างช่วยประคับประคองตัวเองตามกำลังความสามารถ เพื่อรักษารูปทรงโดยรวมให้คงอยู่ได้ บางที…เราอาจจะกำลังเรียนรู้ที่จะอยู่กับสมดุลในแบบนั้น
สมดุลแบบนับถอยหลังสู่ความล่มสลาย…อีกครั้ง