สวัสดีค่ะ
จากหัวข้อกระทู้ คนที่พูดมาคือสามีดิฉันเองค่ะ ในตอนแรกที่คบกัน เค้าเป็นคนที่ดีคนนึง เป็นสเปกของเราเลย ทั้งรูปร่างหน้าตา นิสัย หน้าที่การงาน แต่สิ่งที่ตอนแรกดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมทัศนคติเราสองคนถึงไม่ตรงกันบ่อยๆ เราผิดเองที่ตอนนั้นเราก็มองข้ามไป คิดว่าเดี๋ยวคงปรับกันได้ เพราะเค้าเองก็ไม่ใช่คนไทย อาจจะเป็นเรื่องวัฒนธรรม หรืออะไรไป แต่ ตอนนี้ครอบครัวของเรามาถึงทางตันแล้วค่ะ และหลังจากนี้ดิฉันต้องเลือกว่าจะเอายังไงต่อไปดี
ขออนุญาติเล่าเรื่องของเราสองคนคร่าวๆ ตามนี้นะคะ
เมื่อหกปีที่แล้วดิฉันมีโอกาสมาเรียนต่อต่างประเทศ อยู่ไปอยู่มาซักสองสามปี ก็ได้เจอกับอดีตสามีคนนี้(ตอนที่เจอกันเราเพิ่งอกหักจากแฟนเก่าที่เป็นต่างชาติเหมือนกัน) ในช่วงแรกเราเข้ากันดีมากในทุกเรื่อง ตกลงย้ายมาอยู่ด้วยกันไม่นาน ดิฉันก็ตั้งครรภ์ หลังจากเค้ารู้เรื่อง เค้าบอกว่าไม่พร้อมจะมีลูก เพราะตอนนั้นเราทั้งคู่ก็ยังเด็ก เค้าเพิ่งเรียนจบป.โท เริ่มทำงาน เงินเดือนไม่มาก ดิฉันเองก็ยังเรียนโท อยู่เลย กฎหมายที่นี่สามารถทำแท้งได้ถูกกฎหมาย ตอนนั้นแฟนบอกว่าอยากให้รอ ลูกในท้องขอให้เอาออกก่อน พร้อมแล้วค่อยมีลูก(คือเค้าก็พูดด้วยเหตุผลนะคะ เค้าไม่มีศาสนา ไม่กลัวเรื่องบาปบุญอะไรอยู่แล้ว) แต่ดิฉันไม่ยอม ทะเลาะกันใหญ่โต เราขอแยกออกมาอยู่คนเดียว ตอนนั้นเกือบเลิกกัน แต่สุดท้ายเค้าก็เป็นฝ่ายยอมให้เก็บลูกไว้ แต่เค้าก็ไม่ได้ดูแลดีมากมายอะไร เหมือนยังงงๆกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไม่ได้ย้ายกลับมาอยู่ด้วยกัน พอลูกคลอดเค้าก็มาเยี่ยมแบบไปไปกลับๆ ดิฉันเป็นคุณแม่หลังคลอดที่อยู่คนเดียว อารมขึ้นๆลงๆ สุดท้ายทางออกของเค้าคือให้เรากลับไทย มาให้ครอบครัวที่ไทยช่วยเลี้ยงลูกเถอะ เค้าบอกเค้าขอเวลาตั้งตัว เราก็โอเคกลับมาไทย เค้าก็ติดต่อมาไม่ขาด ส่งเงินมาให้ใช้ มาเยี่ยมปีละ สองครั้ง ผ่านไปเกือบ สองปี เค้าบอกอยากให้กลับไปอยู่ด้วยกันอีก เค้าคิดถึงลูก เราก็โอเคยอมลาออกจากงานไป หวังจะสร้างอนาคตใหม่ที่นั่นอีกที อยู่กันได้แค่เดือนกว่าเท่านั้นค่ะ ย้ำนะคะ ห้า สัปดาห์จริงๆ เร็วมากๆ เราทะเลาะกันบ่อยมากทุกอาทิตย์ ปรับตัวหากันยากลำบากมาก ดิฉันร้องไห้ทุกวัน เค้าบ่นทุกเรื่องในบ้าน บ้านรกบ้าง ไม่ทำอาหารบ้าง ให้ออกไปหางานทำบ้าง เค้าบอกให้เราช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านบ้าง เรางงและไม่พอใจมาก ถ้าเป็นเมื่อก่อนแน่นอนค่ะทุกอย่างหารเท่ากัน แต่ตอนนี้เราเลี้ยงลูก เราทิ้งครอบครัว ทิ้งงานที่ไทยมาอยู่กับเขา จะให้เราเอารายได้จากไหนมาช่วยค่าใช้จ่าย จริงอยู่เรามีเงินเก็บ แต่ก็มีไว้ใช้จ่ายสำหรับฉุกเฉินเท่านั้น จนในที่สุดดิฉันก็ทนไม่ไหว คิดว่าเห้ย ตั้งแต่คบกันมา เรายอมเสียเปรียบมาตลอด ทำไมไม่เห็นถึงความเสียสละของเราบ้าง ดิฉันขอเคลีย และคืนที่เคลียกัน ยอมรับว่าใจร้อนเกินไป ระเบิดลงกันทั้งคู่ ดิฉันเก็บของออกมาจากบ้านเขา พร้อมลูกสองขวบ หลังจากออกมา เราก็พยายามเคลียแต่ก็ไม่เป็นผล เปิดประเด็นทีไรทะเลาะกันตลอด เราก็สู้กันด้วยคำพูด ด้วยกฎหมาย ไม่มีใครยอมใคร ดิฉันเรียกร้องค่าเลี้ยงดูบุตรจากเค้า เค้าไม่พอใจ (เพราะดิฉันให้หักจากเงินเดือนเค้าเลย นั่นหมายความว่าที่ทำงานเค้ารับรู้เรื่องนี้ เค้ากังวลภาพลักษณ์ของเค้ามาก ) เค้าจึงมายกเลิกวีซ่าดิฉัน(วีซ่าคู่ครองที่อยู่พำนักถาวร) แต่ประเด็นพวกนี้ เราก็เคลียจบของใครของมันแล้ว หลังจากนั้น เมื่อพายุสงบ เค้าก็มาขอคุยด้วยบ้าง แต่ไม่ใช่ในเชิงสำนึกผิดนะคะ เค้ามาแนวเจรจาพบกันคนละครึ่งทางมากกว่า เค้าขอมาเยี่ยมลูกบ่อยๆ พอเค้ามาดิฉันก็คุยด้วยปกติ คือถ้าดีมา ก็ดีตอบ เราตกลงกันว่าจะไม่ทำอะไรในแง่ลบต่อหน้าลูก พอความสัมพันธ์เริ่มจะโอเคเมื่อไหร่ เค้าจะยื่นข้อเสนอว่าถ้าอยากกลับมาอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวเหมือนเดิม เค้าอยากให้ดิฉันเซ็นต์สัญญา ที่เนื้อหาประมาณว่า ถ้าแยกกันอีกเราจะไม่เรียกร้องสมบัติใดๆจากเค้า จะแบ่งกันเฉพาะส่วนที่แต่ละคนหามาได้เท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วดิฉันไม่มีปัญหาอะไร ไม่เคยคิดอยากได้สมบัติใครแต่แรกแล้ว แต่ความรู้สึกลึกๆ มันคือ ใช่หรอ นี่คือสิ่งที่คนรักกันเค้าทำหรอ แบบนี้ยังจะเรียกว่าครอบครัวหรอ เลยไม่ตอบตกลงไป เค้าก็ยังคงวนเวียนอยู่รอบๆ ชีวิตเราสองแม่ลูก แล้วก็พยายามพูดข้อดี ถ้าเรากลับไปอยู่ด้วยกันอีก ระหว่างนี้มีการช่วยเหลือจากเค้าบ้างในช่วงดิฉันติดขัดเรื่องเงิน(ดิฉันไม่ได้ทำงาน มีรายได้แค่จากchild support จากเค้า และเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล) ดิฉันบอกชัดว่าจะไม่มีการเซนต์สัญญาอะไรทั้งนั้น ถ้าเธอไม่เปลี่ยนใจ ก็ไม่ต้องมาคุยเรื่องกลับมาเป็นครอบครัวอีก ซึ่งก็เหมือนจะยอมรับ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มาเยี่ยมมาเที่ยวหา พาลูกไปเที่ยว คุยกันดีๆ ก็จะกลับมาวนลูปเรื่องสัญญาแบ่งสมบัตินี่อีก เราก็ไม่ตอบตกลงไปอีก เค้าก็จะมาบอกว่า เราหวังเงินจากเค้า(ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่เลย ถ้าอยากได้จริงๆ ตอนนั้ก็ฟ้องได้แล้ว แต่ไม่ฟ้อง ขอแค่ส่วนของลูกพอ) วนไปแบบนี้หลายรอบในปีกว่าๆนี้ ในแง่ของพ่อลูก เค้าเป็นคุณพ่อที่ดีนะคะ รักลูกมาก มาหา มารับไปเที่ยว ซื้อของให้ อะไรก็ตามถ้าเป็นเรื่องของลูกเค้าให้ความสำคัญเสมอค่ะ ลูกก็รักเค้าเช่นกัน เวลาเค้ามาหาในวันหยุด ลูกจะดูมีความสุขมาก และก่อนเค้ากลับลูกจะต้องมีร้องไห้ ขอตามพ่อไปด้วย เกาะแขน เกาะขา เป็นภาพที่สะเทือนใจแม่อย่างเรามากเลยค่ะ จนบางทีเราก็คิดว่าควรยอมทำอะไรที่ไม่เป็นธรรมกับเรา เพื่อลูกดีไม๊ ล่าสุดเค้าส่งข้อความมานัดเจอลูก และ happy valentines day แล้วก็บอกว่า เค้ายังรอให้เราเปลี่ยนใจ กลับไปอยู่ด้วยเสมอ เราส่งกลับไปบอกว่า นี่ก็รอให้เธอเปลี่ยนใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็รู้ค่ะ ว่าเค้าไม่ยอมเปลี่ยนใจแน่ เราเองไม่มั่นใจแล้วค่ะว่าตอนนี้เราถือทิฐิ มากไปไม๊ ถ้าถามว่ายังรักไม๊ ก็คงต้องบอกว่าใช่คะ เพราะก็มีพยายามคุยกับคนอื่นบ้างในระหว่างหนึ่งปีนี้ แต่มันก็เปิดใจให้ใครไม่ได้จริงๆ ในใจไม่เคยเกลียดเค้าเลย มีแต่โมโหจากคำพูดที่บางทีมันเป็นในมุมลบๆมากเกินไป
อดีตสามีดิฉันมาจากครอบครัวที่แตกแยกค่ะ แม่เค้าทิ้งเค้าไปตอนสามขวบ เพื่อไปแต่งงานใหม่ มีลูกใหม่ เค้าอยุ่กับพ่อ และญาติฝั่งพ่อ ออกมาใช้ชีวิตเองตั้งแต่อายุ 18 ต่อมาพ่อก็แต่งงานใหม่ มีลูกใหม่อีก ตัวสามีก็เหมือนไม่มีใคร หลายๆครั้งตอนที่ทะเลาะกันเค้าพูดความในใจเกี่ยวกับเรื่องครอบครัว และชีวิตในวัยเด็กให้เราฟัง เหมือนเค้าเก็บกดลึกๆ ตอนเลิกไปแม่เค้าก็ฟ้องอย่าพ่อเค้าได้เงินไปเยอะ สุดท้ายแม่ก็เอาไปให้แฟนใหม่แม่หมด และ(คิดเอาเอง) พ่อคงพูดถึงแม่ไม่ดีนัก อดีตสามีเป็นคนขี้ระแวงทุกเรื่อง ไม่ไว้ใจใคร บางทีก็ทำอะไรเว่อๆ เช่นเค้าจะพก และ บังคับให้ดิฉันพก อุปกรณ์ป้องกันตัว พวกปากกาเหล็ก สเปรพริกไทย ไว้เสมอ แม้กระทั่งไปสวนสาธารณะใกล้ๆบ้าน วันไหนลืมจะโดนด่าแรงมาก, พยายามหานาฬิกาที่มี GPS ติดตามตัวลูก กลัวลูกหาย (ลูกยังเล็กมาก และเราก็ไม่ปล่อยลูกคลาดสายตาอยู่แล้ว) เรื่องลูกนี่ก็เยอะค่ะที่ทะเลาะกัน ทั้งพยายามสอนวิชาการให้ลูกเร็วเกินวัยบ้าง ให้ลูกกินวิตมินอาหารเสริมกลัวลูกไม่โตบ้าง, เค้าจะทำงานหนักมาก(เพราะกลัวว่าจะผลงานไม่ดี และจะโดนไล่ออก) ทั้งๆที่ตอนนี้เค้าได้โปรโมทเป็นหัวหน้าแล้ว แต่ทุกอย่างทำเองหมด เพราะไม่ไว้ใจใคร, และที่เป็นปัญหาตอนนี้คือ การเสนอสัญญาแบ่งสมบัติอะไรนั่น
ทั้งหมดนี่มันเป็นนิสัยจุกจิก หวาดระแวง ซึ่งจะว่าดีก็ดีนะคะ แวดระวังภัย แต่มันเยอะไปสำหรับดิฉัน จนบางครั้ง ดิฉันแอบคิดว่าเป็นความเห็นแก่ตัวของเค้าเอง แต่ลึกๆแล้วเค้าก็ไม่ใช่คนเลว และทั้งหมดนี้ น่าจะมาจากความผิดหวัง เสียใจ โดดเดี่ยว ของเค้าในวัยเด็ก
ดิฉันอยากทราบว่าคนที่มีนิสัยแบบนี้ สามารถหายได้ไม๊คะ ทำอย่างไร หรือ เราต้องยอมรับกับคนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำยังไงกับโจทย์นี้คะ
คนที่มีปมวัยเด็กทำให้ มองโลกในแง่ร้าย,ระแวงแม้กระทั่งคนในครอบครัว สามารถแก้ให้หายได้ไม๊คะ
จากหัวข้อกระทู้ คนที่พูดมาคือสามีดิฉันเองค่ะ ในตอนแรกที่คบกัน เค้าเป็นคนที่ดีคนนึง เป็นสเปกของเราเลย ทั้งรูปร่างหน้าตา นิสัย หน้าที่การงาน แต่สิ่งที่ตอนแรกดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมทัศนคติเราสองคนถึงไม่ตรงกันบ่อยๆ เราผิดเองที่ตอนนั้นเราก็มองข้ามไป คิดว่าเดี๋ยวคงปรับกันได้ เพราะเค้าเองก็ไม่ใช่คนไทย อาจจะเป็นเรื่องวัฒนธรรม หรืออะไรไป แต่ ตอนนี้ครอบครัวของเรามาถึงทางตันแล้วค่ะ และหลังจากนี้ดิฉันต้องเลือกว่าจะเอายังไงต่อไปดี
ขออนุญาติเล่าเรื่องของเราสองคนคร่าวๆ ตามนี้นะคะ
เมื่อหกปีที่แล้วดิฉันมีโอกาสมาเรียนต่อต่างประเทศ อยู่ไปอยู่มาซักสองสามปี ก็ได้เจอกับอดีตสามีคนนี้(ตอนที่เจอกันเราเพิ่งอกหักจากแฟนเก่าที่เป็นต่างชาติเหมือนกัน) ในช่วงแรกเราเข้ากันดีมากในทุกเรื่อง ตกลงย้ายมาอยู่ด้วยกันไม่นาน ดิฉันก็ตั้งครรภ์ หลังจากเค้ารู้เรื่อง เค้าบอกว่าไม่พร้อมจะมีลูก เพราะตอนนั้นเราทั้งคู่ก็ยังเด็ก เค้าเพิ่งเรียนจบป.โท เริ่มทำงาน เงินเดือนไม่มาก ดิฉันเองก็ยังเรียนโท อยู่เลย กฎหมายที่นี่สามารถทำแท้งได้ถูกกฎหมาย ตอนนั้นแฟนบอกว่าอยากให้รอ ลูกในท้องขอให้เอาออกก่อน พร้อมแล้วค่อยมีลูก(คือเค้าก็พูดด้วยเหตุผลนะคะ เค้าไม่มีศาสนา ไม่กลัวเรื่องบาปบุญอะไรอยู่แล้ว) แต่ดิฉันไม่ยอม ทะเลาะกันใหญ่โต เราขอแยกออกมาอยู่คนเดียว ตอนนั้นเกือบเลิกกัน แต่สุดท้ายเค้าก็เป็นฝ่ายยอมให้เก็บลูกไว้ แต่เค้าก็ไม่ได้ดูแลดีมากมายอะไร เหมือนยังงงๆกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไม่ได้ย้ายกลับมาอยู่ด้วยกัน พอลูกคลอดเค้าก็มาเยี่ยมแบบไปไปกลับๆ ดิฉันเป็นคุณแม่หลังคลอดที่อยู่คนเดียว อารมขึ้นๆลงๆ สุดท้ายทางออกของเค้าคือให้เรากลับไทย มาให้ครอบครัวที่ไทยช่วยเลี้ยงลูกเถอะ เค้าบอกเค้าขอเวลาตั้งตัว เราก็โอเคกลับมาไทย เค้าก็ติดต่อมาไม่ขาด ส่งเงินมาให้ใช้ มาเยี่ยมปีละ สองครั้ง ผ่านไปเกือบ สองปี เค้าบอกอยากให้กลับไปอยู่ด้วยกันอีก เค้าคิดถึงลูก เราก็โอเคยอมลาออกจากงานไป หวังจะสร้างอนาคตใหม่ที่นั่นอีกที อยู่กันได้แค่เดือนกว่าเท่านั้นค่ะ ย้ำนะคะ ห้า สัปดาห์จริงๆ เร็วมากๆ เราทะเลาะกันบ่อยมากทุกอาทิตย์ ปรับตัวหากันยากลำบากมาก ดิฉันร้องไห้ทุกวัน เค้าบ่นทุกเรื่องในบ้าน บ้านรกบ้าง ไม่ทำอาหารบ้าง ให้ออกไปหางานทำบ้าง เค้าบอกให้เราช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านบ้าง เรางงและไม่พอใจมาก ถ้าเป็นเมื่อก่อนแน่นอนค่ะทุกอย่างหารเท่ากัน แต่ตอนนี้เราเลี้ยงลูก เราทิ้งครอบครัว ทิ้งงานที่ไทยมาอยู่กับเขา จะให้เราเอารายได้จากไหนมาช่วยค่าใช้จ่าย จริงอยู่เรามีเงินเก็บ แต่ก็มีไว้ใช้จ่ายสำหรับฉุกเฉินเท่านั้น จนในที่สุดดิฉันก็ทนไม่ไหว คิดว่าเห้ย ตั้งแต่คบกันมา เรายอมเสียเปรียบมาตลอด ทำไมไม่เห็นถึงความเสียสละของเราบ้าง ดิฉันขอเคลีย และคืนที่เคลียกัน ยอมรับว่าใจร้อนเกินไป ระเบิดลงกันทั้งคู่ ดิฉันเก็บของออกมาจากบ้านเขา พร้อมลูกสองขวบ หลังจากออกมา เราก็พยายามเคลียแต่ก็ไม่เป็นผล เปิดประเด็นทีไรทะเลาะกันตลอด เราก็สู้กันด้วยคำพูด ด้วยกฎหมาย ไม่มีใครยอมใคร ดิฉันเรียกร้องค่าเลี้ยงดูบุตรจากเค้า เค้าไม่พอใจ (เพราะดิฉันให้หักจากเงินเดือนเค้าเลย นั่นหมายความว่าที่ทำงานเค้ารับรู้เรื่องนี้ เค้ากังวลภาพลักษณ์ของเค้ามาก ) เค้าจึงมายกเลิกวีซ่าดิฉัน(วีซ่าคู่ครองที่อยู่พำนักถาวร) แต่ประเด็นพวกนี้ เราก็เคลียจบของใครของมันแล้ว หลังจากนั้น เมื่อพายุสงบ เค้าก็มาขอคุยด้วยบ้าง แต่ไม่ใช่ในเชิงสำนึกผิดนะคะ เค้ามาแนวเจรจาพบกันคนละครึ่งทางมากกว่า เค้าขอมาเยี่ยมลูกบ่อยๆ พอเค้ามาดิฉันก็คุยด้วยปกติ คือถ้าดีมา ก็ดีตอบ เราตกลงกันว่าจะไม่ทำอะไรในแง่ลบต่อหน้าลูก พอความสัมพันธ์เริ่มจะโอเคเมื่อไหร่ เค้าจะยื่นข้อเสนอว่าถ้าอยากกลับมาอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวเหมือนเดิม เค้าอยากให้ดิฉันเซ็นต์สัญญา ที่เนื้อหาประมาณว่า ถ้าแยกกันอีกเราจะไม่เรียกร้องสมบัติใดๆจากเค้า จะแบ่งกันเฉพาะส่วนที่แต่ละคนหามาได้เท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วดิฉันไม่มีปัญหาอะไร ไม่เคยคิดอยากได้สมบัติใครแต่แรกแล้ว แต่ความรู้สึกลึกๆ มันคือ ใช่หรอ นี่คือสิ่งที่คนรักกันเค้าทำหรอ แบบนี้ยังจะเรียกว่าครอบครัวหรอ เลยไม่ตอบตกลงไป เค้าก็ยังคงวนเวียนอยู่รอบๆ ชีวิตเราสองแม่ลูก แล้วก็พยายามพูดข้อดี ถ้าเรากลับไปอยู่ด้วยกันอีก ระหว่างนี้มีการช่วยเหลือจากเค้าบ้างในช่วงดิฉันติดขัดเรื่องเงิน(ดิฉันไม่ได้ทำงาน มีรายได้แค่จากchild support จากเค้า และเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล) ดิฉันบอกชัดว่าจะไม่มีการเซนต์สัญญาอะไรทั้งนั้น ถ้าเธอไม่เปลี่ยนใจ ก็ไม่ต้องมาคุยเรื่องกลับมาเป็นครอบครัวอีก ซึ่งก็เหมือนจะยอมรับ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มาเยี่ยมมาเที่ยวหา พาลูกไปเที่ยว คุยกันดีๆ ก็จะกลับมาวนลูปเรื่องสัญญาแบ่งสมบัตินี่อีก เราก็ไม่ตอบตกลงไปอีก เค้าก็จะมาบอกว่า เราหวังเงินจากเค้า(ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่เลย ถ้าอยากได้จริงๆ ตอนนั้ก็ฟ้องได้แล้ว แต่ไม่ฟ้อง ขอแค่ส่วนของลูกพอ) วนไปแบบนี้หลายรอบในปีกว่าๆนี้ ในแง่ของพ่อลูก เค้าเป็นคุณพ่อที่ดีนะคะ รักลูกมาก มาหา มารับไปเที่ยว ซื้อของให้ อะไรก็ตามถ้าเป็นเรื่องของลูกเค้าให้ความสำคัญเสมอค่ะ ลูกก็รักเค้าเช่นกัน เวลาเค้ามาหาในวันหยุด ลูกจะดูมีความสุขมาก และก่อนเค้ากลับลูกจะต้องมีร้องไห้ ขอตามพ่อไปด้วย เกาะแขน เกาะขา เป็นภาพที่สะเทือนใจแม่อย่างเรามากเลยค่ะ จนบางทีเราก็คิดว่าควรยอมทำอะไรที่ไม่เป็นธรรมกับเรา เพื่อลูกดีไม๊ ล่าสุดเค้าส่งข้อความมานัดเจอลูก และ happy valentines day แล้วก็บอกว่า เค้ายังรอให้เราเปลี่ยนใจ กลับไปอยู่ด้วยเสมอ เราส่งกลับไปบอกว่า นี่ก็รอให้เธอเปลี่ยนใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็รู้ค่ะ ว่าเค้าไม่ยอมเปลี่ยนใจแน่ เราเองไม่มั่นใจแล้วค่ะว่าตอนนี้เราถือทิฐิ มากไปไม๊ ถ้าถามว่ายังรักไม๊ ก็คงต้องบอกว่าใช่คะ เพราะก็มีพยายามคุยกับคนอื่นบ้างในระหว่างหนึ่งปีนี้ แต่มันก็เปิดใจให้ใครไม่ได้จริงๆ ในใจไม่เคยเกลียดเค้าเลย มีแต่โมโหจากคำพูดที่บางทีมันเป็นในมุมลบๆมากเกินไป
อดีตสามีดิฉันมาจากครอบครัวที่แตกแยกค่ะ แม่เค้าทิ้งเค้าไปตอนสามขวบ เพื่อไปแต่งงานใหม่ มีลูกใหม่ เค้าอยุ่กับพ่อ และญาติฝั่งพ่อ ออกมาใช้ชีวิตเองตั้งแต่อายุ 18 ต่อมาพ่อก็แต่งงานใหม่ มีลูกใหม่อีก ตัวสามีก็เหมือนไม่มีใคร หลายๆครั้งตอนที่ทะเลาะกันเค้าพูดความในใจเกี่ยวกับเรื่องครอบครัว และชีวิตในวัยเด็กให้เราฟัง เหมือนเค้าเก็บกดลึกๆ ตอนเลิกไปแม่เค้าก็ฟ้องอย่าพ่อเค้าได้เงินไปเยอะ สุดท้ายแม่ก็เอาไปให้แฟนใหม่แม่หมด และ(คิดเอาเอง) พ่อคงพูดถึงแม่ไม่ดีนัก อดีตสามีเป็นคนขี้ระแวงทุกเรื่อง ไม่ไว้ใจใคร บางทีก็ทำอะไรเว่อๆ เช่นเค้าจะพก และ บังคับให้ดิฉันพก อุปกรณ์ป้องกันตัว พวกปากกาเหล็ก สเปรพริกไทย ไว้เสมอ แม้กระทั่งไปสวนสาธารณะใกล้ๆบ้าน วันไหนลืมจะโดนด่าแรงมาก, พยายามหานาฬิกาที่มี GPS ติดตามตัวลูก กลัวลูกหาย (ลูกยังเล็กมาก และเราก็ไม่ปล่อยลูกคลาดสายตาอยู่แล้ว) เรื่องลูกนี่ก็เยอะค่ะที่ทะเลาะกัน ทั้งพยายามสอนวิชาการให้ลูกเร็วเกินวัยบ้าง ให้ลูกกินวิตมินอาหารเสริมกลัวลูกไม่โตบ้าง, เค้าจะทำงานหนักมาก(เพราะกลัวว่าจะผลงานไม่ดี และจะโดนไล่ออก) ทั้งๆที่ตอนนี้เค้าได้โปรโมทเป็นหัวหน้าแล้ว แต่ทุกอย่างทำเองหมด เพราะไม่ไว้ใจใคร, และที่เป็นปัญหาตอนนี้คือ การเสนอสัญญาแบ่งสมบัติอะไรนั่น
ทั้งหมดนี่มันเป็นนิสัยจุกจิก หวาดระแวง ซึ่งจะว่าดีก็ดีนะคะ แวดระวังภัย แต่มันเยอะไปสำหรับดิฉัน จนบางครั้ง ดิฉันแอบคิดว่าเป็นความเห็นแก่ตัวของเค้าเอง แต่ลึกๆแล้วเค้าก็ไม่ใช่คนเลว และทั้งหมดนี้ น่าจะมาจากความผิดหวัง เสียใจ โดดเดี่ยว ของเค้าในวัยเด็ก
ดิฉันอยากทราบว่าคนที่มีนิสัยแบบนี้ สามารถหายได้ไม๊คะ ทำอย่างไร หรือ เราต้องยอมรับกับคนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำยังไงกับโจทย์นี้คะ