สวัสดีครับ กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกของผม อาจจะดูน่าเบื่อแต่ช่วยฟังหน่อยนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงครับและอาจทำให้คนที่คิดแบบผมในตอนนั้นเปลี่ยนความคิดของตัวเองในตอนนี้ได้
.
เริ่มต้นที่ผมกับแฟนคุยกันคบกันมาได้4ปีตั้งแต่สมัยยังเรียนกันอยู่ ยอมรับเลยครับว่าผู้หญิงคนนี้เป็นแฟนคนแรกของผมแล้วผมก็เป็นแฟนคนแรกของเธอ คุยกันเป็นปีกว่าเธอจะรักผมกลับ จากที่เขาไม่สนใจผมแม้แต่นิดเดียว ผมรู้สึกภูมิใจนะที่ชนะใจผู้หญิงคนนี้ได้และผมก็รักเทอมากจริงจะเรียกได้ว่ายอมรับทุกอย่างที่เป็นเธอได้จริงๆ เธอเคยบอกผมว่า "ที่เค้ารักคนดีเพราะคนดีดูแลเค้าดีมากเข้าใจในตัวเค้าทุกอย่างและรักทุกอย่างที่เป็นเค้า"
.
ในช่วงเวลาที่คุยกันปีแรกรู้สึกเหนื่อยมากครับที่ตามจีบพยายามหาเรื่องคุยทุกอย่างเพื่อนให้เธอสนใจเพราะตอนนั้น ผมเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วแฟนผมตอนนั้นเรียนอยู่สุพรรณบุรี เอาง่ายๆคือไม่เคยเจอตัวจริงกันเลยครับเห็นแค่รูปภาพจากโปรไฟล์ อ้อ ผมกับแฟนเจอกันในbeetalkนะครับในสมัยนั้น
.
ปีที่2เธอขึ้นปี3ได้กลับมาเรียนในกรุงเทพฯส่วนผมก็ใกล้เรียนจบ(หลักสูตรที่ผมเรียนเรียนแค่สองปี) เราก็ได้มีโอกาสได้มาอยู่ด้วยกันบ้างเธอมาค้างห้องผมบ้างในตอนนั้นคือรักกันแบบแค่นอนกอดนอนจับมือเท่านั้นพอครับ และแล้วช่วงปลายปีครบรอบคบกันปีที่2 ผมเรียนจบ ผมก็รีบหาที่ฝึกงานทันทีเลย แฟนผมก็เหมือนกัน ผมฝึกงานที่สนามบินดอนเมืองส่วนแฟนผมฝึกงานที่สนามบินสุวรรณภูมิ ช่วงนั้นเหนื่อยมากครับจากที่ดีใจได้มาอยู่ด้วยกันแล้วแต่ก็ต้องแยกย้ายกันอีกแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาของเราเลยครับ นั่งนับวันหยุดกันเลยครับแล้วนั่งรถเมล์สาย 555 ไปรับที่สุวรรณภูมิ มีความสุขมากจริงๆครับถึงช่วงชีวิตผมกับแฟนมีเรื่องต้องอยู่คนละที่ตลอด แต่ต่างคนต่างพยายามจะมาหากันตลอดไม่ยอมให้ห่างกันทั้งตัวและก็ใจ ทะเลาะกันบ่อยมากครับงอนกันเป็นเรื่องปกติเลยแต่ผมกับแฟนคุยกันว่า
"คนดีไม่ว่าเราจะทะเลาะกันเรื่องอะไรแรงแค่ไหนเราต้องคุยเรื่องนั้นให้เคลียร์กันให้จบนะห้ามโกรธกันข้ามคืนตัวเราห่างกันยังพอทนได้แต่อย่าให้ใจเราห่างกันก็พอ"
มันทำให้เรารักกันดีมาตลอดไม่เคยห่างกันและถึงอยู่กันคนละที่แต่ไม่เคยมีใครมาแทรกไม่มีเรื่องนอกใจกันเลยทั้งผมทั้งแฟน แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่หึงหวงกันนะ หนักๆคงเป็นผมที่หึงหนักแต่ก็พูดบ้างครั้งก็ไม่ยอมพูด แฟนผมเป็นผู้หญิงที่น่ารักมากครับทั้งหน้าตาและนิสัยพูดดีใจดีคิดดีกับทุกคนยิ้มง่ายเฟลนลี่แต่ก็ไม่เคยทะเลาะกันเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เพราะผมเข้าใจแฟนผมถึงจะมีคนเข้าหามากแค่ไหนแต่ก็แค่คุยตามมารยาทไม่คิดอะไรไปไกลกว่านี้ไว้ใจกันมากถึงขั้นมาโม้กันไปมาคนนั้นคนนี้มาจีบได้จนเป็นเรื่องตลกของเราไปเลย แต่เรื่องที่ใหญ่จนความรักครั้งนี้เริ่มจะลำบากมากกว่าเดิมคือทางครอบครัวผมไม่โอเคกับแฟนคนนี้ ที่บ้านผมบอกว่า "ชีวิตลูกยังอีกไกลนะ คบหาดูใจไป อย่าเพิ่งตัดสินใจตัดโอกาสของตัวเองที่จะได้เจอคนที่ดีที่สุด" ส่วนนึงที่ทำให้ที่บ้านไม่โอเคกับแฟนคนนี้ส่วนนึงมาจากผมด้วยครับ ทุกครั้งที่ผมกลับบ้านต่างจังหวัดด้วยความที่ต่างคนต่างติดกันมากครับเลยทำให้มีการงอแงใส่กันทะเลาะกันบ้างเพราะผมกลับมาบ้านก็ช่วยงานที่บ้านไม่ค่อยมีเวลาได้คุยกันแล้วดันจังหวะนรกคือทางบ้านดันได้ยินผมกะแฟนโทรคุยทะเลาะกันทุกวัน แล้วเรื่องแย่ไปกว่านี้คือผมชอบบ่นว่าไม่ดีต่างๆนาๆซึ้งที่ผมพูดอะไรแบบนี้ไปแค่ต้องการระบายไม่ใช่เพราะไม่ชอบหรือเริ่มไม่ชอบในตัวแฟนนะคือบ่นทั้งๆที่รัก แต่มันก็มีทำให้ที่บ้านไม่โอเคเข้าไปใหญ่
.
จนมีเหตุการณ์ที่ทะเลาะจนต้องเลิกกันครั้งแรกขึ้น ไม่ใช่เพราะอะไรผมลืมความเป็นเราคิดแต่ว่าต้องบังคับให้เขาเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้ที่บ้านมาโอเคกับแฟนผมจนกลายเป็นว่าฟังคำพูดจากที่บ้านมากว่าฟังคำพูด ไม่เคยอยู่ข้างเธอ จนปล่อยมือเธอครั้งแรกแต่ก็กลับมาคบในอีกสามวันต่อมา แต่ด้วยความที่ผมอยู่บ้านนานก็ดราม่าแบบทุกวันจนเลิกกันอีกผมไม่เคยบอกเลิกตรงๆเลยผมมีแต่เงียบโทรไม่รับไลน์ไม่ตอบปล่อยให้เขาตามๆผมรู้สึกในเวลานั้นจริงๆในใจผมไม่เคยคิดว่าเลิกกับเธอแม้แต่วินาทีเดียว
.
สักพักก็เข้าคบกันปีที่3 ช่วงชีวิตที่รู้สึกว่าหนักและทรมานจิตใจมากก็มาคือผมโดนใบแดงทหาร งานที่สมัครไว้อีกนิดเดียวจะถึงฝั่งฝันแล้วก็ต้องจบลง เพราะไปทหาร แต่ช่างมันเถอะครับเรื่องที่ผมบอกว่าหนักคือ เพิ่งเลิกกับแฟนใบแดงทหารไม่ได้งานที่ตั้งไว้ กว่าจะทำใจยอมรับความจริงได้ก็จะได้เข้าประจำการแล้ว แต่ระหว่างที่ทำใจเรื่องไปทหาร ผมไม่แน่ใจนะว่าคู่อื่นเป็นแบบนี้กันจริงมั้ยคือพอรู้ว่าแฟนต้องไปเป็นทหารปีหรือสองปีกลายเป็นเลิกกัน แต่คู่ผมไม่ใช่เลยเรากลับมาคบกันในวันที่ผมอยู่ค่ายทหาร ซึ่งถ้าจะบอกคือความรู้สึกผมแย่มากนะแฟนผมเวลานั้นก็ไม่ต่างกันเพิ่งเรียนจบกลับมาอยู่บ้านแม่ก็บ่นไล่ให้ออกไปหางานทำแล้วดันเลิกกับผมอีกเป็นครั้งแรกเลยแฟนผมต้องเดินไปที่ที่ไม่เคยไปด้วยตัวเองเพราะปกติถ้าอยากไปไหนเธอจะดูในเฟสแล้วบอกชื่อสถานที่ให้ผมฟังแล้วผมหาทางพากันไปรถไฟฟ้าบ้างรถเมล์บ้าง ไม่มีรถส่วนตัวใช้ ดูกระจอกมาก ถ้าเทียบกับคู่รักคู่อื่น กลับมาเรื่องเดิมครับแฟนผมต้องวิ่งหาที่ทำงานทำอะไรด้วยตัวเองลำบากท้อไม่ต่างกันเลย แต่สิ่งเหมือนกันคือเราต่างคนต่างคืดถึงกันมากว่าเดิม ตอนผมอยู่ค่ายฝึกใช้มือถือส่วนตัวไม่ได้ต้องเช่ามือถือที่กองร้อยโทรหามีเวลาคุยทั้งแฟนทั้งครอบครัววันละไม่เกิน20นาทีต่อวันนะ(มีคนต่อคิว) แล้วกิจวัตรประจำวันคือผมเขียนสมุดบันทึกถึงแฟนผมทุกวัน โดยสมุดบันทึกเล่มนี้แฟนผมได้พูดถึงความรักของเราในช่วงเวลาต่างๆสิ่งที่เราคิดกันไว้ในอนาคตของเรา คือเธอให้ผมในตอนวันเกิดครบอายุ21ปีของผม ผมพกติดตัวมาด้วยเอาหนุนหัวนอนด้วยซ้ำ เหมือนสลับกันเขียนแล้วพอถึงวันได้กลับบ้านผมก็หลบมากรุเทพฯก่อนเพราะอยากเจอเธอมากแล้วเหมือนส่งการบ้าน มันทำให้ความรักของเราแน่นแฟ้นขึ้นมาอีก ผ่านการฝึกมาได้สามเดือนก็แยกหน่วยประจำการ ผมได้มาอยู่สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งถือว่าโชคดีมากครับหน่วยที่ผมอยู่คือถ้าทำงานเสร็จหัวหน้าท่านอนุญาตให้กลับบ้านได้ครับกลับเย็นวันศุกร์กลับมาทำงานเช้าวันจันทร์ แล้วผมก็ไม่เคยขาดเลยทุกอาทิตย์ผมจะต้องนั่งรถตู้มาลงกรุงเทพฯมาอยู่กับแฟนตอนนั้นขอแค่สองวันก็ยังดีที่ได้อยู่ด้วยกัน อยู่กันแบบนี้จริงๆครับ
.
เข้าปีที่4ที่คบกันผมปลดประจำการ ผมเลือกไม่ยอมกลับบ้านอยู่หางานที่กรุงเทพฯ ผมอยากไปทางที่ผมเลือกไปแล้วให้ได้ผมไม่คิดจะกลับไปอ่อนแอที่บ้าน ช่วงที่หางานที่นี่ล่ะครับเป็นช่วงเวลาที่เหมือนได้กลับมาอยู่ด้วยดูแลกันจริงๆ มีความสุขมากครับตามรับตามส่งไม่ขาดหาไรกินกันก่อนเข้าห้อง นวดเท้าให้ ซักผ้า ทำทุกอย่างให้เธอเพราะทุกวันแฟนผมทำงานหนักมาก ผมเลยอยากทำทุกอย่างให้เขาสบายหลับสบายจะได้พร้อมไปทำงานพรุ้งนี้ แล้วกลับกันแฟนผมคอยให้กำลังใจทำให้ผมไม่เครียดทั้งๆทีตอนนั้นผมตกงานมาพักนึงความรู้ความสามารถก็หายๆไปก็ทำให้การแข่งขันสำหรับผมยากมากเหมือนปีเดียวผมต้องกลับมาอ่านตำราใหม่ทั้งหมดแล้วต้องไปแข่งกับเด็กจบใหม่แล้วผมปลดมาตรงกับช่วงที่สายการบินไม่เปิดรับสายงานที่ผมเรียนมาเลยสุดท้ายในผมก็เลือกกลับมาฝึกงานอีกครั้งเพื่อเอาความรู้ความสามารถกลับมา และจะยอมแพ้กับไม่ได้เพราะผมเลือกทางนี้แล้วผมไม่มีวันตัดใจเด็ดขาด
ก็เอาเป็นว่าเราจำใจต้องอยู่ห่างกันแบบนี้มานานมากแล้วเราเริ่มมาทะเลาะกันหนักๆทุกวัน จนกลายเป็นความรู้สึกเครียดอึดอัดทุกครั้งที่คุยกันเราคุยกันสนุกแค่ไหนก็ช่างแต่สุดท้ายก็กลับมาคือปัญหาเรื่องนี้ผมขอไม่บอกรายละเอียดนะครับเอาเป็นว่า ผมเก็บไว้มาตลอด จนผมเลือกจะเปิดปากจะพูดกับครอบครัวจริงๆ จนผมคิดต่อจากนี้ถ้าได้เริ่มต้นทำงานจะทุ้มทุกอย่างให้ครอบครัว โดยที่ผมพูดกับแฟนว่าผมคิดไม่ออกละไม่นึกถึงอนาคตของผมกับเธอเลย ผมเลือกนึกถึงแต่ครอบครัวผมจะทุ้มให้ครอบครัวกลับมาสบายไม่ลำบากและเหนื่อยแบบนี้ ซึ้งตอนนั้นผมมันงี่เง่าเองตรงที่สองอย่างนี้มันไปด้วยกันได้ไม่จำเป็นต้องเลือกเลยนาทีนั้นผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงพูดแบบนั้นอาจเป็นเพราะผมไม่อยากมานั่งเครียดเรื่องเดิมๆฟังคำพูดคนรอบตัวว่าทำแบบนี้นะทั้งๆที่รู้คนที่จะแก้ปัญหานี้ให้หายไปได้มีแค่ผมกับเธอเท่านั้น แล้วนี่ล่ะครับคือครั้งสุดท้ายที่เราเลิกกัน
.
มาถึงวันแรกที่รู้แล้วว่าไม่มีเทออยู่แล้วผมปวดใจจริงๆนะอยากกลับไปหาใจจะขาดคำพูดของเธอที่บอกผมในวันที่เราเลิกกันยังคงอยู่เธอพูดว่า
“เธอทิ้งเค้ามากี่ครั้งแล้วเธอสัญญาว่าจะไม่มีวันทิ้งเค้าอีกสุดท้ายเธอก็ทิ้งเค้าเหมือนเดิม ขอให้เธอมีความสุขประสบความสำเร็จขอให้เป็นตามที่หวังทุกอย่างแล้วถึงวันนึงเธอจะเจ็บปวดที่เธอทิ้งคนที่อยู่ข้างเธอมาตลอดเค้าไม่เคยไปไหนเลยเธอจะเป็นไงเค้าก็อยู่จะพิการแขนขาดขาขาดก็จะอยู่มีแต่เธอที่คิดจะปล่อยมือกัน”
คำพูดนี้ฝังใจผมมาตลอดไม่เคยจางเลยในนาทีนั้นผมเลือกไม่พูดอะไรนอกจากคำว่าขอโทษทั้งที่อยากกอดเธอแล้วบอกว่าพอแล้วอย่าไปนะแต่ผมก็ไม่ทำดันปล่อยนิ่งเฉย ผมคิดมาตลอด แต่ผมเลือกจะเก็บเลือกทุ้มกับงานบ้างานเพราะเป็นช่วงเวลาเดียวที่ผมไม่คิดอะไรเลยนอกจากงานที่ทำ ทำให้มันหนักๆเหนื่อยๆพอกลับมาห้องอาบน้ำหลับไปเลยจะได้ไม่ต้องมานั่งคิดถึงเธอวันหยุดก็นั่งอ่านหนังสือเล่นเกมทำอะไรก็เพื่อไม่ให้ตัวเองว่างแล้วคิดถึงเธอคนนั้น
.
ผ่านมา4เดือนที่เลิกกันมาโดยที่ผมแทบจะไม่ติดต่อไม่คุยอะไรกับเธอแล้วชีวิตมันก็ตลกนะครับในวันที่เราหนีความรู้สึกตัวเองไม่ได้แล้วว่าขาดเธอไม่ได้ถ้าแยกความสุขในการทำงานความสุขที่คุยกับที่บ้านกับเพื่อนแล้วพอกลับมาอยู่คนเดียวมันว่างเปล่ามันไม่มีความสุขเลยเพราะมันคิดถึงแต่เธออยู่ตลอดเวลาและที่ผมบอกตลกก็คือเธอตรงข้ามกับผมเธอบอกผมว่า
.
"ฉันยังรักเธอมากเหมือนเดิมนะแล้วไม่คิดว่าจะรักใครได้มากเท่านี้อีก แต่ฉันก็ยังไม่คิดจะกลับไปฉันกลัวฉันเข็ดฉันยังไม่อยากกลับไปถึงไม่มีเธอชีวิตฉันก็ดำเนินไปได้อย่างปกติ เธอก็เหมือนกันอย่าเศร้าอย่าทำให้ร่างกายตัวเองแย่แบบนี้ฉันรู้เรื่องงานเธอทำได้ดีมาตลอดแต่หัดมาดูแลร่างกายตัวเองบ้างฉันรู้ว่าเธอเจ็บปวดแต่ถ้าผ่านไปได้เธอจะแข็งแกร่งขึ้น เรื่องของเราอะให้มันเป็นเรื่องของอนาคตเถอะ"
.
รู้ตัวทันทีในวินาทีนั้นผมพลาดไปแล้วจริงๆผมไม่ยอมบอกความในของตัวเองในวันเธอยังฟังผมปล่อยให้เธอเศร้าเสียใจจนเธอลุกได้อีกครั้งโดยไม่ต้องมีผมก็ได้ ผมคิดแค่ว่าผมกลับมาช้าไปหนีตัวเองมาตลอดจนถึงวันที่หนีไม่ได้แล้วคิดจะกลับไปก็สายไปแล้วแต่ผมไม่ถอยนะผมก็ตามง้อตามขอโอกาสจากเธอถึงอยู่คนละที่ก็พยายามติดต่อทุกทางทุกเวลาที่ว่างถ้ารู้ว่าสายไปถึงรู้ว่ายากผมก็เอาคนรักของผมกลับมาให้ได้
.
จนผมได้รู้ความจริงทุกอย่างที่เธอรำคาญที่ผมตามที่ผมพยายามติดต่อคิดแต่ว่ายากที่จะกลับอย่าหวังอะไรมากเลยเธอเน้นย้ำว่าผมเป็นเพื่อนทุกครั้งเพราะเธอมีอีกคนเข้ามาอยู่ข้างเธอแล้วแต่เธอไม่กล้าบอกผม ยอมรับเลยเจ็บมากไม่เคยเจ็บขนาดนี้มาก่อนในชีวิตเลยผมไม่ได้เสียใจที่เธอเปิดรับใครเข้ามานะแต่ผมเสียใจที่ผมมารู้ความจริงนี้ด้วยตัวเองไม่ใช่จากปากเธอ ผมแปลกตัวเองในเวลานั้นมากมันไม่มีความโกรธไม่มีความแค้นมันมีแต่ความรู้สึกเสียใจจนทำอะไรไม่ถูก แล้วที่ทรมานที่สุดคือ ผมบอกเธอว่ายินดีด้วยนะทั้งที่ในใจผมเสียใจ ผมบอกเธอว่าขอให้รักกันนานๆนะทั้งที่อยากให้สิ่งเกิดเกิดกับผมไม่ใช่ผู้ชายคนนั้น ในใจเรื่องสุดท้ายคือผมลบเธอออกไปหรือไปจากเธอไม่ได้ผมทำได้แค่รอสักวันนึงเธอคงจะกลับมาในวันนั้นไม่ว่าเธอจะผ่านอะไรมาเจอเรื่องร้ายอะไรมาผมก็ยินจะรับเธอกลับมาอยู่ในอ้อมแขนผมอีกครั้ง
.
สุดท้ายนี้ผมก็ยังคงทำใจไม่ได้และหลายคนอาจจะบอกว่าผมโง่ที่เจอขนาดทำไมไม่ไปหาใหม่ตัดใจผมก็ตอบตัวเองไม่ได้แค่อยากจะขอฝากไว้นะครับในวันที่คิดจะเลิกกับใครทั้งๆที่ยังรักเขามากและยังอยากกลับไปถ้าคิดว่าเขาคือคนสุดท้ายแล้วจริงๆอย่าหนีความรู้สึกที่จะกลับไปนะครับไม่งั้นอาจจะมาลงเอยอย่างผมก็ได้ที่ต้องมาปวดใจรอให้เธอคนนั้นกลับมาสักวันนึง
ถ้าเธอได้อ่านข้อความนี้ขอให้รู้ไว้นะเค้ารักคนดีนะยังรอเสมอแล้วไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
ขอบคุณมากครับ
ความรัก4ปีกับความผิดพลาด4เดือน
.
เริ่มต้นที่ผมกับแฟนคุยกันคบกันมาได้4ปีตั้งแต่สมัยยังเรียนกันอยู่ ยอมรับเลยครับว่าผู้หญิงคนนี้เป็นแฟนคนแรกของผมแล้วผมก็เป็นแฟนคนแรกของเธอ คุยกันเป็นปีกว่าเธอจะรักผมกลับ จากที่เขาไม่สนใจผมแม้แต่นิดเดียว ผมรู้สึกภูมิใจนะที่ชนะใจผู้หญิงคนนี้ได้และผมก็รักเทอมากจริงจะเรียกได้ว่ายอมรับทุกอย่างที่เป็นเธอได้จริงๆ เธอเคยบอกผมว่า "ที่เค้ารักคนดีเพราะคนดีดูแลเค้าดีมากเข้าใจในตัวเค้าทุกอย่างและรักทุกอย่างที่เป็นเค้า"
.
ในช่วงเวลาที่คุยกันปีแรกรู้สึกเหนื่อยมากครับที่ตามจีบพยายามหาเรื่องคุยทุกอย่างเพื่อนให้เธอสนใจเพราะตอนนั้น ผมเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วแฟนผมตอนนั้นเรียนอยู่สุพรรณบุรี เอาง่ายๆคือไม่เคยเจอตัวจริงกันเลยครับเห็นแค่รูปภาพจากโปรไฟล์ อ้อ ผมกับแฟนเจอกันในbeetalkนะครับในสมัยนั้น
.
ปีที่2เธอขึ้นปี3ได้กลับมาเรียนในกรุงเทพฯส่วนผมก็ใกล้เรียนจบ(หลักสูตรที่ผมเรียนเรียนแค่สองปี) เราก็ได้มีโอกาสได้มาอยู่ด้วยกันบ้างเธอมาค้างห้องผมบ้างในตอนนั้นคือรักกันแบบแค่นอนกอดนอนจับมือเท่านั้นพอครับ และแล้วช่วงปลายปีครบรอบคบกันปีที่2 ผมเรียนจบ ผมก็รีบหาที่ฝึกงานทันทีเลย แฟนผมก็เหมือนกัน ผมฝึกงานที่สนามบินดอนเมืองส่วนแฟนผมฝึกงานที่สนามบินสุวรรณภูมิ ช่วงนั้นเหนื่อยมากครับจากที่ดีใจได้มาอยู่ด้วยกันแล้วแต่ก็ต้องแยกย้ายกันอีกแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาของเราเลยครับ นั่งนับวันหยุดกันเลยครับแล้วนั่งรถเมล์สาย 555 ไปรับที่สุวรรณภูมิ มีความสุขมากจริงๆครับถึงช่วงชีวิตผมกับแฟนมีเรื่องต้องอยู่คนละที่ตลอด แต่ต่างคนต่างพยายามจะมาหากันตลอดไม่ยอมให้ห่างกันทั้งตัวและก็ใจ ทะเลาะกันบ่อยมากครับงอนกันเป็นเรื่องปกติเลยแต่ผมกับแฟนคุยกันว่า
"คนดีไม่ว่าเราจะทะเลาะกันเรื่องอะไรแรงแค่ไหนเราต้องคุยเรื่องนั้นให้เคลียร์กันให้จบนะห้ามโกรธกันข้ามคืนตัวเราห่างกันยังพอทนได้แต่อย่าให้ใจเราห่างกันก็พอ"
มันทำให้เรารักกันดีมาตลอดไม่เคยห่างกันและถึงอยู่กันคนละที่แต่ไม่เคยมีใครมาแทรกไม่มีเรื่องนอกใจกันเลยทั้งผมทั้งแฟน แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่หึงหวงกันนะ หนักๆคงเป็นผมที่หึงหนักแต่ก็พูดบ้างครั้งก็ไม่ยอมพูด แฟนผมเป็นผู้หญิงที่น่ารักมากครับทั้งหน้าตาและนิสัยพูดดีใจดีคิดดีกับทุกคนยิ้มง่ายเฟลนลี่แต่ก็ไม่เคยทะเลาะกันเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เพราะผมเข้าใจแฟนผมถึงจะมีคนเข้าหามากแค่ไหนแต่ก็แค่คุยตามมารยาทไม่คิดอะไรไปไกลกว่านี้ไว้ใจกันมากถึงขั้นมาโม้กันไปมาคนนั้นคนนี้มาจีบได้จนเป็นเรื่องตลกของเราไปเลย แต่เรื่องที่ใหญ่จนความรักครั้งนี้เริ่มจะลำบากมากกว่าเดิมคือทางครอบครัวผมไม่โอเคกับแฟนคนนี้ ที่บ้านผมบอกว่า "ชีวิตลูกยังอีกไกลนะ คบหาดูใจไป อย่าเพิ่งตัดสินใจตัดโอกาสของตัวเองที่จะได้เจอคนที่ดีที่สุด" ส่วนนึงที่ทำให้ที่บ้านไม่โอเคกับแฟนคนนี้ส่วนนึงมาจากผมด้วยครับ ทุกครั้งที่ผมกลับบ้านต่างจังหวัดด้วยความที่ต่างคนต่างติดกันมากครับเลยทำให้มีการงอแงใส่กันทะเลาะกันบ้างเพราะผมกลับมาบ้านก็ช่วยงานที่บ้านไม่ค่อยมีเวลาได้คุยกันแล้วดันจังหวะนรกคือทางบ้านดันได้ยินผมกะแฟนโทรคุยทะเลาะกันทุกวัน แล้วเรื่องแย่ไปกว่านี้คือผมชอบบ่นว่าไม่ดีต่างๆนาๆซึ้งที่ผมพูดอะไรแบบนี้ไปแค่ต้องการระบายไม่ใช่เพราะไม่ชอบหรือเริ่มไม่ชอบในตัวแฟนนะคือบ่นทั้งๆที่รัก แต่มันก็มีทำให้ที่บ้านไม่โอเคเข้าไปใหญ่
.
จนมีเหตุการณ์ที่ทะเลาะจนต้องเลิกกันครั้งแรกขึ้น ไม่ใช่เพราะอะไรผมลืมความเป็นเราคิดแต่ว่าต้องบังคับให้เขาเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้ที่บ้านมาโอเคกับแฟนผมจนกลายเป็นว่าฟังคำพูดจากที่บ้านมากว่าฟังคำพูด ไม่เคยอยู่ข้างเธอ จนปล่อยมือเธอครั้งแรกแต่ก็กลับมาคบในอีกสามวันต่อมา แต่ด้วยความที่ผมอยู่บ้านนานก็ดราม่าแบบทุกวันจนเลิกกันอีกผมไม่เคยบอกเลิกตรงๆเลยผมมีแต่เงียบโทรไม่รับไลน์ไม่ตอบปล่อยให้เขาตามๆผมรู้สึกในเวลานั้นจริงๆในใจผมไม่เคยคิดว่าเลิกกับเธอแม้แต่วินาทีเดียว
.
สักพักก็เข้าคบกันปีที่3 ช่วงชีวิตที่รู้สึกว่าหนักและทรมานจิตใจมากก็มาคือผมโดนใบแดงทหาร งานที่สมัครไว้อีกนิดเดียวจะถึงฝั่งฝันแล้วก็ต้องจบลง เพราะไปทหาร แต่ช่างมันเถอะครับเรื่องที่ผมบอกว่าหนักคือ เพิ่งเลิกกับแฟนใบแดงทหารไม่ได้งานที่ตั้งไว้ กว่าจะทำใจยอมรับความจริงได้ก็จะได้เข้าประจำการแล้ว แต่ระหว่างที่ทำใจเรื่องไปทหาร ผมไม่แน่ใจนะว่าคู่อื่นเป็นแบบนี้กันจริงมั้ยคือพอรู้ว่าแฟนต้องไปเป็นทหารปีหรือสองปีกลายเป็นเลิกกัน แต่คู่ผมไม่ใช่เลยเรากลับมาคบกันในวันที่ผมอยู่ค่ายทหาร ซึ่งถ้าจะบอกคือความรู้สึกผมแย่มากนะแฟนผมเวลานั้นก็ไม่ต่างกันเพิ่งเรียนจบกลับมาอยู่บ้านแม่ก็บ่นไล่ให้ออกไปหางานทำแล้วดันเลิกกับผมอีกเป็นครั้งแรกเลยแฟนผมต้องเดินไปที่ที่ไม่เคยไปด้วยตัวเองเพราะปกติถ้าอยากไปไหนเธอจะดูในเฟสแล้วบอกชื่อสถานที่ให้ผมฟังแล้วผมหาทางพากันไปรถไฟฟ้าบ้างรถเมล์บ้าง ไม่มีรถส่วนตัวใช้ ดูกระจอกมาก ถ้าเทียบกับคู่รักคู่อื่น กลับมาเรื่องเดิมครับแฟนผมต้องวิ่งหาที่ทำงานทำอะไรด้วยตัวเองลำบากท้อไม่ต่างกันเลย แต่สิ่งเหมือนกันคือเราต่างคนต่างคืดถึงกันมากว่าเดิม ตอนผมอยู่ค่ายฝึกใช้มือถือส่วนตัวไม่ได้ต้องเช่ามือถือที่กองร้อยโทรหามีเวลาคุยทั้งแฟนทั้งครอบครัววันละไม่เกิน20นาทีต่อวันนะ(มีคนต่อคิว) แล้วกิจวัตรประจำวันคือผมเขียนสมุดบันทึกถึงแฟนผมทุกวัน โดยสมุดบันทึกเล่มนี้แฟนผมได้พูดถึงความรักของเราในช่วงเวลาต่างๆสิ่งที่เราคิดกันไว้ในอนาคตของเรา คือเธอให้ผมในตอนวันเกิดครบอายุ21ปีของผม ผมพกติดตัวมาด้วยเอาหนุนหัวนอนด้วยซ้ำ เหมือนสลับกันเขียนแล้วพอถึงวันได้กลับบ้านผมก็หลบมากรุเทพฯก่อนเพราะอยากเจอเธอมากแล้วเหมือนส่งการบ้าน มันทำให้ความรักของเราแน่นแฟ้นขึ้นมาอีก ผ่านการฝึกมาได้สามเดือนก็แยกหน่วยประจำการ ผมได้มาอยู่สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งถือว่าโชคดีมากครับหน่วยที่ผมอยู่คือถ้าทำงานเสร็จหัวหน้าท่านอนุญาตให้กลับบ้านได้ครับกลับเย็นวันศุกร์กลับมาทำงานเช้าวันจันทร์ แล้วผมก็ไม่เคยขาดเลยทุกอาทิตย์ผมจะต้องนั่งรถตู้มาลงกรุงเทพฯมาอยู่กับแฟนตอนนั้นขอแค่สองวันก็ยังดีที่ได้อยู่ด้วยกัน อยู่กันแบบนี้จริงๆครับ
.
เข้าปีที่4ที่คบกันผมปลดประจำการ ผมเลือกไม่ยอมกลับบ้านอยู่หางานที่กรุงเทพฯ ผมอยากไปทางที่ผมเลือกไปแล้วให้ได้ผมไม่คิดจะกลับไปอ่อนแอที่บ้าน ช่วงที่หางานที่นี่ล่ะครับเป็นช่วงเวลาที่เหมือนได้กลับมาอยู่ด้วยดูแลกันจริงๆ มีความสุขมากครับตามรับตามส่งไม่ขาดหาไรกินกันก่อนเข้าห้อง นวดเท้าให้ ซักผ้า ทำทุกอย่างให้เธอเพราะทุกวันแฟนผมทำงานหนักมาก ผมเลยอยากทำทุกอย่างให้เขาสบายหลับสบายจะได้พร้อมไปทำงานพรุ้งนี้ แล้วกลับกันแฟนผมคอยให้กำลังใจทำให้ผมไม่เครียดทั้งๆทีตอนนั้นผมตกงานมาพักนึงความรู้ความสามารถก็หายๆไปก็ทำให้การแข่งขันสำหรับผมยากมากเหมือนปีเดียวผมต้องกลับมาอ่านตำราใหม่ทั้งหมดแล้วต้องไปแข่งกับเด็กจบใหม่แล้วผมปลดมาตรงกับช่วงที่สายการบินไม่เปิดรับสายงานที่ผมเรียนมาเลยสุดท้ายในผมก็เลือกกลับมาฝึกงานอีกครั้งเพื่อเอาความรู้ความสามารถกลับมา และจะยอมแพ้กับไม่ได้เพราะผมเลือกทางนี้แล้วผมไม่มีวันตัดใจเด็ดขาด
ก็เอาเป็นว่าเราจำใจต้องอยู่ห่างกันแบบนี้มานานมากแล้วเราเริ่มมาทะเลาะกันหนักๆทุกวัน จนกลายเป็นความรู้สึกเครียดอึดอัดทุกครั้งที่คุยกันเราคุยกันสนุกแค่ไหนก็ช่างแต่สุดท้ายก็กลับมาคือปัญหาเรื่องนี้ผมขอไม่บอกรายละเอียดนะครับเอาเป็นว่า ผมเก็บไว้มาตลอด จนผมเลือกจะเปิดปากจะพูดกับครอบครัวจริงๆ จนผมคิดต่อจากนี้ถ้าได้เริ่มต้นทำงานจะทุ้มทุกอย่างให้ครอบครัว โดยที่ผมพูดกับแฟนว่าผมคิดไม่ออกละไม่นึกถึงอนาคตของผมกับเธอเลย ผมเลือกนึกถึงแต่ครอบครัวผมจะทุ้มให้ครอบครัวกลับมาสบายไม่ลำบากและเหนื่อยแบบนี้ ซึ้งตอนนั้นผมมันงี่เง่าเองตรงที่สองอย่างนี้มันไปด้วยกันได้ไม่จำเป็นต้องเลือกเลยนาทีนั้นผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงพูดแบบนั้นอาจเป็นเพราะผมไม่อยากมานั่งเครียดเรื่องเดิมๆฟังคำพูดคนรอบตัวว่าทำแบบนี้นะทั้งๆที่รู้คนที่จะแก้ปัญหานี้ให้หายไปได้มีแค่ผมกับเธอเท่านั้น แล้วนี่ล่ะครับคือครั้งสุดท้ายที่เราเลิกกัน
.
มาถึงวันแรกที่รู้แล้วว่าไม่มีเทออยู่แล้วผมปวดใจจริงๆนะอยากกลับไปหาใจจะขาดคำพูดของเธอที่บอกผมในวันที่เราเลิกกันยังคงอยู่เธอพูดว่า
“เธอทิ้งเค้ามากี่ครั้งแล้วเธอสัญญาว่าจะไม่มีวันทิ้งเค้าอีกสุดท้ายเธอก็ทิ้งเค้าเหมือนเดิม ขอให้เธอมีความสุขประสบความสำเร็จขอให้เป็นตามที่หวังทุกอย่างแล้วถึงวันนึงเธอจะเจ็บปวดที่เธอทิ้งคนที่อยู่ข้างเธอมาตลอดเค้าไม่เคยไปไหนเลยเธอจะเป็นไงเค้าก็อยู่จะพิการแขนขาดขาขาดก็จะอยู่มีแต่เธอที่คิดจะปล่อยมือกัน”
คำพูดนี้ฝังใจผมมาตลอดไม่เคยจางเลยในนาทีนั้นผมเลือกไม่พูดอะไรนอกจากคำว่าขอโทษทั้งที่อยากกอดเธอแล้วบอกว่าพอแล้วอย่าไปนะแต่ผมก็ไม่ทำดันปล่อยนิ่งเฉย ผมคิดมาตลอด แต่ผมเลือกจะเก็บเลือกทุ้มกับงานบ้างานเพราะเป็นช่วงเวลาเดียวที่ผมไม่คิดอะไรเลยนอกจากงานที่ทำ ทำให้มันหนักๆเหนื่อยๆพอกลับมาห้องอาบน้ำหลับไปเลยจะได้ไม่ต้องมานั่งคิดถึงเธอวันหยุดก็นั่งอ่านหนังสือเล่นเกมทำอะไรก็เพื่อไม่ให้ตัวเองว่างแล้วคิดถึงเธอคนนั้น
.
ผ่านมา4เดือนที่เลิกกันมาโดยที่ผมแทบจะไม่ติดต่อไม่คุยอะไรกับเธอแล้วชีวิตมันก็ตลกนะครับในวันที่เราหนีความรู้สึกตัวเองไม่ได้แล้วว่าขาดเธอไม่ได้ถ้าแยกความสุขในการทำงานความสุขที่คุยกับที่บ้านกับเพื่อนแล้วพอกลับมาอยู่คนเดียวมันว่างเปล่ามันไม่มีความสุขเลยเพราะมันคิดถึงแต่เธออยู่ตลอดเวลาและที่ผมบอกตลกก็คือเธอตรงข้ามกับผมเธอบอกผมว่า
.
"ฉันยังรักเธอมากเหมือนเดิมนะแล้วไม่คิดว่าจะรักใครได้มากเท่านี้อีก แต่ฉันก็ยังไม่คิดจะกลับไปฉันกลัวฉันเข็ดฉันยังไม่อยากกลับไปถึงไม่มีเธอชีวิตฉันก็ดำเนินไปได้อย่างปกติ เธอก็เหมือนกันอย่าเศร้าอย่าทำให้ร่างกายตัวเองแย่แบบนี้ฉันรู้เรื่องงานเธอทำได้ดีมาตลอดแต่หัดมาดูแลร่างกายตัวเองบ้างฉันรู้ว่าเธอเจ็บปวดแต่ถ้าผ่านไปได้เธอจะแข็งแกร่งขึ้น เรื่องของเราอะให้มันเป็นเรื่องของอนาคตเถอะ"
.
รู้ตัวทันทีในวินาทีนั้นผมพลาดไปแล้วจริงๆผมไม่ยอมบอกความในของตัวเองในวันเธอยังฟังผมปล่อยให้เธอเศร้าเสียใจจนเธอลุกได้อีกครั้งโดยไม่ต้องมีผมก็ได้ ผมคิดแค่ว่าผมกลับมาช้าไปหนีตัวเองมาตลอดจนถึงวันที่หนีไม่ได้แล้วคิดจะกลับไปก็สายไปแล้วแต่ผมไม่ถอยนะผมก็ตามง้อตามขอโอกาสจากเธอถึงอยู่คนละที่ก็พยายามติดต่อทุกทางทุกเวลาที่ว่างถ้ารู้ว่าสายไปถึงรู้ว่ายากผมก็เอาคนรักของผมกลับมาให้ได้
.
จนผมได้รู้ความจริงทุกอย่างที่เธอรำคาญที่ผมตามที่ผมพยายามติดต่อคิดแต่ว่ายากที่จะกลับอย่าหวังอะไรมากเลยเธอเน้นย้ำว่าผมเป็นเพื่อนทุกครั้งเพราะเธอมีอีกคนเข้ามาอยู่ข้างเธอแล้วแต่เธอไม่กล้าบอกผม ยอมรับเลยเจ็บมากไม่เคยเจ็บขนาดนี้มาก่อนในชีวิตเลยผมไม่ได้เสียใจที่เธอเปิดรับใครเข้ามานะแต่ผมเสียใจที่ผมมารู้ความจริงนี้ด้วยตัวเองไม่ใช่จากปากเธอ ผมแปลกตัวเองในเวลานั้นมากมันไม่มีความโกรธไม่มีความแค้นมันมีแต่ความรู้สึกเสียใจจนทำอะไรไม่ถูก แล้วที่ทรมานที่สุดคือ ผมบอกเธอว่ายินดีด้วยนะทั้งที่ในใจผมเสียใจ ผมบอกเธอว่าขอให้รักกันนานๆนะทั้งที่อยากให้สิ่งเกิดเกิดกับผมไม่ใช่ผู้ชายคนนั้น ในใจเรื่องสุดท้ายคือผมลบเธอออกไปหรือไปจากเธอไม่ได้ผมทำได้แค่รอสักวันนึงเธอคงจะกลับมาในวันนั้นไม่ว่าเธอจะผ่านอะไรมาเจอเรื่องร้ายอะไรมาผมก็ยินจะรับเธอกลับมาอยู่ในอ้อมแขนผมอีกครั้ง
.
สุดท้ายนี้ผมก็ยังคงทำใจไม่ได้และหลายคนอาจจะบอกว่าผมโง่ที่เจอขนาดทำไมไม่ไปหาใหม่ตัดใจผมก็ตอบตัวเองไม่ได้แค่อยากจะขอฝากไว้นะครับในวันที่คิดจะเลิกกับใครทั้งๆที่ยังรักเขามากและยังอยากกลับไปถ้าคิดว่าเขาคือคนสุดท้ายแล้วจริงๆอย่าหนีความรู้สึกที่จะกลับไปนะครับไม่งั้นอาจจะมาลงเอยอย่างผมก็ได้ที่ต้องมาปวดใจรอให้เธอคนนั้นกลับมาสักวันนึง
ถ้าเธอได้อ่านข้อความนี้ขอให้รู้ไว้นะเค้ารักคนดีนะยังรอเสมอแล้วไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
ขอบคุณมากครับ