JJNY : 6in1 บ้านสมเด็จโพลล์ พท.นำ/นักวิชาการรุมสับ/ธนาธรปลุกเปลี่ยนสังคม/จี้ปปช./สอบตกจัดการฝุ่น/ท็อป4 ฝุ่นพิษ

บ้านสมเด็จโพลล์ เผย ‘เพื่อไทย’ คะแนนนำลิ่ว ติดโผอันดับ 1 ‘คนกรุง’ อยากให้เป็นรัฐบาล
https://www.khaosod.co.th/politics/news_2155215

บ้านสมเด็จโพลล์ เผย ‘เพื่อไทย’ คะแนนนำลิ่ว ติดโผอันดับ 1 ‘คนกรุง’ อยากให้เป็นรัฐบาล ขณะ ‘อภิสิทธิ์’ ครองที่ 1 คนอยากให้เป็น ‘นายกรัฐมนตรี’

บ้านสมเด็จโพลล์ – วันที่ 30 ม.ค. ผศ.สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ เปิดเผยว่า ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความคาดหวังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เดือนมกราคม 2562 โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,176 กลุ่มตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 24-27 ม.ค. 2562

ผศ.สิงห์ กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต้องการสะท้อนความคิดเห็นในเรื่องความคาดหวังการเลือกตั้ง ส.ส. หลังจากวันที่ 23 ม.ค. 2562 มีการประกาศพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2562 และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 24 มี.ค. 2562 ความตื่นตัวทางการเมืองของพรรคการเมือง นักการเมือง และประชาชนได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

แต่ผู้สมัครที่มีคุณสมบัติแบบใด ที่ประชาชนคาดหวัง และการตัดสินใจจะเลือกผู้สมัครแบบใด การสังกัดพรรคการเมืองมีผลต่อการตัดสินใจหรือไม่ และคิดว่าผู้ใดที่มีความเหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งในวันที่ 4-8 ก.พ. 2562 เป็นวันรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมบัญชีผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีที่พรรคการเมืองต้องแจ้งต่อ กกต. ความคิดเห็นของประชาชนต่อความคาดหวังการเลือกตั้ง ส.ส.เดือน ม.ค. 2562 โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยากได้ ส.ส.ที่มีคุณสมบัติที่มีความซื่อสัตย์โปร่งใส มากที่สุด ร้อยละ 41 อันดับที่ 2 มีความเสียสละทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 16 อันดับที่ 3 มีความขยันทุ่มเทในการทำงาน ร้อยละ 15.1 อันดับที่ 4 มีการปฏิบัติงานให้เห็นเป็นรูปธรรม ร้อยละ 14.2 อันดับที่ 5 มีการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว ร้อยละ 9.1 และหากต้องไปเลือก ส.ส.จะตัดสินใจเลือกบุคคลประเภท ผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 45.3 อันดับที่ 2 ผู้ที่มีความเสียสละเพื่อสังคม ทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 22.2 อันดับที่ 3 ผู้ที่อยู่ในพื้นที่และทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 15.7 อันดับที่ 4 ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีประวัติการศึกษาและการทำงานอย่างมากมาย ร้อยละ 8.3 อันดับที่ 5 ผู้ที่เป็นลูกหลาน ตระกูลนักการเมือง ร้อยละ 4.3

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยากพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับนโยบายด้านเศรษฐกิจและการส่งเสริมอาชีพ มากที่สุด ร้อยละ 35.8 อันดับที่ 2 ด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิต ร้อยละ 19 อันดับที่ 3 ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ร้อยละ 18.4 อันดับที่ 4 ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ร้อยละ 10.4 อันดับที่ 5 ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 9.1 และปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจในการเลือก ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ ตัวผู้สมัคร ร้อยละ 51.1 และพรรคการเมืองที่สังกัด ร้อยละ 48.9

หากมีการเลือกตั้งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่าจะเลือกพรรคเพื่อไทย มากที่สุด ร้อยละ 26.1 อันดับที่ 2 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 24.1 อันดับที่ 3 พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 14.5 อันดับที่ 4 พรรคอนาคตใหม่ ร้อยละ 7.5 อันดับที่ 5 พรรคไทยรักษาชาติ ร้อยละ 6.4

และคิดว่าบุคคลที่เหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มากที่สุดคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 25.3 อันดับที่ 2 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 20.1 อันดับที่ 3 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 12.1 อันดับที่ 4 นายพานทองแท้ ชินวัตร ร้อยละ 9.3 อันดับที่ 5 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร้อยละ 9.3

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ทราบว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร มีหน้าที่ทำอะไร ร้อยละ 53.1 รองลงมาคือไม่ทราบ ร้อยละ 29.8 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 17.1 และคิดว่าจะไปเลือกตั้งในการเลือกตั้ง ส.ส.ในวันที่ 24 เดือนมีนาคม 2562 ร้อยละ 55.4 รองลงมาคือ ไม่แน่ใจ ร้อยละ 24.4 และไม่ไป ร้อยละ 20.2




นักวิชาการรุมสับ 'ประยุทธ์' หวั่นยึดอำนาจซ้ำ แนะถอยจากการเมือง
http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/825646

"ปริญญา" หวั่นยึดอำนาจซ้ำ มีจุดเปลี่ยนหาก "ประยุทธ์" ยอมถอยการเมือง ประเมินการเมืองเดินเกมยาว "โคทม" ปลุกคนไทยทำการเลือกตั้งไม่สกปรก "บรรยง" แนะรื้อยุทธศาสตร์ชาติ หวั่นทำประเทศติดกับดัก "สุรชาติ" กระแซะอย่าแพ้เลือกตั้ง ก่อนลองใช้รธน.ของ "มีชัย"

ร.ร.พลูแมน คิงพาวเวอร์ รางน้ำ - เวทีเลือกตั้ง 62 จุดเปลี่ยนประเทศไทย เสวนา เลือกตั้ง 62 จุดเปลี่ยนประเทศไทย เนื่องในวันครบรอบ 42 ปีบริษัทมติชน โดยมีนักวิชาการ และ นักธุรกิจที่ติดตามการเมืองร่วมเวทีและแลกเปลี่ยนความเห็น

นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าจากที่หลายฝ่ายประเมินว่า สภาพการเมืองไทย ในยุคของพล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา นายกฯ​และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเป็นเหมือนโมเดลผู้นำทางการเมืองที่เป็นทหาร เช่น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ ตนมองว่าไม่สามารถเทียบได้ เพราะ สถานะของพล.อ.เปรมในยุคนั้น คือ เป็นคนกลาง ไม่สังกัดพรรค ไม่อยู่ในบัญชีนายกฯ อีกทั้งไม่ใช่ผู้นำที่มาจากการปฏิวัติ และไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ยกโมเดลของ พล.อ.คึกฤทธิ์ ปราโมท เปรียบเทียบ ตนมองว่าเป็นเรื่องยากเช่นกัน เนื่องจาก พล.อ.คึกฤทธิ์ สามารถบริหารจัดการการเมืองในสภาได้​

"สิ่งที่หลายฝ่ายมองว่า พล.อ.ประยุทธ์​จะถูกพรรคการเมืองเสนอชื่อและเลือกให้เป็นนายกฯ ตามผมประเมินจะมีเพียง 5 พรรคเท่านั้นที่ได้ ส.ส.เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ที่ได้สิทธิเสนอชื่อนายกฯ ได้ และสิ่งที่ผมเป็นห่วงคือ กรณีที่ได้พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ อาจทำให้เกิดปรากฎการณ์คุม ส.ส.ในสภาไม่ได้ และอาจซ้ำรอยเหตุการณ์ทางการเมือง ในปี 2516 ที่มีการปฏิวัติซ้ำ ยึดอำนาจตัวเอง จนกลายเป็นปรากฎการณ์เรียกร้องชุมนุมครั้งใหญ่" นายปริญญา กล่าว

นายปริญญา กล่าวด้วยว่า สำหรับการเลือกตั้ง ที่ตามกฎหมายให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มากกว่ากฎหมายในอดีต เช่น การสั่งให้เขต หรือ หน่วยเลือกตั้งบางหน่วย เลือกตั้งใหม่ จากกฎหมายเดิม กำหนดให้ใช้รูปแบบมติของคณะ กกต. แต่กฎหมายใหม่ กำหนดให้ กกต. เพียงหนึ่งคนตัดสินได้และออกคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่ได้ ดังนั้นประเด็นที่จะเกิดขึ้น คือ การใช้อำนาจดังกล่าวจะกระทบกับความรู้สึกของคนหรือไม่ ที่หลายฝ่ายมองว่า กกต. มีท่าทีเกรงใจ คสช.

นายปริญญา ยังกล่าวเรียกร้องไปยัง พรรคประชาธิปัตย์ให้แสดงท่าทีต่อการใช้สิทธิ์โหวตเลือกนายกฯ​ในสภา เพราะล่าสุดท่าทีของพรรค คือ สงวนท่าที และอาจถูกนับข้างรวมกับพรรคพลังประชารัฐได้ ดังนั้นขอให้ประกาศท่าทีให้ชัดเจน อย่าสงวนท่าทีเหมือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามในวันที่ 24 มีนาคม ถือเป็นจุดเริ่มเปลี่ยนทางการเมือง ทั้งนี้หาก พล.อ.ประยุทธ์ยอมถอยจากการเมือง จะทำให้บรรยากาศการเมืองเป็นภาพของการประณีประนอม ระหว่างสภาผู้แทนราษฎร และ วุฒิสภา และจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีของการเมืองไทย

ทางด้าน นายโคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล ฐานะอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ตนไม่อยากเห็นบรรยากาศการเลือกตั้ง เป็นภาพจ้องจับผิด เพราะการเลือกตั้ง ควรเป็นการใช้สิทธิ เสรีภาพ และแสดงความเห็นภายใต้กรอบของกฎหมาย และไม่ใช้การแสดงความเห็นเพื่อสร้างความเกลียดชังแบบเหมารวม ทั้งนี้ตนไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งที่จะมาถึง เป็นการเลือกตั้งที่สปรก เพราะมีประเด็นที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เหมือนในรูปแบบเดิม เช่น การตรวจสอบ ผ่านการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยของโทรศัพท์มือถือ

"ผมว่าคิดไปไกลเกินไป ที่ว่าการเลือกตั้งจะสกปรก เพราะปัจจุบันผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง กกต. และนักการเมือง ต้องร่วมมือกัน ไม่ให้การเลือกตั้งขาดความชอบธรรม อย่างไรก็ตามผมคิดว่าผู้จะออกมาเลือกตั้ง 75 เปอร์เซ็นต์เป็นตัวเลขที่พอเป็นไปได้และน่าชื่นชม" นายโคทม กล่าว

ส่วนนายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการเกียรตินาคิน จำกัด กล่าวว่า สำหรับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และ แผนปฏิรูปประเทศ ตนมองว่ารัฐบาลปัจจุบันตั้งใจไม่ปฏิบัติตามหลายเรื่อง ตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ ขณะที่งานปฏิรูปด้านกฎหมายกำหนดให้ตราพระราชบัญญัติความเหลื่อมล้ำ รวมถึงตั้งสำนักงานแก้ความเหลื่อมล้ำ ทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงออกมติล่าสุด ว่าบางเรื่องให้ยับยั้งการดำเนินงานของแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งกรณีดังกล่าวตนมองว่าเป็นความเลอะเทอะ

"ประชาชนติดอยู่ในแห เหมือนกับเป็นลิงแก้แห ขณะที่รัฐบาลพยายามจะแกะแห ดังนั้นผมมองว่าต้องเลิกยุทธศาสตร์ชาติให้ได้ ไม่อย่างนั้นประเทศจะติดกับดัก ทั้งนี้แผนยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นแม่แบบ และรอการออกแนวทางปฏิบัติทีหลัง ผมมองว่าเพราะไม่สามารถเขียนได้จริง และ พบความเปลี่ยนแปลงในขั้นตอนการทำงาน โดยล่าสุดแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติที่รัฐบาลต้องการบอกประชาชน จึงเป็นเพียงการจัดอีเว้นท์ที่ใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาทเท่านั้น" นายบรรยง กล่าว

ส่วน นายสุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กติกาที่ออกแบบให้กับการเลือกตั้งปัจจุบัน ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูก มีรายละเอียดที่ซับซ้อน และตนมองว่าสถาปนิกของคสช. ออกแบบกฎหมายเพื่อให้การเมืองไทยยุ่งเหยิง ซึ่งหมายถึง ทำให้เกิดความวุ่นวาย, โกลาห และ ปั่นป่วน แต่จะถึงการเกิดรัฐประหารอีกหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเงื่อนไขแตกต่างจากเดิม อย่างไรก็ตามการเลือกตั้ง วันที่ 24 มีนาคม ตนไม่อยากให้เห็นภาพของปรากฎการณ์โกงเลือกตั้งเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามตนมองการเมืองด้วยความฝัน เหมือนกับเหตุการณ์ในฤดูกาลใบไม้ร่วง โดยที่ผ่านมาเคยเกิดขึ้นในปี 2516 และปี 2535 ซึ่งตนยังมีความหวังว่าฤดูใบไม้ผลิของประเทศไทยจะหวนกลับมา

"สิ่งที่ผมเป็นห่วงอีกเรื่องที่สำคัญว่าหลังการเลือกตั้ง คสช.​จะแพ้เลือกตั้ง และ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นนายกฯ ภายใต้ปฏิมากรรมทางกฎหมาย ซึ่งออกแบบโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อย่างไรก็ตามหาก ผู้นำทหารยืนยันจะอยู่ในเส้นทางการเมือง ผมขอให้โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เตรียม 3 ชนิด คือ ยาบำรุงปราสาท, ยาบำรุงหัวใจ และ ยากล่อมปราสาทไว้ให้กับผู้นำด้วย" นายสุรชาติ กล่าว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่