แนะผู้สูงอายุดื่มน้ำมากๆ ลดโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
ปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุอีกปัญหาหนึ่งคือ โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ โดยมีสาเหตุมาจากอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความเป็นกรดในปัสสาวะและภูมิคุ้มกันลดลง รวมถึงมีแหล่งสะสมเชื้อโรคเพิ่มในร่างกายโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอาการปัสสาวะเล็ดเมื่อระบบทางเดินปัสสาวะติดเชื้อแบคทีเรียจึงทำให้เกิดการอักเสบ
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การติดเชื้อส่วนบนของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งจะมีผลต่อไตและท่อไต และการติดเชื้อส่วนล่างของระบบทางเดินปัสสาวะจะมีผลต่อกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ โดยจะทำให้มีอาการปัสสาวะแสบขัด ขุ่น ปัสสาวะบ่อยขึ้น แต่ถ้าติดเชื้อที่กรวยไตจะมีไข้ ปวดหลังร่วมด้วย
ในผู้สูงอายุส่วนใหญ่สาเหตุเกิดจากภูมิคุ้มกันที่ลดลง เช่น ผู้ชายจะติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากสารคัดหลั่งจากต่อมลูกหมากมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อลดลง ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วจะขาดฮอร์โมนเอสโตเจน ทำให้มีเชื้อแลคโตบาซิลลัสบริเวณช่องคลอดน้อยลง ทำให้ค่าความเป็นกรดด่างในช่องคลอดสูงขึ้น ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี รวมถึงผู้สูงอายุที่ต้องใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อรักษาอาการปัสสาวะไม่ออก กลั้นปัสสาวะไม่ได้ หรือใส่ในช่วงผ่าตัด อาจเสี่ยงทำให้เชื้อโรคเข้าไปในทางเดินปัสสาวะได้ นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุมาจากโรคประจำตัว เช่น โรคหลอดเลือดสมองทำให้ในการควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ ทำให้ปัสสาวะค้างเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย และโรคอื่นๆ เช่น เก๊าท์ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น
ดังนั้นเมื่อมีอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ จึงควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาซึ่งโดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นภายใน 5-7 วัน ทั้งนี้ผู้สูงอายุควรดูแลตัวเองให้ดีเพื่อไม่ให้ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ด้วยการดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8-10แก้ว เพื่อทำให้ปัสสาวะเจือจางและล้างเชื้อโรคออกจากกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้แบคทีเรียลดลง ดูแลสุขอนามัยบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาด สวมเสื้อผ้า กางเกงที่โปร่งสบายเพื่อป้องกันการอับชื้น หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาแฟอีน แอลกอฮอล์ ชา น้ำอัดลม ไม่กลั้นปัสสาวะนานๆ รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงเพื่อป้องกันท้องผูก เพราะมีผลต่อการทำงานของลำไส้และกระเพาะปัสสาวะ และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขอนามัยซึ่งจะช่วยป้องกันและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ครับ
ปัสสาวะแสบขัด ขุ่นระวังโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
ปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุอีกปัญหาหนึ่งคือ โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ โดยมีสาเหตุมาจากอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความเป็นกรดในปัสสาวะและภูมิคุ้มกันลดลง รวมถึงมีแหล่งสะสมเชื้อโรคเพิ่มในร่างกายโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอาการปัสสาวะเล็ดเมื่อระบบทางเดินปัสสาวะติดเชื้อแบคทีเรียจึงทำให้เกิดการอักเสบ
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การติดเชื้อส่วนบนของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งจะมีผลต่อไตและท่อไต และการติดเชื้อส่วนล่างของระบบทางเดินปัสสาวะจะมีผลต่อกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ โดยจะทำให้มีอาการปัสสาวะแสบขัด ขุ่น ปัสสาวะบ่อยขึ้น แต่ถ้าติดเชื้อที่กรวยไตจะมีไข้ ปวดหลังร่วมด้วย
ในผู้สูงอายุส่วนใหญ่สาเหตุเกิดจากภูมิคุ้มกันที่ลดลง เช่น ผู้ชายจะติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากสารคัดหลั่งจากต่อมลูกหมากมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อลดลง ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วจะขาดฮอร์โมนเอสโตเจน ทำให้มีเชื้อแลคโตบาซิลลัสบริเวณช่องคลอดน้อยลง ทำให้ค่าความเป็นกรดด่างในช่องคลอดสูงขึ้น ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี รวมถึงผู้สูงอายุที่ต้องใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อรักษาอาการปัสสาวะไม่ออก กลั้นปัสสาวะไม่ได้ หรือใส่ในช่วงผ่าตัด อาจเสี่ยงทำให้เชื้อโรคเข้าไปในทางเดินปัสสาวะได้ นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุมาจากโรคประจำตัว เช่น โรคหลอดเลือดสมองทำให้ในการควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ ทำให้ปัสสาวะค้างเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย และโรคอื่นๆ เช่น เก๊าท์ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น
ดังนั้นเมื่อมีอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ จึงควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาซึ่งโดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นภายใน 5-7 วัน ทั้งนี้ผู้สูงอายุควรดูแลตัวเองให้ดีเพื่อไม่ให้ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ด้วยการดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8-10แก้ว เพื่อทำให้ปัสสาวะเจือจางและล้างเชื้อโรคออกจากกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้แบคทีเรียลดลง ดูแลสุขอนามัยบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาด สวมเสื้อผ้า กางเกงที่โปร่งสบายเพื่อป้องกันการอับชื้น หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาแฟอีน แอลกอฮอล์ ชา น้ำอัดลม ไม่กลั้นปัสสาวะนานๆ รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงเพื่อป้องกันท้องผูก เพราะมีผลต่อการทำงานของลำไส้และกระเพาะปัสสาวะ และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขอนามัยซึ่งจะช่วยป้องกันและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ครับ