สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 9
บทความเขาก็ไม่ได้ดิสเครดิตหนังสักหน่อย
เขาแค่เกริ่นด้วยสื่อบันเทิงใกล้ตัว แล้วขมวดเข้ากับวิทยาศาสตร์
ใจความสำคัญของบทความ คือ สีกับการมองเห็น เท่านั้นเอง
เขาแค่เกริ่นด้วยสื่อบันเทิงใกล้ตัว แล้วขมวดเข้ากับวิทยาศาสตร์
ใจความสำคัญของบทความ คือ สีกับการมองเห็น เท่านั้นเอง
จิเกิดมีตังค์นุ่มนิ่ม ถูกใจ, อยากได้ใจเธอ ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1413944 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1008529 ถูกใจ, สายยักษ์ ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1173028 ถูกใจ, อู๊ดอี๊ดอูอาอา ถูกใจ, ทำได้ทุกอย่างยกเว้นประโยชน์ ถูกใจ, Dev Nat ถูกใจ, ดีจ้า ถูกใจรวมถึงอีก 116 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 17
เราคิดว่าที่จขกท.ตั้งกระทู้เรื่องสีแดงให้เกี่ยวกับสีผมของเมร่าเพราะแค่อยากให้คนสนใจเข้ามาอ่าน คงไม่ตั้งใจดิสเครดิตหนังหรอกค่ะ อย่างน้องก็เราคนนึงล่ะที่คลิกเข้ามาอ่านเพราะเป็นกระทู้เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้
ได้ความรู้มากๆ ขอบคุณค่ะ
ได้ความรู้มากๆ ขอบคุณค่ะ
จิเกิดมีตังค์นุ่มนิ่ม ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1008529 ถูกใจ, สายยักษ์ ถูกใจ, อู๊ดอี๊ดอูอาอา ถูกใจ, ชื่อนี้ใช้แล้วมีความสุข ถูกใจ, Lavacat ถูกใจ, คิดจะพักคิดถึงแพทแพท ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1630720 ถูกใจ, Visca XA14 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 927114 ถูกใจรวมถึงอีก 30 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 21
จขกท ไม่ได้ให้เครดิตว่า บทความมาจากเวป National Geographic Thai
https://ngthai.com/science/16116/under-deep-sea-nothing-red-colour/?fbclid=IwAR0fiXpfbtQEH5bw6b3gNHL-ravFWDuezVyW8D8TOoUdfCIRLrfP5NMATxI
อันนี้เป็น video ตัวอย่างจากบทความ
https://ngthai.com/science/16116/under-deep-sea-nothing-red-colour/?fbclid=IwAR0fiXpfbtQEH5bw6b3gNHL-ravFWDuezVyW8D8TOoUdfCIRLrfP5NMATxI
อันนี้เป็น video ตัวอย่างจากบทความ
สมาชิกหมายเลข 704920 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1008529 ถูกใจ, cAwaiizOm ถูกใจ, ทำได้ทุกอย่างยกเว้นประโยชน์ ถูกใจ, เสาและคาน ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 927114 ถูกใจ, ถูกทิ้งที่รังสิต ถูกใจ, OAK_Thanachote ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4960883 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3015437 ถูกใจรวมถึงอีก 11 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 7
ชอบนะ ที่ จขกท มีความพยายามใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ในการมองเห็นสี ด้วยตาของมนุษย์
ตามความจริง ทางวิทยาศาสตร์ (scientific fact/ natural fact) คงจะไม่มีอะไรไปเถียงกับ ท่านผู้รู้ทางวิทยาศาสตร์ได้
ทว่า ความ -จริง- ทางวรรณกรรม หรือการสมมติ (fictional fact) สร้างขึ้นจากขนบวรรณกรรม ที่สามารถแหวกความจริงทางวิทยาศาสตร์ได้
โดยทั้งนี้ทั้งนั้น เจตนาของผู้รังสรรค์ สีแดงเพลิง ของผมนางเอก มีนัยยะทางวรรณกรรม (connotation) อยู่หลายอย่าง เช่น
- สร้างเอกลักษณ์ให้แก่ตัวละคร ให้เป็นที่จดจำว่า นาง มิใช่มนุษย์บนบน (land creature) แต่เป็น สิ่งมีชีวิตจากทะเล หรือใต้น้ำ (sea creature)
- สีแดง เป็นสีที่เห็นได้เด่นชัด ตัดกับสีของน้ำ เขียว-ฟ้า ได้อย่างดี สร้างความโดดเด่น ให้กับ ผู้ที่เป็นราชนิกูล หรือ เจ้าหญิง แห่งท้องทะเล เหมือน เงือกน้อย แอเรียล ในการ์ตูน ดิสนีย์
- สีแดง เป็นสีที่แสดง พลังอำนาจ ความร้อน ความดุดัน การกำเนิด (เลือด) และ ชีวิต หรือ การขบถ การให้นัยยะด้วยสีนี้ ทำให้เราอ่านลักษณะนิสัย ของตัวละคร ผ่านสีผม ของนางได้
ต้องเข้าใจว่า วรรณกรรม เป็นโลกสมมุติ แม้ว่าจะอิง หรือ ได้แรงบันดาลใจจากความจริงทางโลกที่เราเห็นกันอยู่ชินตาทุกวันก็เหอะ แต่เพื่อความบันเทิง ผู้สร้างวรรณกรรม จึงจำเป็นต้องสร้างความแตกต่าง ความแปลกใหม่ ให้กับตัวละคร โดยเฉพาะในวรรณกรรมแนวแฟนตาซี หรือเพ้อฟัน เช่นนิทาน นิยาย ต่างๆ ที่สัตว์พูดได้ เป็นต้น
ตามความจริง ทางวิทยาศาสตร์ (scientific fact/ natural fact) คงจะไม่มีอะไรไปเถียงกับ ท่านผู้รู้ทางวิทยาศาสตร์ได้
ทว่า ความ -จริง- ทางวรรณกรรม หรือการสมมติ (fictional fact) สร้างขึ้นจากขนบวรรณกรรม ที่สามารถแหวกความจริงทางวิทยาศาสตร์ได้
โดยทั้งนี้ทั้งนั้น เจตนาของผู้รังสรรค์ สีแดงเพลิง ของผมนางเอก มีนัยยะทางวรรณกรรม (connotation) อยู่หลายอย่าง เช่น
- สร้างเอกลักษณ์ให้แก่ตัวละคร ให้เป็นที่จดจำว่า นาง มิใช่มนุษย์บนบน (land creature) แต่เป็น สิ่งมีชีวิตจากทะเล หรือใต้น้ำ (sea creature)
- สีแดง เป็นสีที่เห็นได้เด่นชัด ตัดกับสีของน้ำ เขียว-ฟ้า ได้อย่างดี สร้างความโดดเด่น ให้กับ ผู้ที่เป็นราชนิกูล หรือ เจ้าหญิง แห่งท้องทะเล เหมือน เงือกน้อย แอเรียล ในการ์ตูน ดิสนีย์
- สีแดง เป็นสีที่แสดง พลังอำนาจ ความร้อน ความดุดัน การกำเนิด (เลือด) และ ชีวิต หรือ การขบถ การให้นัยยะด้วยสีนี้ ทำให้เราอ่านลักษณะนิสัย ของตัวละคร ผ่านสีผม ของนางได้
ต้องเข้าใจว่า วรรณกรรม เป็นโลกสมมุติ แม้ว่าจะอิง หรือ ได้แรงบันดาลใจจากความจริงทางโลกที่เราเห็นกันอยู่ชินตาทุกวันก็เหอะ แต่เพื่อความบันเทิง ผู้สร้างวรรณกรรม จึงจำเป็นต้องสร้างความแตกต่าง ความแปลกใหม่ ให้กับตัวละคร โดยเฉพาะในวรรณกรรมแนวแฟนตาซี หรือเพ้อฟัน เช่นนิทาน นิยาย ต่างๆ ที่สัตว์พูดได้ เป็นต้น
สมาชิกหมายเลข 5004620 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 5012264 ถูกใจ, ซูโม่โฮ่งโฮ่ง ถูกใจ, อาราเล่ ณ สวนเอเดน ถูกใจ, thank_ky ถูกใจ, pyramidas ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4992808 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3414065 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3778669 ถูกใจ, ฝนพร่างพราวฟ้า ถูกใจรวมถึงอีก 15 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 12
ห๊ะ ทำไมแค่เค้าบอกว่าผมเมร่าจะไม่เห็นเป็นสีแดงตอนอยู่ใต้ทะเล ทำให้หนังมันหมดสนุกขนาดนั้นเลยหรอ
จิเกิดมีตังค์นุ่มนิ่ม ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1008529 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4283035 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4967030 ถูกใจ, Sosleep ถูกใจ, Visca XA14 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4960883 ถูกใจ, โดราโดรา ถูกใจ, PORPORIN ถูกใจ, El Chalten ถูกใจรวมถึงอีก 15 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
ที่ใต้ทะเลลึก ผมของเมร่าไม่มีทางเป็นสีแดง
ทว่าปัญหาก็คือ ในความเป็นจริง “ผมแดงเพลิง” ของเธอไม่มีทางเปล่งประกายเป็นสีแดงเช่นนั้นในน้ำ ปัญหานี้จะเกิดขึ้นกับเส้นผมของนางเงือกนามแอเรียล ในการ์ตูน “The Little Mermaid” เช่นกัน รวมไปถึงสีแดงในโลกใต้น้ำของภาพยนตร์ฮอลลีวูดอีกหลายเรื่อง เพราะไม่ว่ามหาสมุทรใดก็ตามสีแดงจะไม่ปรากฏ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? สีผมของเมร่าคือโอกาสอันดีที่จะทำความเข้าใจถึงการสะท้อนของแสงกันให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
ขอบคุณภาพจาก DCComics
เรามองเห็นสีได้อย่างไร?
ไอแซก นิวตันเคยกล่าวไว้ว่า สีสันต่างๆ ที่เรามองเห็น ไม่ใช่สีของวัตถุนั้นจริงๆ หากเป็นสีที่พื้นผิวของวัตถุนั้นๆ สะท้อนแสงกลับเข้ามาที่ตาเราต่างหาก
ปกติแล้วคลื่นแสงที่ดวงตามนุษย์มองเห็นจะอยู่ที่ช่วงประมาณ 400 – 800 nm (อ่านว่า นานอมิเตอร์ (Nanometre)) หากคลื่นแสงทั้งหมดสะท้อนเข้าดวงตาเราทั้งความยาวคลื่น สีที่เห็นก็จะปรากฏเป็นสีขาว แต่หากคลื่นแสงถูกดูดกลืนไปบางส่วนระหว่างกระทบกับวัตถุ แสงที่ตามองเห็นก็จะเกิดเป็นสีขึ้น เช่น พื้นผิวของแอปเปิลที่ดูดกลืนคลื่นแสงบางส่วนไว้ และสะท้อนกลับแต่คลื่นแสงช่วงที่เป็นสีแดง เราจึงเห็นว่าลูกแอปเปิลเป็นสีแดง หรือหากเราจ้องมองไปที่ใบไม้ คลอโรฟิลด์ในใบดูดกลืนคลื่นแสงช่วงสีฟ้าและช่วงสีแดงไว้ สะท้อนกลับออกมาแต่คลื่นแสงช่วงสีเขียว เราจึงเห็นใบไม้เป็นสีเขียว และหากพื้นผิวนั้นๆ ดูดกลืนคลื่นแสงทุกช่วงไว้ สีที่เราเห็นก็จะปรากฏเป็นสีดำ
“เรามองเห็นวัตถุนั้นๆ เป็นสีเหลือง ก็เพราะวัตถุนั้นสะท้อนคลื่นแสงช่วงสีเหลืองออกมาได้มากกว่าคลื่นแสงช่วงอื่นๆ แต่เพราะในดวงตาไม่มีเซลล์รับแสงสีเหลือง เซลล์รับแสงสีแดง และเขียวจึงทำหน้าที่แปลผลแทน เนื่องจากสีเหลืองอยู่ระหว่างคลื่นแสงสองช่วงนี้”
แล้วทำไมใครบางคนถึงไม่สามารถมองเห็นสีบางสีได้? หรือที่เรียกกันว่าโรคตาบอดสี ในดวงตาของเรามีเซลล์รับแสงรูปกรวยที่ทำหน้าที่บอกสมองว่าคลื่นแสงต่างๆ ที่สะท้อนเข้ามานั้นคือสีอะไร แบ่งเป็นเซลล์รับแสงสีแดง, เซลล์รับแสงสีน้ำเงิน และเซลล์รับแสงสีเขียว ในรายที่มีอาการตาบอดสีเกิดจากการทำงานผิดปกติของเซลล์ประสาทรับแสงสีบางชนิด ส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถมองเห็นสีบางสีได้ ภาวะดังกล่าวนี้พบได้บ่อยกว่าในผู้ชาย โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 8% ของประชากรทั้งหมด และพบในผู้หญิงเพียงแค่ประมาณ 0.4% เท่านั้น
สีใต้ทะเล
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกใต้ทะเลนั้นต่างออกไป เมื่อแสงส่องลงมายังผืนน้ำ คลื่นแสงของสีบางช่วงจะถูกน้ำดูดกลืนหายไป โดยไล่เรียงจากคลื่นแสงที่มีพลังงานน้อยที่สุด หรือที่เรียกกันว่าความถี่ ซึ่งคือสีแดงนั่นเอง
ขอบคุณภาพจาก https://www.sciencelearn.org.nz/resources/47-colours-of-light
เมื่อเราดำน้ำลึกลงไปเรื่อยๆ สีแดงบนพื้นผิวของวัตถุจะค่อยๆ จางหายไป และหายไปมากกว่า 90% ในระดับความลึก 5 เมตร ตามมาด้วยสีส้มที่ระดับความลึก 10 เมตร สีเหลืองที่ความลึก 20 เมตร สีเขียวอยู่ที่ 30 เมตร และสีสุดท้ายคือสีฟ้าที่ระดับ 60 เมตร เนื่องจากคลื่นแสงช่วงสีฟ้ามีพลังงานมากที่สุด และน้ำเองก็มีคุณสมบัติดูดกลืนคลื่นแสงสีฟ้าได้น้อยที่สุดด้วยเช่นกัน
ลึกกว่านี้ลงไปทุกอย่างจะเป็นสีดำ เมื่อคลื่นแสงทุกช่วงถูกดูดกลืนหายไป แต่ทั้งนี้บางสียังอาจมองเห็นได้มากกว่าหรือน้อยกว่าระดับความลึกที่ระบุ อันเนื่องมาจากปัจจัยอื่นประกอบเช่น ระยะห่างระหว่างตากับวัต
ฉะนั้นแล้วหากฮอลลีวูดสร้างภาพยนตร์ตามหลักวิทยาศาสตร์จริงๆ เมื่อเมร่าดำน้ำสีผมของเธอจะเริ่มซีดลงๆ จากสีแดงสดกลายเป็นสีส้ม ต่อมาเรือนผมจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และกลายเป็นสีดำในที่สุด แน่นอนว่าผู้ชมคงหมดความสนุกระหว่างการชมภาพยนตร์เป็นแน่แท้ และโลกใต้น้ำของชาวแอตแลนติสคงไม่เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันอลังการดังที่ปรากฏในภาพยนตร์
ถ้าเป็นเช่นนั้นทำไมสัตว์ใต้ทะเลลึกจึงมีสีแดง? ในเมื่อสีแดงไม่อาจปรากฏขึ้นได้ที่ระดับความลึกนั้น สมมุติว่าปลาสีแดงจากใต้ทะเลลึกว่ายขึ้นมาบนผิวน้ำ แน่นอนคุณย่อมเห็นว่ามันมีผิวสีแดง แต่ตามที่บอกข้างต้นสีแดงจะค่อยๆ จางหายไปเมื่อระดับความลึกเพิ่มขึ้น ฉะนั้นปลาใต้ทะเลลึกสีแดงที่เราเห็นผ่านภาพถ่ายที่นักวิจัยจับขึ้นมาได้ หรือถูกถ่ายจากใต้ทะเลด้วยแสงไฟประดิษฐ์ส่อง พวกมันจึงมีสถานะเป็นปลาสีดำตามธรรมชาติ แม้ว่าจะมีผิวที่สะท้อนคลื่นแสงช่วงสีแดงก็ตาม และอย่าลืมว่าที่ใต้ทะเลลึกนั้นแทบไม่มีแสงอาทิตย์ส่องถึง ฉะนั้นการพรางตัวกลมกลืนไปกับความมืดจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าที่จะทำตัวโดดเด่น หากคุณต้องการอยู่รอด เพื่อสืบเผ่าพันธุ์
ส่วนในทะเลระดับความลึกไม่มาก สัตว์น้ำส่วนใหญ่จะมีผิวที่สะท้อนแสงสีฟ้า เพื่อช่วยในการพรางตัวและกลมกลืนไปกับน้ำทะเล เหล่านี้คือวิวัฒนาการที่บรรดาสิ่งมีชีวิตวิวัฒน์ขึ้นเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่พวกมันอาศัยอยู่
ขอบคุณภาพจาก Edith A. Widder, Operation Deep Scope 2005 Exploration, NOAA-OE
ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความลึกและการสะท้อนของแสงใต้ทะเลส่งผลต่อสีสันของสรรพสัตว์อย่างไร
ขอบคุณภาพจาก https://oceanexplorer.noaa.gov/facts/animal-color.html
แหล่งข้อมูล
MERA’S HAIR IS A LIE IN AQUAMAN – KINDA. COLOR + WATER = SCIENCE!
การมองเห็นสีของวัตถุ
Underwater Lighting Fundamentals
Colors Underwater
Red light does not reach ocean depths, so deep-sea animals that are red actually appear black and thus are less visible to predators and prey