สวัสดีค่ะ อันนี้เป็นกระทู้รีวิวอันแรกของเรานะคะ ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยค่า
เริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ ใครๆ ก็บอกมามัลดีฟมีค่าใช้จ่ายเยอะ เราจะบอกว่า จริงค่ะ 555 ลองมาดูรายละเอียดพร้อมกันนะคะ (พิมพ์เยอะหน่อยน๊า อยากเล่าเรื่องให้ค่ะ)
เริ่มจากการที่สไลด์โทรศัพท์แล้วไปเจอโปร 0 บาทของแอร์เอเชีย และมีมัลดีฟอยู่ในนั้นด้วย เราก็ตาลุกวาวกับมัลดีฟ ทะเลที่ใครๆ ก็อยากไป อยากรู้ว่าจะสวยขนาดไหน เราเลยกดจองตั๋วไปกลับ 1 ใบถ้วน ก็กะว่าจะไปคนเดียวสวยๆ อ่านะคะ จองเสร็จก็ไม่ได้คิดอะไร ปล่อยตั๋วทิ้งไว้แบบนั้นจนปลายเดือนกันยา (คือจริงๆ จองตั๋วตั้งแต่ต้นมิถุนาแล้วค่ะ) เริ่มนึกได้ว่าต้องเริ่มหาข้อมูลที่พักและการเดินทางได้แล้ว เนื่องจากเรากะว่าจะไปคนเดียวแล้วเดินทางเอง เลยต้องหาข้อมูลเยอะหน่อยค่ะ เราต้องเป้าหมายไว้ว่า
- อยากนอนกลางน้ำซัก 2-3 คืน
- อยากนั่ง Sea plane ชมวิว Atoll
- อยากจอง All inclusive จะได้นั่งจิบไวน์สวยๆ บรรยากาศดีๆ
แต่... ตึ่งโปะ ราคาที่คิดออกมาแล้วสูงลิบเลยค่ะ 555 เพราะช่วงที่เราไปคือต้นธันวาคม ซึ่งเป็นการเปิดฤดู Hi-season เลยทีเดียว ราคาของทุกอย่าง จึงถูกอัพขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ แต่ในความอยากไปของเรานั้น ก็ไม่ได้ทำให้เราเปลี่ยนเป้าหมายแต่อย่างใด เสียเงินเท่าไหร่ได้หมดดดด เปย์หมดหน้าตัก เพราะตุนมาม่าไว้เยอะ 😅😅😅
เราหาข้อมูลที่พักจากทั้งใน Agoda, booking และ Agency ต่างๆ ที่เค้ามีโปรโมชั่นดีๆ นะคะ แต่ด้วยความที่อ่อนประสบการณ์ ถึงได้ไม่รู้ว่าราคาที่พักที่เค้าโชว์ให้เห็นนั้น คือราคาต่อคน ซึ่งแต่ละรีสอร์ทก็มักจะบังคับให้พัก 2-3 คน แต่ถ้าหากคุณจะพักคนเดียว ราคามันก็จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ซึ่งพอเรามาคำนวณดูแล้ว ไปคนเดียว หรือไป 2 คน ก็จ่ายในราคาที่พอๆ กันเลยค่ะ เราเลยเริ่มมองหาเพื่อนร่วมทริป ไปกัน 2 คนสนุกสนาน จะได้มีคนถ่ายรูปให้ และที่สำคัญคือ จะได้มีคนหารค่าใช้จ่ายค่ะ 555 แต่ด้วยความที่ชวนแบบฉุกละหุก และค่าใช้จ่ายในการเที่ยวก็สูงอยู่ สรุปสุดท้าย จึงมาตกที่พี่สาวของเราเอง เย้ๆๆๆ (ในความอ้อนวอนและลดแลกแจกแถมค่ะ 555)
พอได้เพื่อนร่วมทริป แผนการจองทุกอย่างก็เริ่มขึ้น เนื่องจากคนที่ไปด้วย ไม่พร้อมเปย์หมดหน้าตักอย่างเรา เพราะเค้ายังอยากกินข้าว ไม่อยากกินมาม่า เราจึงต้องลดระดับที่พัก และการเดินทางลงค่ะ สรุปได้คือ เราพักกลางน้ำกัน 3 วัน 2 คืน ที่เหลือ เราจะไปพักกันที่เกาะชุมชนกัน
- 2-4 Dec 18 ที่พักกลางน้ำ Thulhagiri Resort / Water villa / half board = เราจองผ่าน Agoda ค่ะ เพราะได้ราคาดี แถมมีโปรลดราคากระหน่ำตั้ง 75% ค่ะ กดจองแทบไม่ทัน 5555 แต่ไม่มีให้เลือกแบบ Full board และ All inclusive ค่ะ น่าจะเป็นเพราะเป็นช่วงโปรรึเปล่า ไม่แน่ใจนะคะ
Thulhagiri ต้องเดินทางด้วย Speed boat ใช้เวลาเดินทางประมาณ 25 นาทีค่ะ ราคาที่เราจองที่พัก ไม่ได้รวมค่าเดินทางด้วยนะคะ พอเราจองเสร็จทางโรงแรมจะส่งอีเมลล์แจ้งรับทราบการจอง และแจ้งว่าหากต้องการเดินทางไปที่เกาะกับเรือของเค้า จะมีค่าใช้จ่ายแยกค่ะ 50$/คน/เที่ยว ให้เราส่งรายละเอียดไฟล์ทบิน และเวลาที่เราเดินทางถึงสนามบินมาเล่ไปให้เค้าค่ะ
อันนี้คือเมลล์แจ้งรายละเอียดของทางที่พักที่เค้าส่งมาให้ พร้อมแจ้งราคาค่าเดินทางมาให้ทราบนะคะ
- 4-7 Dec 18 ที่พักบนเกาะชุมชนหรือที่เรียกกันว่า Local Island เราเลือกที่พักชื่อ Sunrise beach resort & spa at Maafushi Island ที่นี่เราก็จองผ่าน Agoda เช่นกันค่ะ มีแค่อาหารเช้า และ Welcome drink ให้นะคะ
ปล.ของโรงแรม Sunrise beach เค้าไม่ค่อยตอบเมลล์กลับนะคะ แม้จะได้รับรายละเอียดจากเราแล้วก็ตาม ทำให้เราไม่ทราบว่าเค้าจะได้รับเมลล์เรารึยังค่ะ 😅😅😢 เลยอยากแนะนำว่าลองเขียนในอีเมลล์ว่า หากได้รับเมลล์แล้ว ให้ตอบกลับหน่อย ก็น่าจะดีนะคะ
พอจองที่พักเสร็จ ก็ต้องเริ่มมาคำนวณค่าใช้จ่าย ที่จะต้องแลกเงินไปใช้จ่ายค่ะ อย่างที่รู้กัน มัลดีฟใช้เงินรูฟียา ซึ่งเป็นเงินท้องถิ่นของที่นี่ และเงิน US Dollar ค่ะ เรากับพี่สาวตกลงกันว่าจะแลกเงินไปเป็น US Dollar ค่ะ เราคำนวณแบบกะประมาณทั้งหมด ตั้งแต่ค่าเดินทาง ค่าน้ำดื่ม ค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ค่าทริปดำน้ำ ค่าอาหารแต่ละมื้อ ค่าทิป และค่าใช้จ่ายเผื่อฉุกเฉิน สรุปรวมแล้ว แลกไป 30,000 บาท เท่ากับ 910$ (ณ เรทราคาตอนนั้นนะคะ) และแล้วก็ถึงเวลาเดินทางค่ะ
ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง เที่ยวบินที่ FD175 สายการบิน Air Asia ออกเดินทางประมาณ 9.25 น. (เวลาไทย) ถึงสนามบินมาเล่ประมาณ 12.30 น. (เวลามัลดีฟ) (ใช้เวลาเดินทางจริงๆ ประมาณ 4.30 ชม. นะคะ เพราะเวลาที่มาเล่ ช้ากว่าที่ไทย 2 ชม ค่ะ) เราจองที่นั่งริมหน้าต่าง เพราะอยากจะชมภาพสวยๆ ของ Atoll เผื่อจะได้เห็นบ้าง และแล้วก็ไม่ผิดหวังค่ะ อันนี้เป็นวิวจากฝั่งซ้ายของเครื่องบินนะคะ (เรานั่งแถว2A ค่ะ)
คือวิวสวยมาก ประทับใจตั้งแต่เครื่องยังไม่ลงจอดกันเลยทีเดียว หลังจากลงมาจากเครื่องบิน เราก็เขียนใบต.ม.เข้าประเทศนะคะ ขั้นตอนนี้ ไม่มีอะไรยากเลยค่ะ กรอกรายละเอียดให้ครบก็พอ ตอนเราเจอเค้าถามแค่ว่า พาสปอร์ตเล่มนี้คือของเราใช่มั้ย เราตอบใช่ แล้วเค้าก็ปั๊มผ่านให้เราเลยค่ะ ใบต.ม.ก็จะประมาณนี้ค่ะ
(ขอบคุณเจ้าของภาพนะคะ พี่สาวเราหามาให้เลยจำเครดิตไม่ได้ค่ะ)
ส่วนอันนี้เป็นรายละเอียดของแต่ละช่อง ว่าต้องกรอกข้อมูลอะไรบ้างนะคะ (เราแนะนำให้ปริ้นรายละเอียดที่พัก หรือสแนปเก็บไว้ในโทรศัพท์ เผื่อไว้เลยนะคะ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วค่ะ)
หลังจากออกมาแล้ว เราก็ซื้อซิมของที่นี่ เราเลือกแพ็คเกจ 7 วัน ราคา 20$ ใช้ได้ 17gb ค่ะ เราซื้อซิมอันเดียว แล้วแชร์ Hotspot ให้พี่สาวใช้ เพราะเราอยู่ด้วยกันตลอดอยู่แล้วค่ะ แต่ก็มีข้อเสีย คือแบตจะหมดเร็วนะคะ ***ค่ายโทรศัพท์ที่นี่มีให้เลือก 2 ค่ายนะคะ จะเลือกอันไหนก็ได้แล้วแต่ชอบเลยค่ะ***
ซื้อซิมเสร็จแล้ว เราก็เดินไปติดต่อเคาน์เตอร์โรงแรม เพื่อแจ้งว่าเรามาถึงแล้ว พร้อมขึ้นเรือค่ะ เคาน์เตอร์ของ Thulhagiri Resort จะอยู่ที่เคาน์เตอร์ 15 นะคะ เดินเข้าไปแจ้งพี่เจ้าหน้าที่ได้เลย เค้าใจดีและเป็นกันเองมากค่ะ แจ้งแล้วนั่งรอสักพัก เค้าก็จะมาตามให้ไปขึ้นเรือค่ะ แค่ที่ท่าเรือก็วิวสวยมากๆ เลยค่าาาาาาา
สนามบินก็สวยค๊าาาา 🤩🤩
ส่วนอันนี้คือเรากับพี่สาวค่ะ ใครเป็นใครลองเดานะคะ คนพี่เหมือนน้อง ส่วนคนน้องเหมือนพี่ค่ะ 5555 😅😅😅
และแล้ว เราก็เดินทางมาถึงเกาะ Thulhagiri ค่ะ (อ่านว่า ตุลกิรี นะคะ) มาถึงแล้วก็อยากจะกรี๊ดไป 80 ตลบ ในความสวยและใสของน้ำทะเล ที่มองเห็นพื้นทรายสีขาวตลอดทางเลยค่ะ
อยากจะตะโกนดังๆ โอ้ว จอร์จ มันยอดม๊ากกกก
หลังจากขึ้นฝั่งแล้ว พนักงานจะพาไปนั่งรอ และเสริฟ Welcome drink เป็นน้ำอะไรไม่แน่ใจค่ะ (ลืมถ่ายรูปมาด้วย) แล้วเค้าจะเอาเอกสารมาให้เราเซ็นต์และชำระค่าเดินทางด้วยค่ะ เสร็จแล้ว จะมีพนักงานมาเรียกพร้อมเข้าห้องพักค่ะ (เช็คอินได้ 14.00 น.ตรงเลยนะคะ ถ้ายังไม่ถึงเวลา ต้องนั่งรอที่ล็อบบี้ไปก่อนค่ะ)
รอไปค่ะ นั่งรอวนไป เราไปถึงบ่ายโมงกว่าๆ เลยสั่งอาหารเที่ยงมากินกัน Half board ของเราจะเป็น Breakfast & Dinner นะคะ เพราะงั้นอาหารเที่ยงต้องจ่ายเองจ้าาา อาหารที่นี่รสชาติอร่อยนะคะ เราส่ง Fish curry มาทาน ได้มาเยอะมากๆๆๆๆ ก.ไก่ล้านตัวไปอีก ปลาเค้าก็เหมือนเนื้อไก่มากค่ะ สั่งมากินกัน 2 คนได้เลยค่ะ ข้าวงี้มาเป็นถ้วยใส่แกงจืดเลยค่ะ ส่วนเครื่องเทศเค้าก็กลิ่นไม่ได้แรงมาก อาจเป็นเพราะเค้าลดลง เพื่อให้นักท่องเที่ยวทานได้รึเปล่าไม่แน่ใจนะคะ หลังจากทานเสร็จและนั่งรอสักพัก พนักงานก็มาตามค่ะ เราจะได้เข้าห้องพักกันแล้ววว
เราพัก Water villa ก็จะต้องเดินไปบนสะพานแบบนี้ค่ะ 555 อากาศที่นี่นั้นนนนน ก็ร้อนดีค่ะ แดดงี้แสบทะลุครีมกันแดดกันเลยทีเดียว แต่ฟ้าสวย ทะเลใส อากาศดีงาม จะกลัวอะไรกับแดดร้อนๆ จริงมั้ยค๊าาา
😭😭😭หลังจากพิมพ์มาถึงตรงนี้ เราถึงรู้ว่าเราไม่ได้ถ่ายภาพห้องพักเอาไว้ มีแต่เป็นวิดีโอนะคะ งั้นขอแปะวิดีโอห้องพักแทนเลยยย 😆😆😆

มัน ดี งาม มาก จริงๆ ค่ะ 5555 ไว้พรุ่งนี้เราจะมาพิมพ์ต่อให้นะคะ ตอนนี้เรายังอยู่ที่ Sunrise beach at Maafushi Island อยู่เลยค่ะ ขอตัวไปนอนก่อนนะคะ บ๊ายยยย
หมายเหตุ : หลายคนยังไม่แน่ใจว่า Half board / full board และ All inclusive ต่างกันยังไงนะคะ คือ
- Half board : มักจะมีอาหาร 2 มื้อ จะเป็นเช้า+เที่ยง หรือ เช้า+เย็น แล้วแต่รายละเอียดค่ะ บางที่มี Welcome drink ให้ด้วยนะคะ แต่ในนี้ จะไม่มีเครื่องดื่มใดๆ ให้นะคะ จะต้องจ่ายเงินเพิ่มเองค่ะ
- Full board : จะมีอาหารให้ 3 มื้อ คือ เช้า กลางวัน และเย็นค่ะ แต่จะไม่รวมเครื่องดื่มใดๆ นะคะ
- All inclusive : ส่วนใหญ่แล้วจะรวมทั้งหมด คือค่าเดินทาง อาหาร 3 มื้อ และเครื่องดื่มทุกชนิด ทั้ง Non-Alcohol และ Alcohol ค่ะ แต่ใน Agoda จะมี All inclusive แบบที่มีแต่ Non-Alcohol ด้วยนะคะ ต้องอ่านรายละเอียดดีๆ ค่ะ ส่วนถ้าซื้อผ่านพวก Agency มักจะเป็นแบบ All inclusive รวมทุกอย่าง และมีแถมกิจกรรมให้ด้วยนะคะ พวกดำน้ำ ชมโลมา ชมพระอาทิตย์ตก หรือพวกกิจกรรมทางน้ำ ที่ไม่ต้องใช้น้ำมันน่ะค่ะ
หมายเหตุ 2 : ใครที่อยากนั่ง Sea plane ลองดูรายละเอียดดีๆ นะคะ บางที่รวมค่าเดินทางกับ Sea plane แล้ว แต่จะไม่รวมค่าน้ำมันเครื่องบินนะคะ ค่าน้ำมันเครื่องบิน เราจะต้องมาจ่ายเองก่อนขึ้นเครื่องค่ะ
หมายเหตุ 3 : เราจะสรุปรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ในข้อความท้ายสุดนะคะ
***แก้คำผิดค่ะ***
[CR] รีวิวมัลดีฟ 6 วัน 5 คืน 2 เกาะ ในต้นเดือนธันวาคม
เริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ ใครๆ ก็บอกมามัลดีฟมีค่าใช้จ่ายเยอะ เราจะบอกว่า จริงค่ะ 555 ลองมาดูรายละเอียดพร้อมกันนะคะ (พิมพ์เยอะหน่อยน๊า อยากเล่าเรื่องให้ค่ะ)
เริ่มจากการที่สไลด์โทรศัพท์แล้วไปเจอโปร 0 บาทของแอร์เอเชีย และมีมัลดีฟอยู่ในนั้นด้วย เราก็ตาลุกวาวกับมัลดีฟ ทะเลที่ใครๆ ก็อยากไป อยากรู้ว่าจะสวยขนาดไหน เราเลยกดจองตั๋วไปกลับ 1 ใบถ้วน ก็กะว่าจะไปคนเดียวสวยๆ อ่านะคะ จองเสร็จก็ไม่ได้คิดอะไร ปล่อยตั๋วทิ้งไว้แบบนั้นจนปลายเดือนกันยา (คือจริงๆ จองตั๋วตั้งแต่ต้นมิถุนาแล้วค่ะ) เริ่มนึกได้ว่าต้องเริ่มหาข้อมูลที่พักและการเดินทางได้แล้ว เนื่องจากเรากะว่าจะไปคนเดียวแล้วเดินทางเอง เลยต้องหาข้อมูลเยอะหน่อยค่ะ เราต้องเป้าหมายไว้ว่า
- อยากนอนกลางน้ำซัก 2-3 คืน
- อยากนั่ง Sea plane ชมวิว Atoll
- อยากจอง All inclusive จะได้นั่งจิบไวน์สวยๆ บรรยากาศดีๆ
แต่... ตึ่งโปะ ราคาที่คิดออกมาแล้วสูงลิบเลยค่ะ 555 เพราะช่วงที่เราไปคือต้นธันวาคม ซึ่งเป็นการเปิดฤดู Hi-season เลยทีเดียว ราคาของทุกอย่าง จึงถูกอัพขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ แต่ในความอยากไปของเรานั้น ก็ไม่ได้ทำให้เราเปลี่ยนเป้าหมายแต่อย่างใด เสียเงินเท่าไหร่ได้หมดดดด เปย์หมดหน้าตัก เพราะตุนมาม่าไว้เยอะ 😅😅😅
เราหาข้อมูลที่พักจากทั้งใน Agoda, booking และ Agency ต่างๆ ที่เค้ามีโปรโมชั่นดีๆ นะคะ แต่ด้วยความที่อ่อนประสบการณ์ ถึงได้ไม่รู้ว่าราคาที่พักที่เค้าโชว์ให้เห็นนั้น คือราคาต่อคน ซึ่งแต่ละรีสอร์ทก็มักจะบังคับให้พัก 2-3 คน แต่ถ้าหากคุณจะพักคนเดียว ราคามันก็จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ซึ่งพอเรามาคำนวณดูแล้ว ไปคนเดียว หรือไป 2 คน ก็จ่ายในราคาที่พอๆ กันเลยค่ะ เราเลยเริ่มมองหาเพื่อนร่วมทริป ไปกัน 2 คนสนุกสนาน จะได้มีคนถ่ายรูปให้ และที่สำคัญคือ จะได้มีคนหารค่าใช้จ่ายค่ะ 555 แต่ด้วยความที่ชวนแบบฉุกละหุก และค่าใช้จ่ายในการเที่ยวก็สูงอยู่ สรุปสุดท้าย จึงมาตกที่พี่สาวของเราเอง เย้ๆๆๆ (ในความอ้อนวอนและลดแลกแจกแถมค่ะ 555)
พอได้เพื่อนร่วมทริป แผนการจองทุกอย่างก็เริ่มขึ้น เนื่องจากคนที่ไปด้วย ไม่พร้อมเปย์หมดหน้าตักอย่างเรา เพราะเค้ายังอยากกินข้าว ไม่อยากกินมาม่า เราจึงต้องลดระดับที่พัก และการเดินทางลงค่ะ สรุปได้คือ เราพักกลางน้ำกัน 3 วัน 2 คืน ที่เหลือ เราจะไปพักกันที่เกาะชุมชนกัน
- 2-4 Dec 18 ที่พักกลางน้ำ Thulhagiri Resort / Water villa / half board = เราจองผ่าน Agoda ค่ะ เพราะได้ราคาดี แถมมีโปรลดราคากระหน่ำตั้ง 75% ค่ะ กดจองแทบไม่ทัน 5555 แต่ไม่มีให้เลือกแบบ Full board และ All inclusive ค่ะ น่าจะเป็นเพราะเป็นช่วงโปรรึเปล่า ไม่แน่ใจนะคะ
Thulhagiri ต้องเดินทางด้วย Speed boat ใช้เวลาเดินทางประมาณ 25 นาทีค่ะ ราคาที่เราจองที่พัก ไม่ได้รวมค่าเดินทางด้วยนะคะ พอเราจองเสร็จทางโรงแรมจะส่งอีเมลล์แจ้งรับทราบการจอง และแจ้งว่าหากต้องการเดินทางไปที่เกาะกับเรือของเค้า จะมีค่าใช้จ่ายแยกค่ะ 50$/คน/เที่ยว ให้เราส่งรายละเอียดไฟล์ทบิน และเวลาที่เราเดินทางถึงสนามบินมาเล่ไปให้เค้าค่ะ
อันนี้คือเมลล์แจ้งรายละเอียดของทางที่พักที่เค้าส่งมาให้ พร้อมแจ้งราคาค่าเดินทางมาให้ทราบนะคะ
- 4-7 Dec 18 ที่พักบนเกาะชุมชนหรือที่เรียกกันว่า Local Island เราเลือกที่พักชื่อ Sunrise beach resort & spa at Maafushi Island ที่นี่เราก็จองผ่าน Agoda เช่นกันค่ะ มีแค่อาหารเช้า และ Welcome drink ให้นะคะ
ปล.ของโรงแรม Sunrise beach เค้าไม่ค่อยตอบเมลล์กลับนะคะ แม้จะได้รับรายละเอียดจากเราแล้วก็ตาม ทำให้เราไม่ทราบว่าเค้าจะได้รับเมลล์เรารึยังค่ะ 😅😅😢 เลยอยากแนะนำว่าลองเขียนในอีเมลล์ว่า หากได้รับเมลล์แล้ว ให้ตอบกลับหน่อย ก็น่าจะดีนะคะ
พอจองที่พักเสร็จ ก็ต้องเริ่มมาคำนวณค่าใช้จ่าย ที่จะต้องแลกเงินไปใช้จ่ายค่ะ อย่างที่รู้กัน มัลดีฟใช้เงินรูฟียา ซึ่งเป็นเงินท้องถิ่นของที่นี่ และเงิน US Dollar ค่ะ เรากับพี่สาวตกลงกันว่าจะแลกเงินไปเป็น US Dollar ค่ะ เราคำนวณแบบกะประมาณทั้งหมด ตั้งแต่ค่าเดินทาง ค่าน้ำดื่ม ค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ค่าทริปดำน้ำ ค่าอาหารแต่ละมื้อ ค่าทิป และค่าใช้จ่ายเผื่อฉุกเฉิน สรุปรวมแล้ว แลกไป 30,000 บาท เท่ากับ 910$ (ณ เรทราคาตอนนั้นนะคะ) และแล้วก็ถึงเวลาเดินทางค่ะ
ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง เที่ยวบินที่ FD175 สายการบิน Air Asia ออกเดินทางประมาณ 9.25 น. (เวลาไทย) ถึงสนามบินมาเล่ประมาณ 12.30 น. (เวลามัลดีฟ) (ใช้เวลาเดินทางจริงๆ ประมาณ 4.30 ชม. นะคะ เพราะเวลาที่มาเล่ ช้ากว่าที่ไทย 2 ชม ค่ะ) เราจองที่นั่งริมหน้าต่าง เพราะอยากจะชมภาพสวยๆ ของ Atoll เผื่อจะได้เห็นบ้าง และแล้วก็ไม่ผิดหวังค่ะ อันนี้เป็นวิวจากฝั่งซ้ายของเครื่องบินนะคะ (เรานั่งแถว2A ค่ะ)
คือวิวสวยมาก ประทับใจตั้งแต่เครื่องยังไม่ลงจอดกันเลยทีเดียว หลังจากลงมาจากเครื่องบิน เราก็เขียนใบต.ม.เข้าประเทศนะคะ ขั้นตอนนี้ ไม่มีอะไรยากเลยค่ะ กรอกรายละเอียดให้ครบก็พอ ตอนเราเจอเค้าถามแค่ว่า พาสปอร์ตเล่มนี้คือของเราใช่มั้ย เราตอบใช่ แล้วเค้าก็ปั๊มผ่านให้เราเลยค่ะ ใบต.ม.ก็จะประมาณนี้ค่ะ
(ขอบคุณเจ้าของภาพนะคะ พี่สาวเราหามาให้เลยจำเครดิตไม่ได้ค่ะ)
ส่วนอันนี้เป็นรายละเอียดของแต่ละช่อง ว่าต้องกรอกข้อมูลอะไรบ้างนะคะ (เราแนะนำให้ปริ้นรายละเอียดที่พัก หรือสแนปเก็บไว้ในโทรศัพท์ เผื่อไว้เลยนะคะ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วค่ะ)
หลังจากออกมาแล้ว เราก็ซื้อซิมของที่นี่ เราเลือกแพ็คเกจ 7 วัน ราคา 20$ ใช้ได้ 17gb ค่ะ เราซื้อซิมอันเดียว แล้วแชร์ Hotspot ให้พี่สาวใช้ เพราะเราอยู่ด้วยกันตลอดอยู่แล้วค่ะ แต่ก็มีข้อเสีย คือแบตจะหมดเร็วนะคะ ***ค่ายโทรศัพท์ที่นี่มีให้เลือก 2 ค่ายนะคะ จะเลือกอันไหนก็ได้แล้วแต่ชอบเลยค่ะ***
ซื้อซิมเสร็จแล้ว เราก็เดินไปติดต่อเคาน์เตอร์โรงแรม เพื่อแจ้งว่าเรามาถึงแล้ว พร้อมขึ้นเรือค่ะ เคาน์เตอร์ของ Thulhagiri Resort จะอยู่ที่เคาน์เตอร์ 15 นะคะ เดินเข้าไปแจ้งพี่เจ้าหน้าที่ได้เลย เค้าใจดีและเป็นกันเองมากค่ะ แจ้งแล้วนั่งรอสักพัก เค้าก็จะมาตามให้ไปขึ้นเรือค่ะ แค่ที่ท่าเรือก็วิวสวยมากๆ เลยค่าาาาาาา
สนามบินก็สวยค๊าาาา 🤩🤩
ส่วนอันนี้คือเรากับพี่สาวค่ะ ใครเป็นใครลองเดานะคะ คนพี่เหมือนน้อง ส่วนคนน้องเหมือนพี่ค่ะ 5555 😅😅😅
และแล้ว เราก็เดินทางมาถึงเกาะ Thulhagiri ค่ะ (อ่านว่า ตุลกิรี นะคะ) มาถึงแล้วก็อยากจะกรี๊ดไป 80 ตลบ ในความสวยและใสของน้ำทะเล ที่มองเห็นพื้นทรายสีขาวตลอดทางเลยค่ะ
อยากจะตะโกนดังๆ โอ้ว จอร์จ มันยอดม๊ากกกก
หลังจากขึ้นฝั่งแล้ว พนักงานจะพาไปนั่งรอ และเสริฟ Welcome drink เป็นน้ำอะไรไม่แน่ใจค่ะ (ลืมถ่ายรูปมาด้วย) แล้วเค้าจะเอาเอกสารมาให้เราเซ็นต์และชำระค่าเดินทางด้วยค่ะ เสร็จแล้ว จะมีพนักงานมาเรียกพร้อมเข้าห้องพักค่ะ (เช็คอินได้ 14.00 น.ตรงเลยนะคะ ถ้ายังไม่ถึงเวลา ต้องนั่งรอที่ล็อบบี้ไปก่อนค่ะ)
รอไปค่ะ นั่งรอวนไป เราไปถึงบ่ายโมงกว่าๆ เลยสั่งอาหารเที่ยงมากินกัน Half board ของเราจะเป็น Breakfast & Dinner นะคะ เพราะงั้นอาหารเที่ยงต้องจ่ายเองจ้าาา อาหารที่นี่รสชาติอร่อยนะคะ เราส่ง Fish curry มาทาน ได้มาเยอะมากๆๆๆๆ ก.ไก่ล้านตัวไปอีก ปลาเค้าก็เหมือนเนื้อไก่มากค่ะ สั่งมากินกัน 2 คนได้เลยค่ะ ข้าวงี้มาเป็นถ้วยใส่แกงจืดเลยค่ะ ส่วนเครื่องเทศเค้าก็กลิ่นไม่ได้แรงมาก อาจเป็นเพราะเค้าลดลง เพื่อให้นักท่องเที่ยวทานได้รึเปล่าไม่แน่ใจนะคะ หลังจากทานเสร็จและนั่งรอสักพัก พนักงานก็มาตามค่ะ เราจะได้เข้าห้องพักกันแล้ววว
เราพัก Water villa ก็จะต้องเดินไปบนสะพานแบบนี้ค่ะ 555 อากาศที่นี่นั้นนนนน ก็ร้อนดีค่ะ แดดงี้แสบทะลุครีมกันแดดกันเลยทีเดียว แต่ฟ้าสวย ทะเลใส อากาศดีงาม จะกลัวอะไรกับแดดร้อนๆ จริงมั้ยค๊าาา
😭😭😭หลังจากพิมพ์มาถึงตรงนี้ เราถึงรู้ว่าเราไม่ได้ถ่ายภาพห้องพักเอาไว้ มีแต่เป็นวิดีโอนะคะ งั้นขอแปะวิดีโอห้องพักแทนเลยยย 😆😆😆
มัน ดี งาม มาก จริงๆ ค่ะ 5555 ไว้พรุ่งนี้เราจะมาพิมพ์ต่อให้นะคะ ตอนนี้เรายังอยู่ที่ Sunrise beach at Maafushi Island อยู่เลยค่ะ ขอตัวไปนอนก่อนนะคะ บ๊ายยยย
หมายเหตุ : หลายคนยังไม่แน่ใจว่า Half board / full board และ All inclusive ต่างกันยังไงนะคะ คือ
- Half board : มักจะมีอาหาร 2 มื้อ จะเป็นเช้า+เที่ยง หรือ เช้า+เย็น แล้วแต่รายละเอียดค่ะ บางที่มี Welcome drink ให้ด้วยนะคะ แต่ในนี้ จะไม่มีเครื่องดื่มใดๆ ให้นะคะ จะต้องจ่ายเงินเพิ่มเองค่ะ
- Full board : จะมีอาหารให้ 3 มื้อ คือ เช้า กลางวัน และเย็นค่ะ แต่จะไม่รวมเครื่องดื่มใดๆ นะคะ
- All inclusive : ส่วนใหญ่แล้วจะรวมทั้งหมด คือค่าเดินทาง อาหาร 3 มื้อ และเครื่องดื่มทุกชนิด ทั้ง Non-Alcohol และ Alcohol ค่ะ แต่ใน Agoda จะมี All inclusive แบบที่มีแต่ Non-Alcohol ด้วยนะคะ ต้องอ่านรายละเอียดดีๆ ค่ะ ส่วนถ้าซื้อผ่านพวก Agency มักจะเป็นแบบ All inclusive รวมทุกอย่าง และมีแถมกิจกรรมให้ด้วยนะคะ พวกดำน้ำ ชมโลมา ชมพระอาทิตย์ตก หรือพวกกิจกรรมทางน้ำ ที่ไม่ต้องใช้น้ำมันน่ะค่ะ
หมายเหตุ 2 : ใครที่อยากนั่ง Sea plane ลองดูรายละเอียดดีๆ นะคะ บางที่รวมค่าเดินทางกับ Sea plane แล้ว แต่จะไม่รวมค่าน้ำมันเครื่องบินนะคะ ค่าน้ำมันเครื่องบิน เราจะต้องมาจ่ายเองก่อนขึ้นเครื่องค่ะ
หมายเหตุ 3 : เราจะสรุปรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ในข้อความท้ายสุดนะคะ
***แก้คำผิดค่ะ***
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้