จขกท เคยตั้งกระทู้เรื่องงานไว้ก่อนหน้านี้
https://pantip.com/topic/37733777 มาวันนี้ขอขยายความให้ละเอียดหน่อยละกันค่ะ งานที่ว่านี้เป็นงาน call center (outbound) ซึ่งเป็น outsource ของธนาคารกรุงไทย ลักษณะงานก็คือการโทรไปสอบถามความพึงพอใจของลูกค้า ที่เข้าไปใช้บริการที่ธนาคารตามสาขาต่างๆทั่วประเทศ บทสัมภาษณ์นี้จะมี script ให้อ่านตามหน้าจอคอมพิวเตอร์ค่ะ ใช้เวลาในการสัมภาษณ์ต่อคนประมาณ 10 นาที เป็นบทสัมภาษณ์ที่ค่อนข้างยาว มีคำถามประมาณ 30 กว่าข้อ ซึ่งงานนี้เป็นงานที่ง่ายค่ะ คนที่เข้ามาทำมีทุกวุฒิตั้งแต่วุฒิ ม.3 จนถึงปริญญาตรี ถ้าลูกค้าให้สัมภาษณ์ก็ติ๊กคะแนนตามที่เขาเลือก พอจบก็แค่กด save ที่หน้าจอเป็นอันจบงาน ลูกค้าคนต่อไปก็ทำเหมือนกันจนกระทั่งหมดวัน train งานแค่วันเดียวก็สามารถลงเครื่องทำงานได้เหมือนคนที่ทำงานมานานแล้ว 10 ปีเลย ที่นี่มีแต่เงินเดือนกับประกันสังคมตอนผ่านโปรค่ะ สวัสดิการอย่างอื่นไม่มีเลย
ที่นี่มีกำหนดยอดลูกค้าแต่พอพวกเราทำยอดลูกค้าไม่ได้ตามต้องการ ช่วงแรกที่นี่ก็ให้เข้ามาทำงานทั้งวันเสาร์และอาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ก็ไม่มีเว้น โดยจ่ายค่าแรงให้ call ละ 50 บาท เช่น 10 คนก็ได้ 500 บาท ซุปคนนึงบอกว่าเธอต้องขอโทษด้วยที่ตอนแรกบอกว่าหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่ในเมื่อยอดไม่ถึงแล้วผู้ใหญ่สั่งลงมาแบบนี้เธอก็ต้องทำตาม แถมตอนแรกยังมีการบอกว่าถ้าใครไม่มาจะหักเงิน แล้วตอนหลังยังไงก็ไม่รู้เหมือนมีคนไปท้วงว่าวันหยุดจะมาหักได้ยังไง ก็เลยเปลี่ยนเป็นลักษณะขอความร่วมมือ ใครที่ว่างก็มาแต่ถ้าใครที่ไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรไม่มีการหักเงินแล้ว จขกท เคยไปอยู่ประมาณ 3 เสาร์ค่ะ มีอยู่เสาร์นึงฉันโทรตอนเช้าได้ลูกค้า 2 คน แล้วช่วงบ่ายระบบล่มโทรไม่ได้ ได้ค่าแรง 100 เดียวแม่บอกว่า "แล้วเราจะไปโทรเพื่ออะไรเนี่ยมันคุ้มกับค่ารถไหม แล้วการที่ให้มาทำงานวันหยุดต้องจ่ายค่าแรงเป็น 2 เท่า ไม่ใช่คิดเป็นค่า call แบบนี้ เกิดวันไหนดวงจู๋ไม่ได้ลูกค้าทำฟรีเหรอ"
พอพวกเราทำงานมาได้เข้าเดือนที่ 4 ก็คือเดือนเมษาเมื่อต้นปี หลังสงกรานต์พวกซุปก็เริ่มเรียกคุยเรื่องผ่านโปรทีละคน บางคนก็ได้ผ่านโปรเลยก็คือพวกที่โทรได้ยอดลูกค้าเยอะๆ แต่ของฉันโดนต่อโปรเดือนนึงค่ะ เนื่องจากโทรได้น้อยไม่ได้ยอดลูกค้าตามที่เขาต้องการ มากสุดที่เคยโทรได้คือ 16 คน น้อยสุด 5 คน แต่ส่วนใหญ่มาตรฐานที่ได้คือ 10-12 คน ยอดที่เขาต้องการให้ได้ต่อวันคือ 25 คนค่ะ คนไหนที่โทรเก่งเลือกชื่อลูกค้าเป็นก็ทำได้นะคะ แต่สำหรับฉันคือเราเลือกชื่อลูกค้าไม่เป็นน่ะค่ะ ชื่อเชยหรือชื่อทันสมัยคือดูไม่ออกจริงๆ ไม่ใช่ว่าไม่อยากโทรให้ได้เยอะๆนะ แต่เท่าที่นั่งโทรทั้งวันมันก็คือเต็มที่แล้ว ไม่ใช่ว่าเราโทรได้น้อยแล้วเราไม่โทร เวลางานที่นั่งโทรนี่แทบจะไม่ได้แตะมือถือเลย คือถ้านั่งเล่นแล้วได้ยอดลูกค้าน้อยแล้วมาว่าเรานะ จะไม่เถียงไม่ว่าอะไรสักคำเลย ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าโทรได้ยอดลูกค้าน้อยแล้วอิจฉาคนที่ได้เยอะนะคะ แต่อยากให้ดูเหตุดูผลด้วยไม่ใช่จะเอาแต่ยอด
ตอนวันที่เข้ามาสัมภาษณ์และเซ็นสัญญา ในสัญญาระบุไว้ว่าใครที่ผ่านโปรจะเพิ่มเงินเดือนให้จาก 10,000 เป็น 11,000 แต่พอถึงเวลาก็มีข้อแม้ว่าต้องได้ยอดลูกค้าเพิ่มขึ้นด้วยถึงจะเพิ่มให้ ส่วนคนที่ไม่ผ่านโปรก็คือคนที่ได้ยอดลูกค้าไม่ถึง ไม่ผ่านโปรของที่นี่ไม่มีการไล่ออกค่ะ แต่เขาจะไม่มีฐานเงินเดือนให้ เขาจะคิดเงินจากจำนวนลูกค้าที่เราโทรได้เป็น call ละ 30 บาทค่ะ เช่น 10 คนก็ได้ 300 บาท หลังจากต่อโปรเดือนนึงแล้วยังไม่ได้ยอด ในที่สุดฉันก็โดนปรับเป็น per call ซึ่งแม่เคยบอกไว้ว่าถ้าโดนปรับเงินเป็นแบบนี้เมื่อไหร่ไม่ต้องทำนะ เพราะมันไม่คุ้มกับค่ากินและค่าเดินทาง น้องคนนึงบอกว่าถ้าเกิดวันนึงโทรได้ไม่ถึง 10 ค่าแรงขั้นต่ำยังไม่ได้เลยนี่มันแรงงานพม่าแล้ว แต่ฉันก็ยังฝืนทำเพราะตัวเองเป็นคนทำงานช้า เรียนรู้ช้า และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ กลัวว่าถ้าไปทำที่ใหม่ที่งานมันยากขึ้นแล้วจะทำไม่ไหว แต่น้องอีกคนนึงบอกให้บอกแม่ไปเลย จนในที่สุดก็ทนความอึดอัดใจไว้ไม่ไหวก็เลยตัดสินใจบอกแม่ แม่บอกวันถัดไปให้เข้าไปทำวันสุดท้ายแล้วเก็บข้าวของออกมาเลย
แม่เป็นคนไม่ชอบให้ใครมาเอาเปรียบ ฉันลองพยายามขอร้องว่าขอให้ได้งานใหม่ก่อนแล้วค่อยออก แต่เขาไม่ยอมค่ะบอกว่า “จะให้เขาเอาเปรียบอยู่อย่างนี้เหรอ ถ้าไม่ยอมออกก็ตายกันไปข้างนึง ถ้าจะทำต่อก็เก็บข้าวของไปอยู่ที่อื่น” ของฉันนี่ยังพอทนนะคะเพราะถึงเขาจะจ่ายเงินให้แบบนั้น แต่เขาก็บอกก่อนล่วงหน้าว่าเริ่มเมื่อไหร่ แต่น้องอีกคนนึงที่ฉันสนิทด้วยหลังจากต่อโปรเดือนนึงแล้ว ยอดลูกค้ายังไม่ถึงก็ตกลงกันว่าจะต่อโปรให้อีก 2 อาทิตย์ แล้วพอถึงเวลาจ่ายเงินเดือนปรากฏว่าน้องคนนี้โดนคิดค่าแรงเป็น per call พร้อมกันกับฉัน น้องก็เลยงงว่าต่อโปรอะไรกัน ทำไมมาคิดค่าแรงให้แบบนี้ พอสอบถามจากซุปเธอก็บอกว่า ต้องขอโทษด้วยตอนคุยกันอาจจะมีการเข้าใจอะไรผิด คือเราก็เข้าใจนะว่าบริษัทต้องการคนทำงานที่มีประสิทธิภาพ คือถ้าจะไม่เอาช่วยพูดกันตรงๆได้ป่ะเราก็ไม่ได้ง้ออยู่แล้ว ไม่ใช่มาบีบให้ออกทางอ้อมแบบนี้ คุณต่อโปรให้น้องแล้วคุณมาคิดค่าแรงให้เขาแบบนี้ได้ยังไง นี่มันโกงกันชัดๆเลย
ที่นี่ตอนเข้ามาทำเดือนมกราไม่ส่งประกันสังคมให้ เพราะคนจะเข้าๆออกๆเยอะมาก (สาเหตุจากอะไรคงไม่ต้องบอกกันแล้วนะคะ) เดือนๆนึงคนเข้าออกไม่ต่ำกว่า 10 เขาเลยอยากให้ชัวร์ๆก่อนแล้วค่อยส่ง แม่ก็ไม่ชอบใจตั้งแต่แรกแล้วค่ะ เขามาส่งให้ประมาณเดือนพฤษภาซึ่งเป็นเดือนที่ 4 ของการทำงาน แต่ช่วงนั้นแม่ให้ไปทำประกันตนเองไว้ เพราะยังไม่มั่นใจว่าจะทำงานอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน และตอนนั้นประกันสังคมก็ใกล้จะขาดแล้วด้วย ก็เลยคุยกับซุปว่าไม่ต้องส่งชื่อเข้าประกันสังคมให้นะ เพราะว่าต้องการจะส่งเอง ซุปก็บอกว่าไม่ได้ต้องส่งเพราะมันย่างเข้าเดือนที่ 4 แล้ว ถ้าไม่ส่งบริษัทจะโดนปรับ ฉันทำงานที่นี่วันสุดท้ายวันที่ 8 มิถุนา ตอนหลังเข้าไปเซ็นใบลาออกเมื่อวันที่ 21 มิถุนา ถามซุปว่าตกลงได้ส่งชื่อเข้าประกันสังคมหรือเปล่า เธอบอกว่าจะส่งแล้วแต่มันไปตรงกับมาตรา 39 ที่ทำประกันตนเองอยู่ก็เลยส่งไม่ได้ ก็ถือว่าโชคดีค่ะที่ตัดสินใจทำเพราะขืนรอทางนี้ส่งประกันสังคมก็คงขาดไปแล้ว ทีนี้ล่ะเจ็บไข้ได้ป่วยมาล่ะเรื่องใหญ่เชียว
ตอนนี้ฉันไม่ได้ทำงานที่นี่แล้ว และตอนที่ออกก็ยังไม่ได้งานใหม่ เพราะว่ามีปัญหากับที่บ้านมากแล้ว ขนาดตอนที่ยังได้เงินเดือนเต็มๆอยู่ เจออะไรที่เอาเปรียบหรือไม่ถูกต้องแม่ยังไม่อยากให้ทำเลย แล้วยิ่งมาโดนปรับค่าแรงเป็น per call แบบนี้แม่ยิ่งไม่ยอมใหญ่เลยค่ะ ก็หางานใหม่ไปเรื่อยๆจนตอนนี้กลับไปทำที่เดิมที่เคยทำก่อนมาทำที่นี่แต่คนละแผนกกัน เป็น admin ที่แบงค์เล็กๆสีฟ้าแถวสุขุมวิท 21 งานจุกจิกจู้จี้พอสมควร ทำงานช้าเหมือนเดิม แต่ก็พยายามปรับตัวก็ลุ้นเอาค่ะว่าจะผ่านโปรหรือเปล่า คือลักษณะงานที่นี่น่ะมันสบาย เพราะเวลาเราพูดกับลูกค้าคือเราไม่ต้องคิดเอง เขามี script ให้อ่านตามหน้าจออยู่แล้ว บอกแม่ว่าทำงานที่นี่มีความสุขงานไม่ยากใครเข้าไปก็ทำได้ แต่สิ่งที่เหนื่อยคือการที่จะหาคนมาคุยกับเรา 10 นาทีน่ะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แม่ก็เลยให้คนละครึ่งทางคือถ้ายังได้เงินเดือนเต็มๆอยู่เขาจะให้ทำต่อ แต่ถ้าโดนปรับเป็น per call เมื่อไหร่ต้องยอมออกนะ
ที่เล่ามาทั้งหมดก็อยากจะถามเพื่อนๆว่า ตอนนั้นเราตัดสินใจถูกหรือผิดที่ออกจากงานโดยที่ยังไม่ได้งานใหม่ ถ้าเป็นคุณจะทนทำต่อหรือว่าออกมาเลย จริงๆงานที่นี่ชอบเเละมีความสุขนะคะ ไม่เคยถือตัวว่าจบปริญญาแล้วมาทำงานวุฒิ ม.3 เพราะรู้ตัวดีว่าเป็นคนช้าและเเก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ ถึงที่นี่จะเอาเปรียบหลายอย่างแต่ก็มีความสุขทุกครั้ง ที่การสัมภาษณ์ของเรามีส่วนทำให้ลูกค้าได้รับการบริการที่ดีขึ้น ถึงลูกค้าธนาคารกรุงไทยทุกคนนะคะ วันใดที่มีคนโทรไปหาคุณเพื่อสัมภาษณ์ ขอให้รู้ไว้ว่าเราไม่ได้อยากจะรบกวนเวลาของคุณ แต่ที่ต้องทำเพราะว่ามันเป็นงาน คือถ้าไม่ทำก็ไม่ได้เงินน่ะค่ะ call center ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าทำอะไร ยิ่งตอนหลังที่โดนปรับค่าแรงเป็น per call นี่รู้สึกว่าลูกค้ามีบุญคุณกับเรามาก เวลาลูกค้าให้สัมภาษณ์ความรู้สึกแทบอยากจะเอาพวงมาลัยไปกราบแทบเท้าพวกเขาเลย สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณลูกค้าทุกคน ที่ให้ความร่วมมือให้สัมภาษณ์พวกเราจนจบนะคะ ถึงเราจะไม่ได้เห็นหน้ากันแต่ฉันก็มีความสุขนะคะที่ได้พูดคุยกับพวกคุณ ถ้ามีโอกาสอยากเห็นหน้าพวกคุณทุกคนจังเลย ขอบคุณจากใจจริงๆค่ะ^^
คิดถูกหรือคิดผิดที่ตอนนั้นออกจากงานโดยที่ยังไม่ได้งานใหม่
ที่นี่มีกำหนดยอดลูกค้าแต่พอพวกเราทำยอดลูกค้าไม่ได้ตามต้องการ ช่วงแรกที่นี่ก็ให้เข้ามาทำงานทั้งวันเสาร์และอาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ก็ไม่มีเว้น โดยจ่ายค่าแรงให้ call ละ 50 บาท เช่น 10 คนก็ได้ 500 บาท ซุปคนนึงบอกว่าเธอต้องขอโทษด้วยที่ตอนแรกบอกว่าหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่ในเมื่อยอดไม่ถึงแล้วผู้ใหญ่สั่งลงมาแบบนี้เธอก็ต้องทำตาม แถมตอนแรกยังมีการบอกว่าถ้าใครไม่มาจะหักเงิน แล้วตอนหลังยังไงก็ไม่รู้เหมือนมีคนไปท้วงว่าวันหยุดจะมาหักได้ยังไง ก็เลยเปลี่ยนเป็นลักษณะขอความร่วมมือ ใครที่ว่างก็มาแต่ถ้าใครที่ไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรไม่มีการหักเงินแล้ว จขกท เคยไปอยู่ประมาณ 3 เสาร์ค่ะ มีอยู่เสาร์นึงฉันโทรตอนเช้าได้ลูกค้า 2 คน แล้วช่วงบ่ายระบบล่มโทรไม่ได้ ได้ค่าแรง 100 เดียวแม่บอกว่า "แล้วเราจะไปโทรเพื่ออะไรเนี่ยมันคุ้มกับค่ารถไหม แล้วการที่ให้มาทำงานวันหยุดต้องจ่ายค่าแรงเป็น 2 เท่า ไม่ใช่คิดเป็นค่า call แบบนี้ เกิดวันไหนดวงจู๋ไม่ได้ลูกค้าทำฟรีเหรอ"
พอพวกเราทำงานมาได้เข้าเดือนที่ 4 ก็คือเดือนเมษาเมื่อต้นปี หลังสงกรานต์พวกซุปก็เริ่มเรียกคุยเรื่องผ่านโปรทีละคน บางคนก็ได้ผ่านโปรเลยก็คือพวกที่โทรได้ยอดลูกค้าเยอะๆ แต่ของฉันโดนต่อโปรเดือนนึงค่ะ เนื่องจากโทรได้น้อยไม่ได้ยอดลูกค้าตามที่เขาต้องการ มากสุดที่เคยโทรได้คือ 16 คน น้อยสุด 5 คน แต่ส่วนใหญ่มาตรฐานที่ได้คือ 10-12 คน ยอดที่เขาต้องการให้ได้ต่อวันคือ 25 คนค่ะ คนไหนที่โทรเก่งเลือกชื่อลูกค้าเป็นก็ทำได้นะคะ แต่สำหรับฉันคือเราเลือกชื่อลูกค้าไม่เป็นน่ะค่ะ ชื่อเชยหรือชื่อทันสมัยคือดูไม่ออกจริงๆ ไม่ใช่ว่าไม่อยากโทรให้ได้เยอะๆนะ แต่เท่าที่นั่งโทรทั้งวันมันก็คือเต็มที่แล้ว ไม่ใช่ว่าเราโทรได้น้อยแล้วเราไม่โทร เวลางานที่นั่งโทรนี่แทบจะไม่ได้แตะมือถือเลย คือถ้านั่งเล่นแล้วได้ยอดลูกค้าน้อยแล้วมาว่าเรานะ จะไม่เถียงไม่ว่าอะไรสักคำเลย ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าโทรได้ยอดลูกค้าน้อยแล้วอิจฉาคนที่ได้เยอะนะคะ แต่อยากให้ดูเหตุดูผลด้วยไม่ใช่จะเอาแต่ยอด
ตอนวันที่เข้ามาสัมภาษณ์และเซ็นสัญญา ในสัญญาระบุไว้ว่าใครที่ผ่านโปรจะเพิ่มเงินเดือนให้จาก 10,000 เป็น 11,000 แต่พอถึงเวลาก็มีข้อแม้ว่าต้องได้ยอดลูกค้าเพิ่มขึ้นด้วยถึงจะเพิ่มให้ ส่วนคนที่ไม่ผ่านโปรก็คือคนที่ได้ยอดลูกค้าไม่ถึง ไม่ผ่านโปรของที่นี่ไม่มีการไล่ออกค่ะ แต่เขาจะไม่มีฐานเงินเดือนให้ เขาจะคิดเงินจากจำนวนลูกค้าที่เราโทรได้เป็น call ละ 30 บาทค่ะ เช่น 10 คนก็ได้ 300 บาท หลังจากต่อโปรเดือนนึงแล้วยังไม่ได้ยอด ในที่สุดฉันก็โดนปรับเป็น per call ซึ่งแม่เคยบอกไว้ว่าถ้าโดนปรับเงินเป็นแบบนี้เมื่อไหร่ไม่ต้องทำนะ เพราะมันไม่คุ้มกับค่ากินและค่าเดินทาง น้องคนนึงบอกว่าถ้าเกิดวันนึงโทรได้ไม่ถึง 10 ค่าแรงขั้นต่ำยังไม่ได้เลยนี่มันแรงงานพม่าแล้ว แต่ฉันก็ยังฝืนทำเพราะตัวเองเป็นคนทำงานช้า เรียนรู้ช้า และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ กลัวว่าถ้าไปทำที่ใหม่ที่งานมันยากขึ้นแล้วจะทำไม่ไหว แต่น้องอีกคนนึงบอกให้บอกแม่ไปเลย จนในที่สุดก็ทนความอึดอัดใจไว้ไม่ไหวก็เลยตัดสินใจบอกแม่ แม่บอกวันถัดไปให้เข้าไปทำวันสุดท้ายแล้วเก็บข้าวของออกมาเลย
แม่เป็นคนไม่ชอบให้ใครมาเอาเปรียบ ฉันลองพยายามขอร้องว่าขอให้ได้งานใหม่ก่อนแล้วค่อยออก แต่เขาไม่ยอมค่ะบอกว่า “จะให้เขาเอาเปรียบอยู่อย่างนี้เหรอ ถ้าไม่ยอมออกก็ตายกันไปข้างนึง ถ้าจะทำต่อก็เก็บข้าวของไปอยู่ที่อื่น” ของฉันนี่ยังพอทนนะคะเพราะถึงเขาจะจ่ายเงินให้แบบนั้น แต่เขาก็บอกก่อนล่วงหน้าว่าเริ่มเมื่อไหร่ แต่น้องอีกคนนึงที่ฉันสนิทด้วยหลังจากต่อโปรเดือนนึงแล้ว ยอดลูกค้ายังไม่ถึงก็ตกลงกันว่าจะต่อโปรให้อีก 2 อาทิตย์ แล้วพอถึงเวลาจ่ายเงินเดือนปรากฏว่าน้องคนนี้โดนคิดค่าแรงเป็น per call พร้อมกันกับฉัน น้องก็เลยงงว่าต่อโปรอะไรกัน ทำไมมาคิดค่าแรงให้แบบนี้ พอสอบถามจากซุปเธอก็บอกว่า ต้องขอโทษด้วยตอนคุยกันอาจจะมีการเข้าใจอะไรผิด คือเราก็เข้าใจนะว่าบริษัทต้องการคนทำงานที่มีประสิทธิภาพ คือถ้าจะไม่เอาช่วยพูดกันตรงๆได้ป่ะเราก็ไม่ได้ง้ออยู่แล้ว ไม่ใช่มาบีบให้ออกทางอ้อมแบบนี้ คุณต่อโปรให้น้องแล้วคุณมาคิดค่าแรงให้เขาแบบนี้ได้ยังไง นี่มันโกงกันชัดๆเลย
ที่นี่ตอนเข้ามาทำเดือนมกราไม่ส่งประกันสังคมให้ เพราะคนจะเข้าๆออกๆเยอะมาก (สาเหตุจากอะไรคงไม่ต้องบอกกันแล้วนะคะ) เดือนๆนึงคนเข้าออกไม่ต่ำกว่า 10 เขาเลยอยากให้ชัวร์ๆก่อนแล้วค่อยส่ง แม่ก็ไม่ชอบใจตั้งแต่แรกแล้วค่ะ เขามาส่งให้ประมาณเดือนพฤษภาซึ่งเป็นเดือนที่ 4 ของการทำงาน แต่ช่วงนั้นแม่ให้ไปทำประกันตนเองไว้ เพราะยังไม่มั่นใจว่าจะทำงานอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน และตอนนั้นประกันสังคมก็ใกล้จะขาดแล้วด้วย ก็เลยคุยกับซุปว่าไม่ต้องส่งชื่อเข้าประกันสังคมให้นะ เพราะว่าต้องการจะส่งเอง ซุปก็บอกว่าไม่ได้ต้องส่งเพราะมันย่างเข้าเดือนที่ 4 แล้ว ถ้าไม่ส่งบริษัทจะโดนปรับ ฉันทำงานที่นี่วันสุดท้ายวันที่ 8 มิถุนา ตอนหลังเข้าไปเซ็นใบลาออกเมื่อวันที่ 21 มิถุนา ถามซุปว่าตกลงได้ส่งชื่อเข้าประกันสังคมหรือเปล่า เธอบอกว่าจะส่งแล้วแต่มันไปตรงกับมาตรา 39 ที่ทำประกันตนเองอยู่ก็เลยส่งไม่ได้ ก็ถือว่าโชคดีค่ะที่ตัดสินใจทำเพราะขืนรอทางนี้ส่งประกันสังคมก็คงขาดไปแล้ว ทีนี้ล่ะเจ็บไข้ได้ป่วยมาล่ะเรื่องใหญ่เชียว
ตอนนี้ฉันไม่ได้ทำงานที่นี่แล้ว และตอนที่ออกก็ยังไม่ได้งานใหม่ เพราะว่ามีปัญหากับที่บ้านมากแล้ว ขนาดตอนที่ยังได้เงินเดือนเต็มๆอยู่ เจออะไรที่เอาเปรียบหรือไม่ถูกต้องแม่ยังไม่อยากให้ทำเลย แล้วยิ่งมาโดนปรับค่าแรงเป็น per call แบบนี้แม่ยิ่งไม่ยอมใหญ่เลยค่ะ ก็หางานใหม่ไปเรื่อยๆจนตอนนี้กลับไปทำที่เดิมที่เคยทำก่อนมาทำที่นี่แต่คนละแผนกกัน เป็น admin ที่แบงค์เล็กๆสีฟ้าแถวสุขุมวิท 21 งานจุกจิกจู้จี้พอสมควร ทำงานช้าเหมือนเดิม แต่ก็พยายามปรับตัวก็ลุ้นเอาค่ะว่าจะผ่านโปรหรือเปล่า คือลักษณะงานที่นี่น่ะมันสบาย เพราะเวลาเราพูดกับลูกค้าคือเราไม่ต้องคิดเอง เขามี script ให้อ่านตามหน้าจออยู่แล้ว บอกแม่ว่าทำงานที่นี่มีความสุขงานไม่ยากใครเข้าไปก็ทำได้ แต่สิ่งที่เหนื่อยคือการที่จะหาคนมาคุยกับเรา 10 นาทีน่ะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แม่ก็เลยให้คนละครึ่งทางคือถ้ายังได้เงินเดือนเต็มๆอยู่เขาจะให้ทำต่อ แต่ถ้าโดนปรับเป็น per call เมื่อไหร่ต้องยอมออกนะ
ที่เล่ามาทั้งหมดก็อยากจะถามเพื่อนๆว่า ตอนนั้นเราตัดสินใจถูกหรือผิดที่ออกจากงานโดยที่ยังไม่ได้งานใหม่ ถ้าเป็นคุณจะทนทำต่อหรือว่าออกมาเลย จริงๆงานที่นี่ชอบเเละมีความสุขนะคะ ไม่เคยถือตัวว่าจบปริญญาแล้วมาทำงานวุฒิ ม.3 เพราะรู้ตัวดีว่าเป็นคนช้าและเเก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ ถึงที่นี่จะเอาเปรียบหลายอย่างแต่ก็มีความสุขทุกครั้ง ที่การสัมภาษณ์ของเรามีส่วนทำให้ลูกค้าได้รับการบริการที่ดีขึ้น ถึงลูกค้าธนาคารกรุงไทยทุกคนนะคะ วันใดที่มีคนโทรไปหาคุณเพื่อสัมภาษณ์ ขอให้รู้ไว้ว่าเราไม่ได้อยากจะรบกวนเวลาของคุณ แต่ที่ต้องทำเพราะว่ามันเป็นงาน คือถ้าไม่ทำก็ไม่ได้เงินน่ะค่ะ call center ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าทำอะไร ยิ่งตอนหลังที่โดนปรับค่าแรงเป็น per call นี่รู้สึกว่าลูกค้ามีบุญคุณกับเรามาก เวลาลูกค้าให้สัมภาษณ์ความรู้สึกแทบอยากจะเอาพวงมาลัยไปกราบแทบเท้าพวกเขาเลย สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณลูกค้าทุกคน ที่ให้ความร่วมมือให้สัมภาษณ์พวกเราจนจบนะคะ ถึงเราจะไม่ได้เห็นหน้ากันแต่ฉันก็มีความสุขนะคะที่ได้พูดคุยกับพวกคุณ ถ้ามีโอกาสอยากเห็นหน้าพวกคุณทุกคนจังเลย ขอบคุณจากใจจริงๆค่ะ^^