เมื่อผมจำต้องเป็น ราชาเงินผ่อนก่อนเพลงคาราบาวจะดัง มุ้งหวังเป็นราชาเงินผ่อนอย่างใร ของมนุษย์เงินเดือนไม่จนยามเกษียณ

แม้ปัจจุบันใกล้เกษียณแล้วผมก็ยังเป็นราชาเงินผ่อนอยู่ เช่น ทีวี 50 กว่านิ้วเอย ครัวสแตนเลสเอย ฯลฯ ดอกเบี้ย 0 %  ที่เป็นทรัพย์สินใหม่ก็คอนโดเอย และอาจจะยังมีอีกถ้าผมไม่หยุด คือผมยังไม่มีอำนาจเงินสดในมือซื้ออะไรที่ราคา ประมาณ 2 หมื่นขึ้นไปแบบไม่ต้องผ่อนได้เลย หรือซื้อได้แต่ยังไม่กล้า ด้วยติดราชาเงินผ่อน 0 %

    แต่เมื่อผ่านมาเป็นเวลา 20 กว่าปีแล้ว ด้วยเป็นราชาเงินผ่อน เริ่มจากไม่มีเงินสักบาท แถมมีภรรยาและลูกอ่อนอีก 1 ต้องอาศัยเขาอยู่ฟรี แลกกับงาน+มีเงินเดือนเล็กน้อยติดมาด้วย  งานก็ไม่ได้มั่นคงอะไร จนล่วงเลยถึงปัจจุบันรวมๆ ทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ก็กว่า 5 ล้านไปแล้ว  โดยที่ผมก็ไม่ได้หวังรวยหวังเป็นเศรษฐิใดๆ เลย จึงไม่ได้มุ่งมั่นอะไรมากในการลงทุน แต่ผมมุ่งมั่นอย่างเอาเป็นเอาตายให้เวลาและใจกับการปฏิบัติธรรมและศึกษาธรรม และประกองครอบครัวไม่ให้ตกต่ำกว่าเดิม แค่เจริญขึ้นไปตามลำดับตามฐานะ  

     ที่เขียนกระทู้ก็ด้วยเริ่มแก่ใกล้เกษียณ  เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาได้มีข้อมูลจากรัฐบาล ว่าคนจนมีถึง 12 ล้านคน เลยพยายามตั้งเขียนกระทู้เพื่อกระตุ้นให้รุ่นคนกลางคน และรุ่นหนุ่มได้วางแผน  การเก็บออมหรือลงทุน เพื่อจะไม่ให้ติดกับดัก จนมีคนลำบากถึง 12 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนั้นมีคนเริ่มแก่แล้วเป็นจำนวนมากพอควร ซึ่งคนเหล่านี้ในสมัยก่อนไม่ค่อยคิดไม่ค่อยคำนึงกัน ทราบเพราะผมก็เกิดร่วมสมัยเดียวกันผ่านตั้งแต่อยู่บ้านนอกจนผมเข้ามาอยู่เมืองใหญ่ อย่างกรุงเทพฯ  ส่วนมากไม่ค่อยมีเป้าหมายกัน หรือไม่มีจุดเริ่มต้นกัน ปล่อยไปเลยตามเลยเป็นส่วนมาก.

       สำหรับผมก็ลำบากทั้งแต่เริ่มเรียน ป.ตรี ปีแรกแล้ว ได้กินก็แค่พอดีคือได้กิน จะว่าอิ่มก็ไม่ใช่ เพราะเงินที่ได้มาเพื่อเรียนนั้นน้อย แบบกินได้เพียงจานเดียวถูกสุดต่อมื่อ  สำหรับน้ำเปล่าหรือน้ำแข็งเปล่า หรือขนมนั้นไม่ต้องพูดถึง หลังจากนั้นก็ลำบากไปอีกยาวนาน แต่ใจนั้นทนอยู่ได้ไม่ได้ลำบากนัก เพราะ ได้ฝึกมันจนถึงที่สุดแล้ว จึงสามารถทนอยู่กับความยากลำบาก โดยไม่ผิดเพี้ยนหรือบ้าไปเสียก่อนได้  แม้เรียนจบแล้ว ก็ไม่ได้หวังเก็บเงินเก็นทองอย่างไร รอเพื่อบวชพระอีกครั้ง  แต่ยังกลัวเพราะเมื่อไปจะบวชแล้ว แค่มีผู้ที่ไม่ชอบขี้หน้าแม้ไม่รู้จักกัน ด้วยรังเกียจในฐานะทางสังคมของกฏหมาย ก็ปฏิเสธไม่บวชให้  แล้วต่อมาก็ได้บวชในที่ใหม่ แต่ไม่ใช่ได้มาโดยง่าย ก็ได้บวชเพียง  10 กว่าวัน ผู้เป็นพระผู้ใหญ่ พึ่งได้เจอกันเพียงครั้งแรก ก็มาทำนองเดียวกันอีกบอกว่าถ้าเขาอยู่ในตอนนั้นก็จะไม่ให้ผมบวช และบอกว่าต้องการให้ผมสึกออกไป ผมพิจารณาดูแล้วไม่มีสิ่งใดที่เขามีอคติกับผมมาก เพราะไม่เคยรู้จักกัน และด้วยนิสัยต่างๆ ผมก็เป็นเด็กดีมากๆ ตั้งแต่เล็กมาแล้ว

       แต่มี 2 สิ่งที่รวมกันในตัวผมที่เขาไม่ต้องการคือ เรียนเก่งค่อนข้างมากบวกกับยังไม่มีสัญชาติไทย จึงเป็นจุดอ่อนของผู้ที่มีอคติ สามารถทำร้ายเบียดผมได้ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนโดยง่าย แล้วพระท่านผู้นั้นภายหลังทนไม่ไหวต้องมาขอร้องในขณะที่ผม กลับจากบิณฑบาตในเช้ามืด ผมพิจารณาแล้วเมื่อกรรมเป็นเช่นนี้ คือยกให้ท่านเป็นทาน(ใจไม่ได้อยากสึกเลย) ฆ่าตนเองจากบรรพชิต เวียนกลับมาเป็นฆราวาส จะได้หมดกรรมตรงนี้เสียที่ ผมจึงขยาดไม่กล้าบวช ถ้ายังอยู่ในฐานะเดิมๆ เช่นนั คือรอไปเรื่อย

        นี้และคือจุดที่ผมต้องเริ่มผ่านทุกข์ลำบากอีกมาก ในเพศฆราวาส เมื่อรอเวลาแต่ไม่รู้เมื่อใด 2 - 3 ปี ยังเป็นวัยหนุ่ม ไม่ได้หวังสร้างเนื้อสร้างตัวไม่เก็บเงินหรือทอง ไม่ได้วางแผนในการมีครอบครัว ผมไม่เคยคิดว่าได้เจอคนรักและได้แต่งงาน เมื่อมันเกิดขึ้นทุกอย่างก็นำไปสู่การลงเหวของความยากลำบาก เพราะไม่ได้วางแผนไว้ก่อนเลย เมื่อผมตกงานจากงานอิสระ จากการเป็นติวเตอร์ ซึ่งผมมีโอกาสหางานได้แทบเป็น 0  ภรรยาก็ยังไม่มีงานทำ กำลังท้อง พึ่งเรียนจบ ป.ตรี จึงพากันลงเหวของความยากลำบาก   ในความยากลำบากนั้นผมจึงตั้งเป้าหมายว่า ผมต้องมีบ้านของตนเอง 2 หลัง หลังหนึ่งอยู่อาศัย อีกหลังให้เขาเช่า กินค่าเช้ายามเกษียณ จะไม่ยากลำบากเหมือนตอนนี้  แล้วผมและภรรยารวมลูก ต้องยากลำบากยาวนานจนถึง 7 - 8 ปี ดีที่ปีหลังๆ ผมผลักดันให้ภรรยาไปสอบราชการ และสอบได้
        
       อายุใกล้ 40 ปีแล้ว ผมจึงตั้งตัวได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะได้มาโดยง่าย ผมต้องเรียนต้องฝึกพัฒนาตนเองในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรที่ไม่เคยเรียนมาก่อนเลยอย่างมาก และไม่ได้งานทำที่เป็นโปรแกรมเมอร์เลย ถ้าคนภายนอกดูและอย่างภรรยาผมว่า ผมทำไมต้องทำต้องให้เวลาถึงขนาดนี้จนเขาแทบทนไม่ได้ จะเอาขวานฟัน และรื่อคอมพิวเตอร์ ที่ผมย่อมสละเงินเก็บ 2.5 หมื่นซื้อมาเพื่อพัฒนาตนเอง แล้วพูดว่า เรามีแค่นี้ก็พอแล้ว จนผมต้องให้เหตุผลเพื่อให้เขาหยุดกระทำว่า

       ที่ผมทำก็เพื่ออนาคตของครอบครัว และงานเป็นชับพอร์ดคอมพิวเตอร์เบื้องต้น หรือระบบโปรแกรม มันไม่มั่นคงหรอก เขาสามารถบีบให้ออกหาคนใหม่เด็กใหม่ที่ถูกกว่าเมื่อใดก็ได้ และไม่ใช่ว่าเราต้องอยู่แบบพอมีเงินเช่าอาศัยอยู่ตลอดชีวิต และไม่พอสำหรับลูกลูกอีก ซึ่งผมมองเห็นไกลไปยิ่งกว่าคุณอีก  

      ภรรยาจึงต้องถอยหยุดไป แล้วผมก็โดนบีบออกจากงาน ผมและภรรยาได้รับรสชาติ นั้นครั้งหนึ่ง ผมแทบหมดอาลัยตายยากเลย หน้าชีดเผือกแทบเป็นลมกองอยู่ตรงนั้น  แต่ก็ผ่านมาได้ และไม่ใข่เพียงแค่ 1-2 ปี ที่ผมพัฒนาตนเองแต่มัน 4-5 ปีที่เดียว จนผมสามารถเขียนโปรแกรมระบบใหญ่ระดับห้าง แบบคนเดียวได้นั้นเอง ได้ทั้งอาร์ดแวร์และซอฟแวร์ ผมจึงมั่นใจในความสามารถตนเองตั้งแต่นั้นมา  ว่าไม่ตกงานอีกแล้ว และจะได้รับเงินเดือนขึ้นไปตามลำดับเหมาะสมกับฐานะของบริษัทแน่นอน เมื่อผมได้ไปตกอยู่ในบริษัทที่พอมีความมั่นคงถึงแม้ขนาดเล็กหลาย 10 ล้านบาท ถึง 100 ล้านบาทต่อปี หรือโตกว่านั้นก็จะเป็นผลดีกับผมมาก

     แต่บุญกรรมส่งให้ผมได้งานบริษัทขนาดเล็ก 30-40 ล้านบาทต่อปี ก็หรูแล้วสำหรับผมในช่วงเวลานั้น คือมีเงินดือนมากกว่าภรรยาที่รับราชการประมาณ เกือบ 4 เท่า เมื่อผมอายุประมาณ 38 ปี ต่อไปที่เหลือก็เป็นความต้องการผลักดันจากภรรยาและลูกทั้งนั้น จากการมีบ้าน 2 ถึง 3 หลัง ก็อยู่ในเป้าหมายของผมที่ต้องมีบ้านให้เขาเช่า กินยามเกษียณ จึงย่อมไปตามความต้องการของภรรยาและลูก และมีเพิ่มมาคือ ที่ดิน และคอนโด  ส่วนที่เป็นความต้องการผลักดันของผมคือ ขอมีรถเก่าๆ ขับ จนไปเป๋นคันใหม่ และที่ดิน 1 แปลง แต่ทั้งหมดรวมๆ นั้นผมต้องเป็นคนผ่อนจ่ายทั้งหมดคนเดียว

      ดังนั้นผมจึงมีเงินเก็บส่วนตัว 0 บาทติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปีกว่าปีที่เดียวอย่างอดทน แต่ในช่วงเริ่มต้น อายุประมาณ 40 เพราะเงินเดือนยังน้อย แต่แบกบ้านถึง 2 หลัง รถเก่า 7 ปีราคา 1 แสน มีครั้งแรกในชีวิต ซื้อมาขับไปทำงานก็กู้เขามา จนต้องกดเงินอนาคต จากบัตรเครดิตมาใช้จ่าย  จนต้องผ่อน 10 % จากยอดต่อเดือน และกำลังจะพอกหางหมู จนภรรยาต้องกู้ฉุกเฉินมาโปะ อดทน 2 ปี เงินเดือนผมขึ้นดี ก็หลุดวงจรอันหวาดเสียวนั้นไปได้ ส่วนเงินเดือนของภรรยาให้เขาบริหารของเขาเองเพื่อรักษาหน้าที่การงานของเขา และเงินพิเศษเพื่อให้กับลูก 2 คน ส่วนค่าจ่ายรายเดือนค่าเทอมลูกผมต้องจ่าย ดีที่ค่าเทอมสามารถเบิกคืนตามสิทธิ์ของข้าราชการได้บางส่วน ผมก็บรรเทาไปหน่อยหนึง ส่วนโบนัสผมต้องแบ่งให้ภรรยาทุกปีอย่างน้อย 1 หมืน ตามเหมาะสม

      ที่ผมทำได้อย่างน้นทั้งที่ผมทำงานอยู่ในบริษัทเดียว ไม่ได้ย้ายงานเพื่ออับเงินเดือนสูงขึ้นเลย ถึง 20 กว่าปี เพราะผมและบริษัทได้พัฒนาระบบคอมพิวแตอร์จนคุมแบ็กออฟฟิส ได้อย่างมั่นคงผู้บริหารก็อยู่กันยาว และสามารถประหยัดได้ ยอดขายจาก 30-40 ล้าน เพิ่มขึ้นทุกปี แม้แต่วิกฤตปี 40 ก็เพียงชงักไปเท่านั้น แล้วเพิ่มเป็น 50 , 60 , 70 , 80 , 90 ,100 ,110 ,120 ล้าน ไปตามลำดับ   เงินเดือนผมก็เพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเกียจ คือในระดับกลางค่อนข้างล่างของผู้บริหาร มีโบนัสทุกปี จึงไม่เป็นสาเหตุที่ผมต้องเปลี่ยนงาน  

      แต่ธุรกิจย่อมมีขึ้นมีลง ไม่ใช่ว่าจะราบเรียบไปตลอด เมื่อถึงจุดสูงสุดของสินค้าที่ขายได้ในตลาด ก็ย่อมปรับตัวถอยลง ตามสภาวะบ้านเมืองของประเทศ ที่มีปัญหาทางการเมือง และเมื่อบริษัทโตขึ้น ต้นทุนก็ย่อมโตขึ้น แต่ยอดขายยังอยู่ในระดับเดิม หรือต่ำลงเล็กน้อย เหลือประมาณ 90 บวกลบ  ล้านต่อปี ผู้บริหารเงินเดือนเป็กหยุดลงเท่านั้นไม่ขึนอีกเลย โบนัสผู้บริหารไม่มีอีกเลย ส่วนเด็กเงินเดือนน้อยๆ ก็ยังให้เขามีแบบไม่เต็มเดือนบ้างเป็นกำลังใจเขา เป็นเรื่องธรรมดาของธุรกิจ นี้ก็ 5-6 ปีมาแล้ว ที่ผมไม่มีโบนัสและเงินเดือนคงที่ จนใกล้เกษียณ แต่ผมก็ยังฉิวๆ  แทบไม่กระทบอะไรเลย.

       ก็เพราะได้เตรียมตัวคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าโดยประมาณไว้แล้วนั้นเอง คือ

      1.ลูกคนโตจบ ป.ตรี วิศวะคอมพิวเตอรมหาลัยดัง เกียรตินิยมลำดับ 2 จบก็ได้งานทำเลย ต่อโท จุฬา ทำงานไปด้วยจนเรียนจบ เงินเดือนก็สูงกว่าพ่อไปแล้ว ก็ลดการจ่ายไปเดือนหนึ่งประมาณ 5 พันบาท เพียงแต่จ่ายลูกอีกคน จากเด็กบกพร่องในการเรียน ผมใช้ทั้งธรรมและอื่นๆ พัฒนาเขาจนเก่งขึ้นเข้ามหาลัยรัฐระดับกลางๆ ทางภาษา จนเขาเก่งด้วยตัวเขาเองในภายหลัง ก็เอาแนวที่ผมวางให้เขาไว้ตอนเด็กๆ นั้นแหละ เกรต 3.3 กว่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็คงได้เกียรติ์นิยม ตามพี่เขาไปอีกคน จบกลางปีหน้า หลังฝึกงานจบ ผมก็จะลดค่าใช้จ่ายลงไปอีก
     2.ผมผ่อนบ้านเดียว 1 หลังจบไปแล้ว บ้านทาวส์เฮา 2 ชั้นผมผ่อนจบไปแล้วนานแล้วแต่เอาเข้าแบ็งใหม่เอาไปซื้อที่ดิน 1 แปลงซึ่งผ่อนเดือนละเกือบ 4 พันบาท จึงไม่มีปัญหา  จึงลดการใช้จ่ายถึงเดือนละ 1.5 หมื่นบาท ทุกเดือน เพราะผ่อนหมดไปเมือ 2 ปีมาแล้ว และยังได้ที่ดินเพิ่มอีก 1 แปลง
     3.รถยนตร์ ที่จ่ายเดือนละ เกือบหมื่น ผมก็ผ่อนหมดแล้วเป็นปี

     ผมจึงผ่านไปได้แบบฉิวๆ แม้เงินเดือนไม่ขึ้น โบนัสไม่มีเป็นเวลาถึง 5-6 ปีมาแล้วก็ตาม  แต่ผมกลับมีภาระที่ต้องจ่ายอีกที่ทำให้ผมไม่สามารถมีเงินเก็บเงินสดส่วนตัวระดับ 2 ล้านบาทเมื่อเกษียณพอดี  ที่ผมต้องจ่ายแม้ไม่ได้ตามคาดหวังก็ตาม แบบไม่ได้เครียดหรือทุกข์อะไร กลับเป็นบุญเสียอีกคือ

     ผมต้องจ่ายให้แม่ที่นอนติดเตียง ที่ผมต้องจ่ายเพียงคนเดียวเดือนละ(รวมทุกอย่าง) 1.7 - 1.8 หมื่นบาท จากก่อนหน้านี้เดือนละ 2.5 หมื่น จากที่พี่ๆ เคยช่วยรวมเดือนละประมาณ 4 พันบาทและได้งดจ่ายไปแล้ว   ซึงถ้ารวมๆ แล้วตั้งแต่แม่นอนติดเตียงตั้ง 6 ปีมาแล้ว ยอดเงินที่จ่ายไปแล้ว เกือบ 1 ล้านบาทแล้วนั้นเอง.    
      
      ดังนั้นเงินที่ผมพึงจะเก็บได้อีกเกือบหนึ่งล้านผมจึงผลักไปลงทุน  ซื้อผ่อนคอนโดใหม่ราคารวมทุกอย่างตกแต่ง ประมาณ  8 แสน เพื่อเป็นรายได้หลังเกษียณชดเชย เงินสดที่ผมพึงเก็บได้ส่วนตัว ประมาณ 2 ล้าน ที่ผมคิดว่าจะทยอยจ่ายส่วนตัวแบบเล็กๆ น้อยๆ ยามขาดไปแต่ละเดือน จากได้เงินบำนาณประกันสังคม และค่าเช่าบ้าน 1 หลัง จนตาย  ก็ไม่มีแล้ว  
       ออ. แต่ผมก็ลงทุนในตลาดหุ้นส่วนหนึ่ง ในระดับแสน ค่อยเพิ่มไปที่ละนิด ก็คงได้ปันผลต่อเดือนมาชดเชยได้อีกเล็กน้อย ด้วยประสบการณ์ลงทุนมา 7-8 ปี จนทำได้ตามเป้าหมาย ผลตอบแทน 4-5-6 % ต่อปี เฉลี่ยต่อเดือนก็หลายร้อยอยู่ รวมๆ แล้วพอมีรายได้อยู่เล็กน้อยแม้เกษียณจากงาน อายุ 60 ปีไปแล้วในปีหน้า

       ก็หมายความว่า เงินสดส่วนตัวผมก็แทบไม่มี หรือให้มีจนถึงหลักล้าน ทำไม่ได้เช่นเดิม และคงต้องเป็นราชาเงินผ่อนต่อไป เพราะปัจจุบันเลือกได้ที่ ผ่อนดอกเบี้ย 0%

     หมายเหตุ ด้วยเจตนาที่ผมจะให้ธรรม ในฐานะฆราวาส  ผมก็ต้องให้ธรรมตั้งการมีชีวิตครองเรือนที่ดำเนินไปได้อย่างไม่ตกต่ำ และธรรมศึกษากับธรรมปฏิบัติ ก็จะครบสมบูรณ์ ในการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ในฐานะฆราวาส
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่