คุณ เตรียมตัวตายหรือยัง...

ถ้าเตรียมตัวเตรียมใจเรียบร้อยแล้ว เตรียมกันอย่างไรบ้าง และคิดว่าถึงเวลานั้นแล้ว เช่น พรุ่งนี้ จะทำได้ตามแผนไหม
แก้ไขข้อความเมื่อ

คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 23
ผมเตรียมมานานแล้ว ด้วย

ส่วนที่ 1.ผมเฉียดตายมาแล้ว 2 ครั้ง
   1.ตอนอายุ 5 ขวบ ว่ายน้ำยังไม่เป็น แต่ดำน้ำริมตลิ่งเป็น ชวนเพื่อนไปเล่นน้ำ  ดำน้ำลอดท้องเรื่อที่จอดเกยตลิ่ง ก็ลอดได้หลายครั้ง  แต่มีครั้งหนึ่งติดคาท้องเรือ  แล้วไม่รับรู้อะไรอีกเลย. รู้อีกที เสมือนยืนอยู่ริมตลิ่ง  มึนหัวและหมุนไปหมด ก็พยายามหันหน้าไปยังตำแหน่งที่แม่ขายของอยูในตลาด แล้วจำอะไรไม่ได้อีกเลย
     แต่ ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ ต่างบอกให้ฟังว่า  ติดอยู่ท้องเรือนานมากกว่าจะมีคนไปช่วยขึ้น  ยกมานอนกองที่ริมตลิ่ง ตัวเขียวและนิ่มไปหมดแล้ว ไม่หายใจ ทุกคนสรุปว่า ผมตายไปแล้ว  แล้วไปตามพ่อผม พ่อก็รีบวิ่งมา และพ่อก็รู้วิธีการรักษา ว่าไม่สามารถฝายปอดได้ เพราะโคลนและดิน อัดอยู่เต็มในจมูกและปาก พ่อผมจึงจับผมพาดบ่า เอาหัวห้อยลง แล้ววิ่งกระยอกๆ ไปเรี่อยรอบตลาด แม่ก็วิ่งตาม จึงเห็นผมสำรอกน้ำโคลนเศษดินออกมา  แล้วตามไปด้วยข้าวที่ผมพึ่งกินก่อนไปเล่นน้ำ พร้อมทั้งส่งเสียง ออ๊ก ออกมา พ่อจึงพาผมไปนอนบนเตียง เริ่มรู้สึกตัวจำได้ว่าผมหลับตา แต่มันมึนบีบหัวใจหมุนไปหมดในความมืดนั้น จึงค่อยลืมตาขึ้นมา ก็เห็นเด็กและคนทั่วไปยืนล้อมรอบเตียง แต่มันหมุนมึนไปหมดไม่สามารถทนดูได้ ต้องหลับตา แล้วปล่อยให้ตัวเองหลับไป
      
   2.ตอนอายุจะ 52 ปี เกิดสะโตร๊กน็อกหมดสติไปขณะกำลังเดินเข้าบ้าน ก่อนเชประกองร่างกายไม่ได้ สติปัญญารู้ทันในช่วงเสียววินาทีนั้น พลิกตัวไปตามแรงที่เชล้มลงไป แต่หันให้หลังไปดันกับประตูบ้านข้างที่ปิดตายอยู่ยันขาไว้แล้วปล่อยให้ครูดลงตามน้ำหนักของร่างกาย ย่อนให้ก้นไหลไปถึงพื้น แต่หมดสติก่อนก้นถึงพื้นนั้นเอง  กองอยู่ที่ประตูเข้าในตัวบ้าน รู้ชัดทั้งแต่ก่อนหมดสติไป จนหมดสติ และรู้เมื่อรู้ขึ้นมาแบบผัก คือ รู้เฉยๆ แต่ไม่รู้อะไร  หลังจากนั้น รู้ว่าเป็นตัวเรา แต่ไม่รู้อะไรเลย หลังจากนั้นก็พอนึกคิดได้ แต่นึกคิดอะไรไม่ออก ว่าอยู่ไหนเป็นอะไรอย่างไร แล้วความนึกคิดชัดขึ้น ก็จะไปรับรู้ที่ร่างกายส่วนใดๆ ไม่ได้เลย
     จึงเริ่มกลัวและเริ่มดิ้นรน มากขึ้นๆ ก็ไม่สามารถกระทำได้ จึงมีสติขึ้นทำใจให้สงบ ในความมืดมิดนั้น เตือนตนไม่ให้ตระหนกร้อนรน ต้องกระทำไปตามลำดับ เพ่งความรู้สึกไปที่ลิ้นและปาก ก็ทำอะไรไม่ได้ เพ่งไปที่ตา ก็ไม่สามารถเปิดตาได้ จึงเพ่งไปที่แขนและขาไปตามลำดับ ก็ไม่สามารถขยับได้ ต้องพักมารู้ที่ใจ ไม่ให้ใจมันตระหนกร้อนรนกลัวรนราน
      จึงเริ่มทำรอบใหม่ไปตามลำดับ จนแขนซ้ายพอขยับได้ ตาก็เริ่มเปิดเห็นพร่าๆ มัวๆ  ทั้งที่ยังรู้อะไรไม่ชัด แต่ใจก็เริ่มคิดว่าจะทำอย่างไร ให้คนภายนอกรู้ว่า เรากองอยู่ตรงนี้ ก็คิดไปตามลำดับว่า ปากและลิ้นเรากระดกออกเสียงไม่ได้ แต่แขนซ้ายขยับได้ จึงเหวียงไปด้านหลังเพือให้กระทบกับประตูมีเสียงดัง และพยายามกระดกลิ้นเปิดปาก เพื่อขอให้คนช่วย ทำอยู่อย่างนั้นแต่คุมสติไม่ให้ใจตนเองตระหนกกลัวจนรนรานเกินไป  จนเกาะประตูได้ดังขึ้น เริ่มมีเสียง อ่อ แอ่อ ออกจากปาก  จึงมีคนได้ยินเขามาช่วย ส่งโรงพยาบาล เข้าห้องไอชียู

    ส่วนที่ 2 ผมได้ตายไปแล้วจริงๆ  2 ครั้งเข่นกัน      
     
     1.เมื่อผมอายุ 23-24 ปี กำลังเรียนจบ  ก็ได้ปฏิบัติธรรมด้วยความเป็นทุกข์ กับสภานภาพของตนเอง  แล้วการปฏิบัติธรรมผมเจริญขึ้นไปตามลำดับ จนผมยอมสละชีวิตนี้ทิ้งไปได้ กับธรรมปฏิบัตินั้น  ผมจึงปฏิบัติติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือนและภาวนาอย่างมากจนยิ่งยวด  และเมื่อเกิดเจ็บในที่จุดตำแหน่งที่กำลังภาวนานาที่เหลืออยู่เพียงจุดเดียว ผมก็ไม่ยอมถอย ยังกำหนดภาวนาไปเรื่อย จนป็นจุดแนบแน่นขึ้นความเจ็บความทุกข์ก็ทวีคูณขึ้น จนจุดนั้นตำแหน่งน้นเป็นจุดแสงสว่างจ้าขึ้นมา เจ็บกำลังเหมือนจะตายจากไปก็ไม่ถอยในการกำหนดภาวนาที่เกิดแสงสว่างจ้ายิ่งกว่าดาวประกายพรึก จึงปล่อยให้ตายไปจริงๆ ไม่ถอนหรือคลายการกำหนดภาวนา
         จนเหมือนกำลังสิ้นตายไปจริงๆ แล้ว เสมือนโดนหน่วงโดนกำหนดให้ภาวนาราบเรียบไปเองอย่างอัตโนมัติ โดยไม่ต้องพยายมใดๆ แต่มีสติสัมปชัญญะชดเจนยิ่ง ไม่มีสภาวะคลุ่มเคลืออย่างใดแม้แต่นิดเดียว จนจุดของจิตที่แส่วงแบบดาวประการพรึกนั้นดับ ตัดขาดทอน เป็นช่วงๆ อย่างชัดแจนยิ่ง พร้อมทั้งความเจ็บทุกข์ยิ่งนั้นก็ดับบรรเทาลง ตามการที่เกิด-ดับๆ ไปนั้น แล้วเสมือนตกจากที่สูง วูบหายหมดสิ้นไม่มีใดๆ เลย(ตายสูญสิ้นไปจากโลก อันเป็นรูป-นาม) ช่วงขณะหนึ่ง แล้วผุดขี้นมาเองพร้อมทั้งอุทานหรือโพรงออกมาเองของจิตเองว่า

          "นี้คือ มรรคผลนิพพาน"   พร้อมทั้งจิตมีแต่ สุข เป็นหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดปน  

      แต่เมื่อมีความเป็นตัวเป็นตนชัดขึ้น กลัวตนเองหลง จึงเกิดความคิดปฏิเสธไปว่า "ไม่ใช่ อารมณ์สุขอย่างนี้ คืออารมณ์ของพระพรหม"

      และเมื่อรู้ทั่วร่างกายแล้ว ก็รู้ขึ้นว่า ตนเองจะไม่เป็นคนบ้า ไม่ว่ากรณีกดดันใดๆ แม้อาจจะไม่ได้รับปริญญา ที่สอบจบทุกวิชาแล้ว แบบพี่ชายคนโตที่บ้าผิดเพี้ยนไปแล้วก่อนถึงจุดเรียนปริญญาเพราะได้แค่มัธยมแล้วค่อยๆ บ้าไปเสียก่อน ต่างกับที่เราเดินมาถึงช่วงแทบจะบ้าได้ในระดับที่จะรับปริญญา  ที่โดนกดดันจากพ่อ และจากสถานะทางกฏหมาย ที่ขว้างกั่นไม่ให้เรียนต่อที่ตนเองรักและจะเรียนอย่างยิ่ง.

     หลังจากนั้นผมก็ลากชิวิตไปอย่างอยากลำบากด้วยทุกข์ในฐานะและเจ็บปวดทางกาย แต่ก็ยังปฏิบัติะรรมอยู่เนื่องๆ ไม่ทอดธุระ เป็นเวลา 10 ปี (กลางปี 2537) ก็เข้าสู่โหมดเบื่อหน่ายและปฏิบัติธรรมอย่างมากและก็มาก  ก็คล้ายแบบเดิมแต่กำลังไม่ชัดแจ้งแบบนั้น คืออาศัยทั้งอานปานสติ เป็นฐาน เมื่อมีสติดีสงบดี ก็กำหนดภาวนาเสิ่ยงที่กระทบกับหู  จนเหลือสักแต่ชัดที่เสียงกระทบเท่านั้น ปล่อยทิ้งการรับรู้ร่างกายส่วนอื่นหมดแล้ว  ก็รวมตัวตกวูปลงสุดแล้วจิตพุ้งออกขึ้นมาทันที่ทันใด โพรงขึ้นมาเองว่า  "แม้แต่เสียงที่กำหนดก็ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้" พร้อมรู้ชัดเต็มร่างกาย แต่ไม่เหมือนดังตายหมดสิ้นไปแล้วเกิดใหม่ แล้วความรู้ที่เป็นตัวตนก็เห็นว่า แม้แต่ใจเองก็ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้  ซึ่งผลที่เกิดภายหลังนั้นดี ดังนี้

       - ความกังวลความเศร้า ที่ค่อยๆ สะสมในจิตใจ โดยไม่ทราบสาเหตุหรือแบบปนๆ กันไป หายหมดสิ้นไปไม่มีแล้ว คือไม่เป็นโรคซึ้มเศร้านั้นเอง

       - ความขุ่นเคือง ขุ่นโกรธ จะไม่ฝังข้ามวัน นอนหลับตื้นเช้าวันใหม่ก็หายหมดแล้ว ก็จะมีสติปัญญาในการแก้ปัญหา ไม่ให้มักดองอยู่

     2. ก็ตอนอายุจะ 52 ปี ก็ตอนที่เกิดสะโตร็ก เข้าห้องไอชียู่ รุ้งขึ้นวันแรกที่พอนั่งได้ ก็ไม่สนใจหมอและพยาบาลใดๆ แล้ว เพราะเห็นทุกข์เห็นโทษของสังขารตนเองอันบอบบางนี้ เพียงเส้นบางๆ เท่านั้นก็สามารถสิ้นชีวิตไปจากโลกนี้ไม่กลับคืนมาได้ หรือเป็นอัมพาตแบบช่วยตัวเองไม่ได้ก็ได้ ก็ลุกขึ้นนั่งกรรมฐาน ทั้งที่มีสายระโยงระยางกับร่างกาย ตั้งกำหนดกรรมฐานอย่างละเอียดยิ่งกว่าครั้งใดๆ ที่ผ่านมา อาศีย อานาปานสติ พุทธานุสสติ ธรรมานุสติ ข่มใจที่เกิดกลัว เกิดคิดฟุ้งซ้าน เกิดสัดส่าย ให้สงบให้นิ่งด้วยกรรมฐานนั้น ตั้งสติปัฏฐาน 4 สติเป็นปัจจุบันเท่าทัน การกระทบ หรือเกิดผัสสะ ที่ปรากฏชัด อยู่ทุกขณะ  แม้ว่าจะเกิดขึ้นกับกายหรือใจ อย่างละเอียดปรานีด แล้วยกธรรมที่เป็นพุทธพจน์ มาถาวนาเมื่อทุกอย่างสงบ  อยู่ที่ใจดังนี้

                  สิ่งใดไม่เที่ยง  สิ่งนั้นเป็นทุกข์
                  สิ่งใดเป็นทุกข์  สิ่งนั้นเป้นอนัตตา
     ผู้มีปัญญาพึงพิจารณาเนื่องๆ ว่า  นั้นไม่ใช่เรา นั้นไม่ใช่ของเรา น้นไม่ใช่ตัวตนของเรา

     วนเวียนเข้ามาสู่ที่ใจ เมื่อสติเท่าทันเป็นปัจจุบันกับกายอื่นๆ เมื่อสงบก็ลงมาที่ใจ ติดต่อกัน 3 วัน จนสติเท่าทันจนเหลือแม้แต่เพียงมโนมยตนะ เท่านั้น คือมีความระเอียดปรานีตมาก และเมื่อมาอยู่ในสภาวะปกติ  ก็เกิดความคิดขึ้นว่า  สังขารนี้เป็นทุกข์และบอบบาง  จะพ้นทุกข์ได้ก็ต้อง วิสังขาร  
      
      จึงน้อมใจกำหนดภาวนาต่อดังเดิม จนเหลือแต่มโนมยตนะ กับคำพุทธพจน์นั้น ไม่มีอย่างหนึ่งอย่างใดที่เป็นกายอย่างอื่นเลย  แต่ไม่ได้เกิดเสมือนตกจากที่สูง  เพราะที่เหลืออยู่นั้นเพียงนิดๆๆ เท่านั้น เพียงวูบพลิกสิ้นไปจากจิตพ้นไปจากใจ แล้วสงบสันติไม่มีกำหนดมายใดๆ ชั่วขณะหนึ่ง
       แต่เมื่อจะถอนกลับ ก็จะเกิดเป็นจุดของใจ (รูป-นาม)ปรากฏเพียงจุดแล็กๆ จุดเดียว เสมือนเกิดขึ้นมาใหม่ แล้วขยายขึ้นในโพรงของร่ายกายจนรู้ชัดทั่วร่างกาย ในท่านั่งที่ร่างกายตรงแข็งนิ่งอยู่.

       สรุป นั้นแหละถึง ณ. ปัจจุบัน ที่เกือบตายจริง 2 ครั้ง  และตายก่อนตายจริงๆ หมดสิ้นไปจริงๆ 2 ครั้ง ที่เกิดก่อนจะสิ้นชีวิตจริงๆ จากโลกมนุษย์นี้.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่