เธอฆ่าผมตาย.........มาแล้วหลายครั้ง 2/2 (ตอนจบ)

กระทู้สนทนา
บทที่ 1
https://pantip.com/topic/38151948


-------



             นานเท่านานราวไม่มีสิ้นสุด กับการถูกแขวนบนราวตากผ้ากระทั่งแสงแดดร้อนแรงเริ่มอ่อนล้าลง จุลินทรีย์ส่วนใหญ่ตายเพราะรังสียูวี แต่ยังเหลือบางส่วนให้ครอบงำ นรกกลางแจ้งค่อยผ่อนคลายทีละน้อย  ผมทั้งอยากหัวเราะและร้องไห้ในคราเดียวกัน สนธยาเริ่มมาเยือน โล่งอกได้จากความร้อนแรงแห่งแสงอาทิตย์ หวังว่าเธอคงไม่ลืมเก็บเสื้อผ้าเข้าบ้าน ไม่อย่างนั้นผมคงโดนแขวนไว้กลางน้ำค้างจนถึงพรุ่งนี้ และอาจยาวไปถึงตอนเย็น แน่นอนว่าผมไม่อยากเจอนรกรอบสอง   การผ่านความร้อนบนราวตากผ้ากระตุ้นความทรงจำให้กลับคืนมาทีละน้อย แต่ก็ยังไม่มากพอจะตอบคำถามที่ว่า ทำไมผมถึงผูกพันกับเธอมากมายขนาดนี้

            ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นมนุษย์.. บ้านของเราอยู่ใกล้กัน วัยเด็กพวกเรามักจะเป็นเพื่อนเล่นกันเสมอ เป็นวัยแห่งความใสสะอาด นั่นละเป็นส่วนหนึ่งที่ความผูกพันก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา มิตรภาพแบบเด็ก ๆ ที่แสนประทับใจ เวลามีขนมจากผู้ใหญ่ พวกเราจะวิ่งไปหาหาสู่กัน แบ่งปันกันเสมอ ในความทรงจำนั้นไม่มีคำว่า ทะเลาะเบาะแว้ง  มีเพียงความทรงจำงดงาม

            แสงอาทิตย์โรยรา ความร่มเย็นรออยู่ข้างหน้า  

            อีกไม่นานเธอต้องเดินออกมาจากบ้าน เพราะหน้าที่เก็บเสื้อผ้าซักตาก ต้องเป็นงานของผู้ทำหน้าที่แม่บ้านอย่างไม่ต้องสงสัย มาพับเก็บผมไว้ในอ้อมแขนนุ่มนวลชวนฝันเร็ว ๆ...  แบบนี้ก็คุ้มค่ากับการทรมานอันยาวนาน หลังพายุร้ายพัดผ่าน ท้องฟ้าก็จะมีวันสดชื่นแจ่มใส ไม่มีพายุร้ายใดส่งหมอกเมฆปกคลุมตลอดไป

            แต่แล้วผมก็ต้องตะลึงอย่างไม่เชื่อความรู้สึกตัวเอง เมื่อผู้เปิดประตูออกมาเป็นคนสามีของเธอ เดินตรงมาด้วยสีหน้าท่าทางไม่พอใจอย่างยิ่งยวด ได้ยินเสียงบ่นงึมงำอย่างอารมณ์เสีย  “ล้างจานก็ล้างแล้ว ถูบ้านก็ถูแล้ว ยังมาใช้เรามาเก็บผ้าอีก”
    
            ว่าพลางกระชากบรรดาผ้าซึ่งตากเป็นแนวยาวบนราวตากผ้าอย่างไม่ปรานีเป็นการระบายอารมณ์  ผมรู้สึกเจ็บไปทั่วความรู้สึก เมื่อถึงคิวถูกกระชากทั้งเป็นออกจากเส้นลวด และร้ายที่สุดคือผมบังเอิญเป็นตัวเดียวถูกหนีบใส่รักแร้ กลับเข้าไปในบ้านอย่างทุรนทุราย ไม่ได้เป็นอ้อมแขนหอมกรุ่นนวลเนียนเลยสักนิด อะไรก็ไม่ได้เป็นไปอย่างใจหวัง
    
            “ไม่...”   ผมแผดร้องโหยหวน แน่ละว่าไม่มีใครได้ยิน เพราะเป็นการร้องทางความรู้สึกเท่านั้น จุลินทรีย์ที่สิ่งสู่ทุรนทุราย อยากให้คุณนึกถึงสภาพผู้ชาย ถูกผู้ชายด้วยกันแนบใส่ซอกรักแร้ ว่ามันสยดสยองน่ากลัวขนาดไหน ถ้าเป็นรักแร้ขาวนวลของผู้หญิง จะไม่มีว่าอะไรสักคำ แต่นี่ไม่ใช่...ไม่นะ!!! ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะตกอยู่ใต้อุ้งรักแร้ นรกชัด ๆ...      

            แต่ดูเหมือนว่าชะตากรรมเลวร้ายยังไม่สิ้นสุด พายุร้ายยังไม่สร่างซา ท้องฟ้ายังไม่แจ่มใส เคราะห์ยังซ้ำกรรมยังซัด แบบเลวร้ายลงจนถึงที่สุด ความรู้สึกสัมผัสได้ว่าเห็นเธอกำลังเสียบปลั๊กเตารีด เตรียมโต๊ะรีดผ้าอย่างหมายมั่นปั้นมือ...งานเข้าอีกแล้ว...ความรู้สึกของผมตกวูบลงทันที เมื่อเห็นท่าทางจริงจังตั้งท่ารีดผ้าของเธอ ลำพังการโดนแดดเผาเรื้อรังต่อเนื่องมาทั้งวัน ก็นักว่าหนักหนาสาหัสแล้ว นี่จะมาเจอเตารีดร้อนแรงกะทันหันอีก ทำให้มองเห็นชะตากรรมอันน่าสงสารของตนเองอยู่ไม่ไกล

            ผมเพิ่งนึกออกว่าเธอมีงานอดิเรก คือชอบซักผ้า รีดผ้า ตากผ้าเป็นประจำ จนกลายเป็นมือซักผ้ามืออาชีพระดับเทพ  รู้เขารู้เรา ซักร้อยตัวสะอาดร้อยตัว  วันไหนแดดแผดจ้า เธอจะยิ้มแย้มแจ่มใส โลดแล่นไปหาเครื่องซักผ้าอย่างมีความสุข กรีดกรายไปมาอยู่ท่ามกลางราวตากผ้าปลิวสะบัดพัดไสวราวภาพฝันบรรเจิด  บางครั้งถึงกับซักแล้วซักอีก! ตากแล้วตากอีก! รีดแล้วรีดอีก!
            
            ความจริงเสื้อผ้าที่เก็บเข้ามามีหลายตัว แต่ดูมันเหมือนว่าเธอสนใจผมเป็นพิเศษ สายตาคมวาวของเธอเต็มไปด้วยความอยากรีดจนออกนอกหน้า ราวกับมีจิตหยั่งรู้
            
            “ไม่นะที่รัก....ได้โปรด อย่ารีดตัวนี้”  ผมร้องลั่นอยู่ในความรู้สึก ทั้งที่รู้ว่าเธอไม่มีทางได้ยิน ความจริงก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะถ้าเธอได้ยินเสียงเสื้อผ้าที่กำลังจะโดนรีด ร้องอ้อนวอนขอชีวิต เธอคงผวา สติแตก ไม่กล้ารีดผ้าอีกตลอดชีวิตเป็นแน่แท้  
  
            เธอจ้องมองผมอย่างครู่หนึ่ง ก่อนค่อยใช้นิ้วเขี่ยเสื้อผ้าตัวอื่นออกไปจากเส้นทางรีด ราวกับเด็กเขี่ยผักออกจากจานอาหาร แล้วบรรจงหยิบผมขึ้นไปวางบนโต๊ะรีดผ้าอย่างเรียบร้อย ยกเตารีดกำลังร้อนได้ที่ขึ้นมา กดรีดลงบนเสื้อที่มีจิตของผมแทรกอยู่อย่างมืออาชีพ

            “โอย.....”  ความรู้สึกของผมร้องโหยหวน

            สิ่งที่ผมทำได้คือ ส่งความรู้สึก มองเข้าไปในดวงตาของเธอ ถ้าผมจะแตกดับ ก็ขอให้เห็นภาพของเธอติดอยู่ในความรู้สึกและความคิด จนวาระสุดท้ายของการดำรงคงอยู่แห่งจิตวิญญาณ ไม่มีทางจะให้หลบลี้หนีหลีก เพราะเธอเป็นนักรีดมืออาชีพ เรียกว่ารีดทุกซอกทุกมุม พลิกคว่ำพลิกหงาย ซอกซอนเตารีดไปชนิดไม่มีทางรอดพ้น ดวงจิตของผมแตกสลายออกตั้งแต่โดนประทับด้วยเตารีดครั้งแรกแล้ว  และการตายแบบแทบยกรังของจุลินทรีย์ ความร้อนทำให้ผมไม่สามารถทานทนฝืนประคองจิตอยู่ต่อไปได้ คุณลองนึกว่ามีคนเอาเตารีดร้อน ๆ มารีดคุณทั้งเป็น จะรู้สึกอย่างไร มันไม่สนุก ถึงจะมาโซคิสม์ขนาดไหนก็ตาม      

            ผมตกอยู่ในความมืดอีกครั้ง  ไม่สามารถรับรู้ผ่านระบบประสาทอะไรได้นอกจากสัมผัสทางจิต ซึ่งทำให้ผมยังไม่ยอมหนีห่างไปไหน ก็อย่างที่บอกไว้ล่ะครับว่าผมเพียงอยากอยู่ใกล้เธอ คอยดูแลเธอเท่านั้น แต่ทุกครั้งเป็นต้องถูกฆ่าแบบไม่ตั้งใจเสมอ กลายเป็นผีจริง ๆ เสียยังดีกว่า จะได้ไม่ต้องมีข้อแม้ใดๆ มาบังคับ
          
             อย่างไรก็ตามตอนนี้ผมเลิกสนใจแล้วว่าครั้งแรกผมตายเพราะอะไร ทำไมมาเป็นแบบนี้   มันไม่สำคัญอะไรต่อไปแล้ว เพราะความรักของผมยิ่งใหญ่มากมายกว่าการรื้อพื้นอดีต ความคิดควรมีสำหรับเรื่องอื่นที่สำคัญมากกว่า
            
            เอาไงดี..ผมนึกหาทางเข้าใกล้เธอต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ต่อไปจะแทรกจิตกับอะไรดี แถวนี้ถ้ามีแมวสักตัวก็ดี บางทีอาจจะลองเข้าไปอยู่ในตัวแมว   จะได้ใกล้ชิดเธอแบบเนียนๆ เพราะแมวมีนิสัยขี้อ้อนอยู่แล้ว อาจได้นอนบนเตียงนุ่ม ๆ เดียวกับเธอ ถ้าโชคดีเธอคงกอดแมวไว้ในอ้อมแขน อาหารแมวก็คงไม่เลวร้ายเกินไป เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ผมคงปรับสภาพตามความเป็นแมวได้ ส่วนหมาไม่อยู่ในความคิด เพราะเสี่ยงต่อการกลายเป็นหมาจรจัด และโอกาสใกล้ชิดมีน้อย  ถ้าเป็นแมวผมจะขอขึ้นไปนอนบนเตียงกับเธอทุกคืน และนอนซบกับตัวเธอไปอย่างมีความสุข
    
            แต่ผมหาแมวในบ้านไม่เจอ!

            หรือจะลองแทรกจิตเข้าไปอยู่ในตัวบ้านเสียเลย  แต่ก็รู้สึกว่าคิดการใหญ่เกินตัวและมีข้อเสียมากกว่า บ้านไม่มีระบบประสาท ผมก็สัมผัสเธอไม่ได้อยู่ดี  จะใช้มุกเก่าคืออาศัยเชื้อโรคเป็นสื่อเข้ากับบ้านก็ไม่ได้ เพราะใช้สิทธิ์เชื้อจุลินทรีย์ไปแล้ว  คุณคงจำได้ว่าผมมีสิทธิ์แทรกจิตได้เพียงครั้งเดียวต่อหนึ่งชนิด บ้านเหรอ...ไม่น่า...ลองคิดดูเล่น ๆ ว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เธอคงย้ายหนีออกไปอยู่ที่อื่น เพราะผมเองคงอดไม่ได้ในการจะช่วยดูแลเอตามเป้าหมายที่วางไว้  เช่นเธอเดินเข้าในบ้าน พบว่าประตูบ้านคอยเปิดประตูหน้าต่างให้เอง  หน้าต่างปิดเองได้ทั้งที่ไม่ใช่ระบบอัติโนมัติ  แบบนั้นมันคงไม่ต่างจากบ้านผีสิง จนทำให้เธอหวาดกลัวต้องย้ายหนี  จึงไม่น่าใช่วิธีที่ดีแน่นอน        

            ทำอย่างไรดีนะที่รัก ผมจะได้อยู่ใกล้และดูแลเธอโดยไม่ต้องโดนฆ่าตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            “ที่รักคะ...ฉันขออาบน้ำก่อนนะคะ”

           เสียงของเธอแว่วในความรู้สึก  แน่นอนว่าหลังจากการทรมานจนตายมาหลายครั้ง เวลานี้จิตของผมมีการพัฒนาการมากขึ้น สามารถสัมผัสได้ถึงเสียงของเธอแม้ว่าจะไม่มีโสตประสาท อาบน้ำก็ต้องถูสบู่ ! ก้อนสบู่ในห้องน้ำ โอ...! ความคิดแล่นปราดเข้ามาทันที  ก้อนสบู่ยังไม่เคยถูกครอบงำมาก่อน เข้าทางละทีนี้…  สิ่งที่จะต้องทำคือ แทรกจิตเข้าไปอยู่ในสบู่ รอเวลาที่เธอจะหยิบฉวยขึ้นมา ลูบไล้เรือนร่างนวลผ่องทั่วสรรพางค์กาย แค่คิดก็ขนลุก
คุณคงสงสัยว่าทำไมผมถึงเลือกสบู่ เพราะว่ามันน่าจะเหมาะที่สุดกับสถานการณ์ ที่รัก ผมรอคุณอยู่...

            สบู่เหมาะที่สุด ลองคิดเล่นๆ ดู ถ้าไปแทรกอยู่ในแปรงสีฟัน อย่างมากคงดูแลใกล้ชิดเธอเฉพาะช่องปากเท่านั้น ดูแลได้ไม่ทั่วถึง ถ้าเข้าไปอยู่ในก้อนสบู่คงจะดูแลปกป้องคุ้มครองได้ทั่วถึงมากกว่า อย่างแน่นอน

            มีอย่างหนึ่งที่ผมอย่างไรก็ไม่กล้าเขาแทรกเด็ดขาด ได้แก่ส้วมชักโครก แม้ว่าจะอยากให้เธอนั่งขนาดไหน แค่คิดแล้วไม่คุ้มกับการทนกลิ่นเหม็น เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่เอา! รักก็ควรอยู่ส่วนรัก เหม็นก็ควรอยู่ส่วนเหม็น!

            ผมยิ้มในความรู้สึก กับความฝันหวานของตัวเอง เมื่อแทรกความรู้สึกเข้าไปครอบงำสบู่ได้สำเร็จ แต่ทันใดนั้น
            
            “ที่รัก...ผมขออาบน้ำก่อนนะ ทำงานบ้านจนเหนื่อย”

            ให้ตายเถอะ!  แฟนของเธอมาเป็นตัวแปรสำคัญ อยู่ดีไม่ว่าดีมาขอตัดหน้าอาบน้ำก่อนอย่างหน้าตาเฉย และยังไม่ทันตั้งตัว เจ้าหนุ่มคนนั้นก้าวเข้ามาในห้องน้ำ เปิดฝักบัว หยิบก้อนสบู่ไปลูบไล้ถูตามเนื้อตามตัวอย่างสยดสยอง

            “อ๊ากซ์...ช่วยด้วย...ไม่ใช่แบบนี้”   ความรู้สึกของผมแผดร้องสะท้านสะเทือน  นี่มันเป็นเรื่องอุบาทว์เลวร้ายที่สุดในชีวิต ผมไม่ใช่พวกชอบป่าไม้เดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้มันช่างน่าขยะแขยงขนลุกขนพองสยองเกล้าอย่างสุดบรรยาย เมื่อสบู่ถูกลูบไล้ไปยังเรือนร่างของมนุษยผู้ชาย  เวรกรรมชาติใดกันถึงต้องมาประสบเหตุการณ์วิปริตวิปลาสขนาดนี้

            ผมรีบตายดับลงในทันที

            เพียงแต่การตายครั้งนี้ เป็นการตายอย่างยินยอมพร้อมใจอย่างที่สุด ตายเสียยังดีกว่า เพื่อให้พ้นจากเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวทรมานดวงจิตสุดจะทน ดวงจิตล่องลอยในความเวิ้งว้างอีกครั้ง ช่วงเวลาแห่งความเยือกเย็น ทำให้ความทรงจำบางส่วนปรากฏขึ้นในความคิด


            “เธออยากเป็นตำรวจใช่ไหม....”   เด็กหญิงวัยหกเจ็ดขวบกวัดแกว่งปีนพกในมือ เธอไปหยิบมาจากไหนไม่รู้ แต่คุณพ่อของเธอซึ่งเป็นตำรวจ สะเพร่ามาก ถึงวางปืนไม่เป็นที่เป็นทาง  ให้ลูกตัวเองหยิบเอามาเล่น

            “เอามันไปเก็บเถอะ”  ผมร้องบอกอย่างหวาดกลัว ถึงจะเป็นเด็ก ก็พอจะรู้ถึงอันตรายร้ายแรง

            พูดยังไม่ขาดคำ เสียงปืนก็ระเบิดปังขึ้นนัดหนึ่ง พร้อมเสียงกรีดร้องอย่างตกใจสุดขีด ความรู้สึกของผมดับวูบลงหลังสิ้นเสียงปืน

            ผมจำได้แล้ว... นั่นเป็นการตายครั้งแรกจากน้ำมือของเธอ ตายเพราะความไม่ตั้งใจ ไมมีใครอยากให้เกิดขึ้น ผมยังคงมีชีวิตอยู่อีกระยะหนึ่งหลังจากนั้น กลายเป็นเด็กนิทรา จะว่าตายก็ไม่ใช่ ไม่ตายก็ไม่เชิง เหมือนกับหลุดเข้าไปในช่องว่างระหว่างดินแดนของคนเป็นและคนตาย ส่วนเธอมีอาการทางจิต ความทรงจำอันน่ากลัวถูกกลไกป้องกันตัวในจิตใจลบหาย จนเธอจดจำเรื่องราวส่วนนี้ไม่ได้เลย ผมถูกเธอลืมเลือนไปตั้งแต่วันนั้น  นั่นกระมังทำให้ ‘จิต’ ผมแตกต่างจากคนอื่น ผมเป็นคนถูกฆ่า ถูกลบและถูกลืม

            เป็นไปได้ไหมว่าคนเราตายไปแล้วก็ดับไปเลย วิญญาณไม่มีจริง ภพหน้าไม่มีจริง  แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะฝึกจิตฝึกสมาธิเพื่อนำไปสู่การหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไปทำไม ถ้าการตายคือการดับสูญ หรือว่าคำสอนของศาสนาต่าง ๆ เกี่ยวกับชีวิตหลังความตายเป็นเพียงกุศโลบายของการดำเนินชีวิตและสังคมเท่านั้น  ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ แต่ที่แน่ ๆ หลังจากการตายทุกครั้ง ดูเหมือนว่าผมจะมีการปรับระดับทางจิตให้สูงขึ้นเสมอ  แต่ยังไม่ได้หลุดพ้นอะไร เพราะยังคงมีความรักความผูกพันกับเธอเสมอ

            แล้วในสภาวะนั้นเอง ผมบรรลุถึงคำว่าความรักความผูกพันโดยไม่ต้องอธิบายอะไรให้ตัวเองเข้าใจ!



.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่