จีนเป็นประเทศที่น่ากลัวมากกกกกกกกกกกกก

คำว่าน่ากลัวในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการน่ากลัวแบบขยะแขยงไม่เข้าใกล้ (ถ้าไม่นับรวมเรื่องห้องน้ำถือว่าใช่ครับ 555) แต่เป็นความน่ากลัวที่ผมกำลังจะพูดถึงอยู่ในรูปแบบของการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ภายในประเทศที่เติบโตแบบ 99 กระโดด (ก้าวกระโดดยังน้อยไป)
ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอากาสได้พาครอบครัวไปเที่ยวที่ฮ่องกง แบบ Group Tour ซึ่งความขี้งก และอยากนอนห้องใหญ่ๆ สบายๆ เลยได้เลือกทัวร์ที่ไปนอนที่ฝั่งจีน ในเมืองเซินเจิ้น (Shenzhen) ซึ่งตอนแรกไม่คิดว่าจะเป็นประสบการณ์อะไรมากมาย แต่การไปเซินเจิ้นครั้งนี้ทำให้ผมได้ประสบการณ์มากมายเลยครับ
ขอแบ่งเรื่องราวออกเป็น 2 ส่วนคือ 1 ส่วนที่เป็นสาระและประสบการณ์ใหม่ๆ ในทางที่ดี กับ 2 สาระและประสบการณ์ใหม่ๆ ในทางที่เป็นบทเรียน
มาครับเข้าเรื่องราวในส่วนที่ 1 กัน ขออนุญาตแจ้งข้อมูล แบบเป็นทางการกันก่อนจริงๆ เมืองนี้ตามสำเนียงจีนกลาง หรือ ซำจั่น ตามสำเนียงกวางตุ้ง หรือ ซิมจุ่ม ตามสำเนียงแต้จิ๋ว แต่คนไทยๆ อย่างเราเรียกว่ากันติดปากว่า “เซินเจิ้น” เป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษของมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เป็นเมืองชายแดนริมฝั่งตรงข้ามกับเกาะฮ่องกง มีพื้นที่ 2,020 ตารางกิโลเมตร เมื่อปี ค.ศ. 1980 ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษทำให้มีความเจริญ และความทันสมัยภายในเมืองนี้มากขึ้น มีการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ อาคารสำนักงาน โรงแรม และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ พร้อมทั้งจำนวนประชากรก็เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และมูลค่าการนำเข้าส่งออกรวมของเซินเจิ้นยังมีสัดส่วนเป็น 1 ใน 7 ของมูลค่ารวมทั้งประเทศ (จีนแผ่นดินใหญ่) สูงเป็นอันดับ 1 โดยรักษาระดับมาได้ต่อเนื่อง 10 ปีนอกจากนี้ เมืองเซินเจิ้นยังเป็นชุมทางขนส่งและคมนาคมที่สำคัญ ทั้งทางทะเลและอากาศทางตอนใต้ของประเทศ โดยเฉพาะการเข้าออกของสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ที่บริเวณท่าเรือเมืองเซินเจิ้น มีปริมาณมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ และเป็นอันดับ 6 ของโลก สำหรับท่าอากาศยานในเมืองเซินเจิ้นก็ติดอันดับ 1 ใน 4 สนามบินใหญ่ของประเทศ มีอุณหภูมิอยู่ที่ 4-36 องศา คือหน้าหนาวก็ โคตรหนาว หน้าร้อนก็โคตรร้อน
เข้าเรื่องอย่างจริงจังเริ่มต้นที่ไกด์ท้องถิ่นของ เซินเจิ้น มีชื่อไทยว่า คุณสมศรี (เข้าใจว่า ต้องมีสมชายแน่ๆ ) เป็นคนที่พูดภาษาไทยได้ชัดมาก ชัดแบบมาไทยนี่คงคิดว่าบ้านอยู่เยาวราชแน่ๆ ครับ เป็นคนที่ให้ความรู้ระหว่างเดินทางได้ดี เริ่มต้นการงงครั้งที่ 1 กับการที่คุณสมศรีบอกตอนนั่งรถบัสว่า ให้ทุกคนคาดเข็มขัดนิรภัย เพราะคนขับไม่อยากเสียค่าปรับ แว๊บแรกคืองงมากว่าทำไมถึงต้องคาด ข้างหน้ามีด่านหรอ ซึ่งคุณสมศรีบอกว่าบนรถมีกล้อง และกล้องตัวนี้จะส่งข้อมูลแบบ Online ไปให้ทางส่วนกลางของตำรวจ ซึ่งถ้ามีคนไม่คาดเข็มขัดทางตำรวจจะออกใบสั่งให้คนขับได้ เพราะฉะนั้นทุกการเดินทางต้องคาดเข็มขัด 100% นะครับ เพราะค่าปรับที่นี่คือ ครั้งแรก 500 หยวน ครั้งที่ 2 ก็ 1,000 หยวนหรือเป็นเงินไทยก็ครั้งแรก 2,358.38 บาท ครั้งที่ 2 ก็ 4,716.75 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 27/9/61) ซึ่งถือว่าแพงกว่าบ้านเราเยอะ ครับ

เผื่อใครยังไม่เห็น จัดเน้นๆ ให้อีกรูป

กล้องเป็นแบบ infrared ด้วยนะครับ 555
งงที่ 2 ขับรถผ่านตึกๆ หนึ่งซึ่งก็มีขนาดใหญ่พอสมควรถ้าเทียบกับบ้านเราก็คง เป็นตึกเอ็มไพร์ แถวช่องนนทรี คุณสมศรี บอกว่าตึกนี้ใช้เวลา 2 วันในการสร้างตึก 1 ชั้น คือเร็วมากกกกกกกก แต่เรื่องคุณภาพไม่แน่ใจนะ 555

งงที่ 3 ต่อจากงงที่ 2 คือตึกสร้างเร็วขนาดนี้ อายุการใช้งานจะอยู่ได้นานแค่ไหน คำตอบคือ อยู่ได้ 70 ปีเป็นพอ เพราะที่นี่เค้าไม่ซื้อขายที่ดินและบ้านแบบขาด เหมือนบ้านเราที่เราซื้อแล้วกรรมสิทธิ์จะตกเป็นของเราทันที (หรือผ่อนกับธนาคารหมด 555) แต่ที่นี่ การซื้อของคุณจะซื้อจากทางรัฐบาล และมีอายุอยู่กับคุณแค่ 70 ปี หลังจากนี้คือต้องคืนรัฐบาล และทางรัฐจะทุบตึกนั้นทิ้ง (ตามพวกคลิปที่เราเห็นตึกที่จีนมีการระเบิดทิ้งนั่นแหละครับ ) ส่วนใครจะซื้อใหม่ก็ต้องซื้ออีกครั้ง ส่วนเรื่องราคาที่ดินอยู่ที่ ตารางวาละ 70,000 หยวน หรือเป็นเงินไทยก็ 330,256.50 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 27/9/61)
งงที่ 4 แล้วคนที่มีรายได้ไม่เพียงพอซื้อตึกละครับ จะทำไง คำตอบคือที่จีนมีห้องเช่าเยอะมากกกกกก โดยแต่ละห้องเช่าจะมีการจัดสรรโดยทางรัฐบาล ซึ่งมีวิธีการแบ่งที่ทำร้ายจิตใจมาก ยกตัวอย่างเช่น ตึกนี้มี 6 ชั้น ไม่มีลิฟท์ ทางรัฐบาลจะกำหนดให้คนอ้วน อยู่อาคารชั้นบนสุด เพื่อให้ได้เดินขึ้นลงบันไดเป็นการลดน้ำหนัก และอีก 6 ปีทางรัฐบาลจะมาดูความคืบหน้าถ้าผอมลงจะให้ลงไปชั้นล่างๆ ได้แต่ถ้าไม่ ยังอ้วนเหมือนเดิมก็อยู่ชั้นบนเดินขึ้นลงบันได 6 ชั้นต่อไปจร้า อีกอย่างเรื่องหอพัก ถ้าจะมีคนมาพักเพิ่มต้องขออนุญาตจากทางรัฐบาลแต่ไม่รู้ว่าขอในรูปแบบไหนนะ เพราะเห็นมีคนบอกว่าพาเพื่อนมานอนที่ห้อง อีกคืนเจ้าหน้าที่มาเคาะห้องเรียก ส่วนตัวมองว่ากล้องที่ติดทั่วเมืองเนี้ยแหละตัวดี ที่คอยสอดส่องเราทุกวินาที ความเป็นส่วนตัวอยู่ที่ไหนนนนนนน
รุปหอพักที่จีน

งงที่ 5 ต่อจากเรื่องอ้วนๆ หน่อยละกัน คุณสมศรีบอกว่า คนจีนส่วนใหญ่แทบจะ 100 % ไม่กินน้ำแข็ง กินแต่น้ำร้อน ไม่เป็นเก๊าท์ และไม่อ้วน กลับมาเมืองไทยผมนี่ขว้างกระติกน้ำแข็งทิ้งเลย นี่ผ่านมาจะ 2 เดือนละ น้ำหนักยังเท่าเดิมเลย เพราะฉะนั้นทฤษฎีนี้อาจไม่เป็นจริงงงงงงง
รูปกระติกน้ำร้อน

น้ำที่ซื้อกินแทบทุกร้านใส่น้ำแข็งน้อยมากครับ
งงที่ 6 เรื่องของรถยนต์ที่นี่จะมีป้ายทะเบียนแบ่งเป็น 2 สีคือ สีปกติ(สีฟ้า) ก็เป็นรถธรรมดาใช้น้ำมัน แต่ถ้าเป็นป้ายทะเบียนสีเขียวรถคันนั้นคือรถยนต์ไฟฟ้า ถ้าใครจะซื้อทางรัฐบาลจะออกเงินให้ 20% ซึ่งคุณสมศรีบอกว่าตอนนี้สัดส่วนของรถที่ใช้น้ำมัน กับรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าคือ 50/50 รักษ์โลกไปอีกกกกกกก

งงที่ 7 ยังคงเป็นเรื่องรถกันอีก ที่เมืองนี้เริ่มทดลองใช้งานรถเมล์ไม่มีคนขับ กันแล้วนะ คุณสมศรีบอกว่าถ้าเป็นรถวิ่งเองตอนกลางคืนก็ไม่ต้องตกใจ
รถเมล์

งงที่ 8 เรื่องของการ Share กัน ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง การ Like Post Share ใน Facebook กันนะครับ แต่ถ้าอ่านกระทู้นี้และชอบใจก็ LiKe หรือ Share XXXXX กันได้เต็มที่นะครับ กลับมาเรื่องของการ Share ที่ เซินเจิ้นกันต่อ ที่นี่ผมขอเรียกว่าเมืองแห่งการ Share กันเลยดีกว่าเพราะ Share กันตั้งแต่ร่ม ใช่ครับ ร่มที่เอาไว้กันแดด กันฝนเหมือนกับที่บ้านเราเนี่ยแหละ ที่เซินเจิ้นเค้า Share กัน คือถ้าเราออกจากบ้านแล้วฝนตก แดดออก แล้วไม่ได้ติดร่มไป ไม่ต้องเป็นห่วงเดินเข้าไปที่ห้างหรือ ตึกใหญ่ๆ หรือโรงแรม ก็ไปจัดเจ้าร่วม Share ตัวนี้ได้เลยจร้า แล้วเวลาคืนก็คืน ที่ตึกอื่นๆ ปลายทางของเราได้เลย

Share ต่อมาคือแชร์รถจักรยานซึ่งก็จะไม่ขอพูดเยอะละกัน เจ็บคอ!!!!!!! เพราะที่บ้านเราก็เริ่มมีเข้ามาใช้ในบางพื้นที่กันแล้วแต่จะบอกว่าที่ เซินเจิ้น คือมีจอดเยอะมากกกกกกกก ราคาค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 299 หยวน หรือเป็นเงินไทยก็ 1,410.31 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 27/9/61) มีอายุสมาชิก ตลอดชีพ หรือจนกว่าบริษัทฯ ที่ให้ Share นั้นจะหาไม่ วิธีการใช้งานก็เหมือนบ้านเรา โหลด App แสกน QR ที่จักรยาน ปลดล็อก แล้วก็ขี่โล้ด อยากจอดไหนก็จอด

มีให้เลือกเพียบ หลากหลายสี

แสกนโล้ด
Share ต่อมาคือ แชร์รถยนตร์ใช่ครับ รถยนตร์ที่ใช้ขับบนท้องถนนเหมือนกับบ้านเรานั่นแหละ อัตราค่าใช้จ่ายคือ 5,000 หยวน หรือเป็นเงินไทยก็ 23,583.75 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 27/9/61) ซึ่งต้องใช้เอกสารมากหน่อยคือต้องมีใบขับขี่ และเงินประกันซึ่งเท่าไรไม่ทราบจริงๆ คำถามในหัวคือสภาพรถจะเป็นอย่างไร ถ้ารถชนใครจะรับผิดชอบค่าซ่อม ค่าซ่อมบำรุงใครออก จะดูแลรักษายังไง ใครจะล้างรถ 555 เอาจริงๆ น่าจะมีปัญหาจุกจิกเยอะ แต่จะบอกว่าวิธีการใช้งานคือเหมือนจักรยานเลย แสกน QR ข้างรถแล้วประตูจะเปิด ระบบจะรู้ว่าใครเป็นคนขับ ขับจากไหนไปไหน อย่างเท่

ภาพประกอบอาจไม่ใช่ QR ของจริงนะครับ (เพราะอ่านภาษาจีนไม่ออก)
Share รถยนตร์ว่าสุดแล้ว คุณสมศรีบอกว่า แจ็ค หม่า หัวเรือใหม่ของอาลีบาบา กำลังมีแนวคิด และร่วมมือกับทางรัฐบาลในการ Shear บ้านกันคือแบบ สุดจริงครับ เมืองแห่งการ Share ที่แท้ทรู
จริงๆ เรื่อง Share ผมมีคำถามหลักมาตั้งแต่ร่ม ยัน จักรยาน ยัน รถยนตร์ ยัน บ้าน ว่าบริษัทฯ เค้าจะกำไรไหม เค้าจะเจ๊งหรือเปล่า ซึ่งทางคุณสมศรก็มีคำตอบให้เราอีกเช่นเคยว่าการ Share ต่างๆ มีลักษณะในการระดมทุน นำเงินของเราไปทำธุจกิจด้านอื่นๆ ที่เค้าได้ผลตอบแทนเยอะมาก มากกว่าการซื้อของให้เรา Share ในช่วงแรกๆ หลายเท่า นั่นแหละคือเหตุผลที่ว่าทำไม Share กันจางงงงง
งงที่ 9 ที่นี่ห้ามเล่น Line และ Facebook ด้วยความอยากลองของ กับความลืมโหลด App Unblock ไป (ชื่อ App VPN เผื่อใครไปแนะนำให้โหลด) ก็ทำให้รู้เลยว่าที่นี่ของจริงครับ เข้าไม่ได้เลย แทบจะ 99.98 % เพราะมีบางครั้งยังแอบเด้งมาได้อยู่ เรียกได้ว่าช่วงที่อยู่ เซินเจิ้น นี่ตัดขาดออกจาก เพื่อนในสังคมออนไลน์กันเลยทีเดียวเชียว

น่าจะ App นี้นะครับ
งงที่ 10 คุณสมศรีบอกว่าถ้ามาเซินเจิ้นจะไม่เจอ 5 อย่างหรือเจอก็น้อยมาก คือ
1 จะไม่เห็นคนท้อง เพราะที่จีน มีกฏหมาย ควบคุม มีลูกแค่ 1 คน ถ้าเกินปรับ 240,000 หยวน หรือเป็นเงินไทยก็ 1,132,020 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 27/9/61) และที่นี่สามารถทำแท้งได้ไม่ผิด กม. ซึ่งปัจจุบันทางรัฐบาลเพิ่งเปลี่ยนกฏหมายใหม่เป็นสามารถมีลูกได้ 2 คนแล้ว
2 จะไม่เห็นคนอ้วน เพราะคนจีนจะกินชาร้อน และชอบออกกำลังกาย
3 จะไม่เห็นสุนัข เพราะที่นี่มีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสุนัขเยอะมาก คนที่รวยจริงๆ ถึงจะเลี้ยงได้
4. จะไม่เห็นตำรวจจราจร เพราะที่นี่ตำรวจทำงานในห้อง และดูแลประชาชนผ่าน กล้องวงจรปิด ที่มีทั่วเมือง
5. จะไม่เห็นมอเตอร์ไซค์ เพราะออกกฏหมายเลยว่าห้ามใช้งานมอเตอร์ไซค์ บอกล่วงหน้า 3 เดือน โดยให้เหตุผลคือ สร้างมลพิษ เสียงดัง และเป็นพาหนะที่มิชฉาชีพ ใช้ในการก่อ อาชญากรรม แต่ที่เห็นๆ วิ่งเต็มเมืองจะเป็น สกูตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งมีเสียงที่เบา และความเร็วที่น้อยกว่ามอเตอร์ไซค์
คุณสมศรีบอกว่าแถมอีกอย่าง เพิ่มจาก 5 สิ่งที่จะไม่เห็นที่ เซินเจิ้นคือ รถปิกอัพ หรือกระบะแบบไม่มีหลังคา ด้วยเหตุผลคือทางรัฐบาลบอกว่า ไม่สวยงาม ต้องหุ้มหลังคาไว้ อืม ครับ !!!!
ยังไม่ครบเลยเหลืองงสุดท้าย งงที่ 11 ต่อใน Comment นะครับ
[CR] 11 เรื่องน่า งง บนเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน
คำว่าน่ากลัวในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการน่ากลัวแบบขยะแขยงไม่เข้าใกล้ (ถ้าไม่นับรวมเรื่องห้องน้ำถือว่าใช่ครับ 555) แต่เป็นความน่ากลัวที่ผมกำลังจะพูดถึงอยู่ในรูปแบบของการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ภายในประเทศที่เติบโตแบบ 99 กระโดด (ก้าวกระโดดยังน้อยไป)
ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอากาสได้พาครอบครัวไปเที่ยวที่ฮ่องกง แบบ Group Tour ซึ่งความขี้งก และอยากนอนห้องใหญ่ๆ สบายๆ เลยได้เลือกทัวร์ที่ไปนอนที่ฝั่งจีน ในเมืองเซินเจิ้น (Shenzhen) ซึ่งตอนแรกไม่คิดว่าจะเป็นประสบการณ์อะไรมากมาย แต่การไปเซินเจิ้นครั้งนี้ทำให้ผมได้ประสบการณ์มากมายเลยครับ
ขอแบ่งเรื่องราวออกเป็น 2 ส่วนคือ 1 ส่วนที่เป็นสาระและประสบการณ์ใหม่ๆ ในทางที่ดี กับ 2 สาระและประสบการณ์ใหม่ๆ ในทางที่เป็นบทเรียน
มาครับเข้าเรื่องราวในส่วนที่ 1 กัน ขออนุญาตแจ้งข้อมูล แบบเป็นทางการกันก่อนจริงๆ เมืองนี้ตามสำเนียงจีนกลาง หรือ ซำจั่น ตามสำเนียงกวางตุ้ง หรือ ซิมจุ่ม ตามสำเนียงแต้จิ๋ว แต่คนไทยๆ อย่างเราเรียกว่ากันติดปากว่า “เซินเจิ้น” เป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษของมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เป็นเมืองชายแดนริมฝั่งตรงข้ามกับเกาะฮ่องกง มีพื้นที่ 2,020 ตารางกิโลเมตร เมื่อปี ค.ศ. 1980 ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษทำให้มีความเจริญ และความทันสมัยภายในเมืองนี้มากขึ้น มีการจัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ อาคารสำนักงาน โรงแรม และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ พร้อมทั้งจำนวนประชากรก็เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และมูลค่าการนำเข้าส่งออกรวมของเซินเจิ้นยังมีสัดส่วนเป็น 1 ใน 7 ของมูลค่ารวมทั้งประเทศ (จีนแผ่นดินใหญ่) สูงเป็นอันดับ 1 โดยรักษาระดับมาได้ต่อเนื่อง 10 ปีนอกจากนี้ เมืองเซินเจิ้นยังเป็นชุมทางขนส่งและคมนาคมที่สำคัญ ทั้งทางทะเลและอากาศทางตอนใต้ของประเทศ โดยเฉพาะการเข้าออกของสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ที่บริเวณท่าเรือเมืองเซินเจิ้น มีปริมาณมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ และเป็นอันดับ 6 ของโลก สำหรับท่าอากาศยานในเมืองเซินเจิ้นก็ติดอันดับ 1 ใน 4 สนามบินใหญ่ของประเทศ มีอุณหภูมิอยู่ที่ 4-36 องศา คือหน้าหนาวก็ โคตรหนาว หน้าร้อนก็โคตรร้อน
เข้าเรื่องอย่างจริงจังเริ่มต้นที่ไกด์ท้องถิ่นของ เซินเจิ้น มีชื่อไทยว่า คุณสมศรี (เข้าใจว่า ต้องมีสมชายแน่ๆ ) เป็นคนที่พูดภาษาไทยได้ชัดมาก ชัดแบบมาไทยนี่คงคิดว่าบ้านอยู่เยาวราชแน่ๆ ครับ เป็นคนที่ให้ความรู้ระหว่างเดินทางได้ดี เริ่มต้นการงงครั้งที่ 1 กับการที่คุณสมศรีบอกตอนนั่งรถบัสว่า ให้ทุกคนคาดเข็มขัดนิรภัย เพราะคนขับไม่อยากเสียค่าปรับ แว๊บแรกคืองงมากว่าทำไมถึงต้องคาด ข้างหน้ามีด่านหรอ ซึ่งคุณสมศรีบอกว่าบนรถมีกล้อง และกล้องตัวนี้จะส่งข้อมูลแบบ Online ไปให้ทางส่วนกลางของตำรวจ ซึ่งถ้ามีคนไม่คาดเข็มขัดทางตำรวจจะออกใบสั่งให้คนขับได้ เพราะฉะนั้นทุกการเดินทางต้องคาดเข็มขัด 100% นะครับ เพราะค่าปรับที่นี่คือ ครั้งแรก 500 หยวน ครั้งที่ 2 ก็ 1,000 หยวนหรือเป็นเงินไทยก็ครั้งแรก 2,358.38 บาท ครั้งที่ 2 ก็ 4,716.75 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 27/9/61) ซึ่งถือว่าแพงกว่าบ้านเราเยอะ ครับ
เผื่อใครยังไม่เห็น จัดเน้นๆ ให้อีกรูป
กล้องเป็นแบบ infrared ด้วยนะครับ 555
งงที่ 2 ขับรถผ่านตึกๆ หนึ่งซึ่งก็มีขนาดใหญ่พอสมควรถ้าเทียบกับบ้านเราก็คง เป็นตึกเอ็มไพร์ แถวช่องนนทรี คุณสมศรี บอกว่าตึกนี้ใช้เวลา 2 วันในการสร้างตึก 1 ชั้น คือเร็วมากกกกกกกก แต่เรื่องคุณภาพไม่แน่ใจนะ 555
งงที่ 3 ต่อจากงงที่ 2 คือตึกสร้างเร็วขนาดนี้ อายุการใช้งานจะอยู่ได้นานแค่ไหน คำตอบคือ อยู่ได้ 70 ปีเป็นพอ เพราะที่นี่เค้าไม่ซื้อขายที่ดินและบ้านแบบขาด เหมือนบ้านเราที่เราซื้อแล้วกรรมสิทธิ์จะตกเป็นของเราทันที (หรือผ่อนกับธนาคารหมด 555) แต่ที่นี่ การซื้อของคุณจะซื้อจากทางรัฐบาล และมีอายุอยู่กับคุณแค่ 70 ปี หลังจากนี้คือต้องคืนรัฐบาล และทางรัฐจะทุบตึกนั้นทิ้ง (ตามพวกคลิปที่เราเห็นตึกที่จีนมีการระเบิดทิ้งนั่นแหละครับ ) ส่วนใครจะซื้อใหม่ก็ต้องซื้ออีกครั้ง ส่วนเรื่องราคาที่ดินอยู่ที่ ตารางวาละ 70,000 หยวน หรือเป็นเงินไทยก็ 330,256.50 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 27/9/61)
งงที่ 4 แล้วคนที่มีรายได้ไม่เพียงพอซื้อตึกละครับ จะทำไง คำตอบคือที่จีนมีห้องเช่าเยอะมากกกกกก โดยแต่ละห้องเช่าจะมีการจัดสรรโดยทางรัฐบาล ซึ่งมีวิธีการแบ่งที่ทำร้ายจิตใจมาก ยกตัวอย่างเช่น ตึกนี้มี 6 ชั้น ไม่มีลิฟท์ ทางรัฐบาลจะกำหนดให้คนอ้วน อยู่อาคารชั้นบนสุด เพื่อให้ได้เดินขึ้นลงบันไดเป็นการลดน้ำหนัก และอีก 6 ปีทางรัฐบาลจะมาดูความคืบหน้าถ้าผอมลงจะให้ลงไปชั้นล่างๆ ได้แต่ถ้าไม่ ยังอ้วนเหมือนเดิมก็อยู่ชั้นบนเดินขึ้นลงบันได 6 ชั้นต่อไปจร้า อีกอย่างเรื่องหอพัก ถ้าจะมีคนมาพักเพิ่มต้องขออนุญาตจากทางรัฐบาลแต่ไม่รู้ว่าขอในรูปแบบไหนนะ เพราะเห็นมีคนบอกว่าพาเพื่อนมานอนที่ห้อง อีกคืนเจ้าหน้าที่มาเคาะห้องเรียก ส่วนตัวมองว่ากล้องที่ติดทั่วเมืองเนี้ยแหละตัวดี ที่คอยสอดส่องเราทุกวินาที ความเป็นส่วนตัวอยู่ที่ไหนนนนนนน
รุปหอพักที่จีน
งงที่ 5 ต่อจากเรื่องอ้วนๆ หน่อยละกัน คุณสมศรีบอกว่า คนจีนส่วนใหญ่แทบจะ 100 % ไม่กินน้ำแข็ง กินแต่น้ำร้อน ไม่เป็นเก๊าท์ และไม่อ้วน กลับมาเมืองไทยผมนี่ขว้างกระติกน้ำแข็งทิ้งเลย นี่ผ่านมาจะ 2 เดือนละ น้ำหนักยังเท่าเดิมเลย เพราะฉะนั้นทฤษฎีนี้อาจไม่เป็นจริงงงงงงง
รูปกระติกน้ำร้อน
น้ำที่ซื้อกินแทบทุกร้านใส่น้ำแข็งน้อยมากครับ
งงที่ 6 เรื่องของรถยนต์ที่นี่จะมีป้ายทะเบียนแบ่งเป็น 2 สีคือ สีปกติ(สีฟ้า) ก็เป็นรถธรรมดาใช้น้ำมัน แต่ถ้าเป็นป้ายทะเบียนสีเขียวรถคันนั้นคือรถยนต์ไฟฟ้า ถ้าใครจะซื้อทางรัฐบาลจะออกเงินให้ 20% ซึ่งคุณสมศรีบอกว่าตอนนี้สัดส่วนของรถที่ใช้น้ำมัน กับรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าคือ 50/50 รักษ์โลกไปอีกกกกกกก
งงที่ 7 ยังคงเป็นเรื่องรถกันอีก ที่เมืองนี้เริ่มทดลองใช้งานรถเมล์ไม่มีคนขับ กันแล้วนะ คุณสมศรีบอกว่าถ้าเป็นรถวิ่งเองตอนกลางคืนก็ไม่ต้องตกใจ
รถเมล์
งงที่ 8 เรื่องของการ Share กัน ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง การ Like Post Share ใน Facebook กันนะครับ แต่ถ้าอ่านกระทู้นี้และชอบใจก็ LiKe หรือ Share XXXXX กันได้เต็มที่นะครับ กลับมาเรื่องของการ Share ที่ เซินเจิ้นกันต่อ ที่นี่ผมขอเรียกว่าเมืองแห่งการ Share กันเลยดีกว่าเพราะ Share กันตั้งแต่ร่ม ใช่ครับ ร่มที่เอาไว้กันแดด กันฝนเหมือนกับที่บ้านเราเนี่ยแหละ ที่เซินเจิ้นเค้า Share กัน คือถ้าเราออกจากบ้านแล้วฝนตก แดดออก แล้วไม่ได้ติดร่มไป ไม่ต้องเป็นห่วงเดินเข้าไปที่ห้างหรือ ตึกใหญ่ๆ หรือโรงแรม ก็ไปจัดเจ้าร่วม Share ตัวนี้ได้เลยจร้า แล้วเวลาคืนก็คืน ที่ตึกอื่นๆ ปลายทางของเราได้เลย
Share ต่อมาคือแชร์รถจักรยานซึ่งก็จะไม่ขอพูดเยอะละกัน เจ็บคอ!!!!!!! เพราะที่บ้านเราก็เริ่มมีเข้ามาใช้ในบางพื้นที่กันแล้วแต่จะบอกว่าที่ เซินเจิ้น คือมีจอดเยอะมากกกกกกกก ราคาค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 299 หยวน หรือเป็นเงินไทยก็ 1,410.31 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 27/9/61) มีอายุสมาชิก ตลอดชีพ หรือจนกว่าบริษัทฯ ที่ให้ Share นั้นจะหาไม่ วิธีการใช้งานก็เหมือนบ้านเรา โหลด App แสกน QR ที่จักรยาน ปลดล็อก แล้วก็ขี่โล้ด อยากจอดไหนก็จอด
มีให้เลือกเพียบ หลากหลายสี
แสกนโล้ด
Share ต่อมาคือ แชร์รถยนตร์ใช่ครับ รถยนตร์ที่ใช้ขับบนท้องถนนเหมือนกับบ้านเรานั่นแหละ อัตราค่าใช้จ่ายคือ 5,000 หยวน หรือเป็นเงินไทยก็ 23,583.75 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 27/9/61) ซึ่งต้องใช้เอกสารมากหน่อยคือต้องมีใบขับขี่ และเงินประกันซึ่งเท่าไรไม่ทราบจริงๆ คำถามในหัวคือสภาพรถจะเป็นอย่างไร ถ้ารถชนใครจะรับผิดชอบค่าซ่อม ค่าซ่อมบำรุงใครออก จะดูแลรักษายังไง ใครจะล้างรถ 555 เอาจริงๆ น่าจะมีปัญหาจุกจิกเยอะ แต่จะบอกว่าวิธีการใช้งานคือเหมือนจักรยานเลย แสกน QR ข้างรถแล้วประตูจะเปิด ระบบจะรู้ว่าใครเป็นคนขับ ขับจากไหนไปไหน อย่างเท่
ภาพประกอบอาจไม่ใช่ QR ของจริงนะครับ (เพราะอ่านภาษาจีนไม่ออก)
Share รถยนตร์ว่าสุดแล้ว คุณสมศรีบอกว่า แจ็ค หม่า หัวเรือใหม่ของอาลีบาบา กำลังมีแนวคิด และร่วมมือกับทางรัฐบาลในการ Shear บ้านกันคือแบบ สุดจริงครับ เมืองแห่งการ Share ที่แท้ทรู
จริงๆ เรื่อง Share ผมมีคำถามหลักมาตั้งแต่ร่ม ยัน จักรยาน ยัน รถยนตร์ ยัน บ้าน ว่าบริษัทฯ เค้าจะกำไรไหม เค้าจะเจ๊งหรือเปล่า ซึ่งทางคุณสมศรก็มีคำตอบให้เราอีกเช่นเคยว่าการ Share ต่างๆ มีลักษณะในการระดมทุน นำเงินของเราไปทำธุจกิจด้านอื่นๆ ที่เค้าได้ผลตอบแทนเยอะมาก มากกว่าการซื้อของให้เรา Share ในช่วงแรกๆ หลายเท่า นั่นแหละคือเหตุผลที่ว่าทำไม Share กันจางงงงง
งงที่ 9 ที่นี่ห้ามเล่น Line และ Facebook ด้วยความอยากลองของ กับความลืมโหลด App Unblock ไป (ชื่อ App VPN เผื่อใครไปแนะนำให้โหลด) ก็ทำให้รู้เลยว่าที่นี่ของจริงครับ เข้าไม่ได้เลย แทบจะ 99.98 % เพราะมีบางครั้งยังแอบเด้งมาได้อยู่ เรียกได้ว่าช่วงที่อยู่ เซินเจิ้น นี่ตัดขาดออกจาก เพื่อนในสังคมออนไลน์กันเลยทีเดียวเชียว
น่าจะ App นี้นะครับ
งงที่ 10 คุณสมศรีบอกว่าถ้ามาเซินเจิ้นจะไม่เจอ 5 อย่างหรือเจอก็น้อยมาก คือ
1 จะไม่เห็นคนท้อง เพราะที่จีน มีกฏหมาย ควบคุม มีลูกแค่ 1 คน ถ้าเกินปรับ 240,000 หยวน หรือเป็นเงินไทยก็ 1,132,020 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 27/9/61) และที่นี่สามารถทำแท้งได้ไม่ผิด กม. ซึ่งปัจจุบันทางรัฐบาลเพิ่งเปลี่ยนกฏหมายใหม่เป็นสามารถมีลูกได้ 2 คนแล้ว
2 จะไม่เห็นคนอ้วน เพราะคนจีนจะกินชาร้อน และชอบออกกำลังกาย
3 จะไม่เห็นสุนัข เพราะที่นี่มีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสุนัขเยอะมาก คนที่รวยจริงๆ ถึงจะเลี้ยงได้
4. จะไม่เห็นตำรวจจราจร เพราะที่นี่ตำรวจทำงานในห้อง และดูแลประชาชนผ่าน กล้องวงจรปิด ที่มีทั่วเมือง
5. จะไม่เห็นมอเตอร์ไซค์ เพราะออกกฏหมายเลยว่าห้ามใช้งานมอเตอร์ไซค์ บอกล่วงหน้า 3 เดือน โดยให้เหตุผลคือ สร้างมลพิษ เสียงดัง และเป็นพาหนะที่มิชฉาชีพ ใช้ในการก่อ อาชญากรรม แต่ที่เห็นๆ วิ่งเต็มเมืองจะเป็น สกูตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งมีเสียงที่เบา และความเร็วที่น้อยกว่ามอเตอร์ไซค์
คุณสมศรีบอกว่าแถมอีกอย่าง เพิ่มจาก 5 สิ่งที่จะไม่เห็นที่ เซินเจิ้นคือ รถปิกอัพ หรือกระบะแบบไม่มีหลังคา ด้วยเหตุผลคือทางรัฐบาลบอกว่า ไม่สวยงาม ต้องหุ้มหลังคาไว้ อืม ครับ !!!!
ยังไม่ครบเลยเหลืองงสุดท้าย งงที่ 11 ต่อใน Comment นะครับ
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น