หน้าแรก
คอมมูนิตี้
ห้อง
แท็ก
คลับ
ห้อง
แก้ไขปักหมุด
ดูทั้งหมด
เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง
ลองใหม่
แท็ก
แก้ไขปักหมุด
ดูเพิ่มเติม
เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง
ลองใหม่
{room_name}
{name}
{description}
กิจกรรม
แลกพอยต์
อื่นๆ
ตั้งกระทู้
เข้าสู่ระบบ / สมัครสมาชิก
เว็บไซต์ในเครือ
Bloggang
Pantown
PantipMarket
Maggang
ติดตามพันทิป
ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้
เกี่ยวกับเรา
กฎ กติกา และมารยาท
คำแนะนำการโพสต์แสดงความเห็น
นโยบายเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
สิทธิ์การใช้งานของสมาชิก
ติดต่อทีมงาน Pantip
ติดต่อลงโฆษณา
ร่วมงานกับ Pantip
Download App Pantip
Pantip Certified Developer
“มหกรรมหนังสือมือสอง” พลิกกอง , ส่อง , รื้อ หนังสือหายากและหนังสืองานศพ
กระทู้สนทนา
หนังสือ
วรรณกรรม
งานประพันธ์อื่นๆ
ร้านขายหนังสือ
มีใครกำลังตามหาหนังสือเก่าๆ อยู่บ้างไหม? วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่าผมได้ไปชมและดมกลิ่นหนังสือเก่ามา เป็นหนังสือที่เคยมีเจ้าของมาก่อน แต่ในวันนี้เจ้าของเก่าเหล่านั้นต้องการจะขายเพื่อแบ่งปันประสบการณ์และความรู้จากหนังสือให้แก่นักอ่านท่านอื่น ซึ่งหนังสือเก่าที่ผมไปเยี่ยมชมมาในวันนี้เป็นหนังสือหายาก , หนังสืองานศพ , หนังสือวิชาการ , หนังสือจากหน่วยงานต่างๆ , หนังสือจดหมายเหตุ ฯลฯ มากมายและหลากหลายเหล่านี้คือกองหนังสือมากมายที่วางเตรียมไว้ในร้านหนังสือริมขอบฟ้า ที่หัวมุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นงานมหกรรมหนังสือมือสอง ที่ทางร้านจัดขึ้นมาเป็นงานประจำปี ในปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 แล้ว
ผมโชคดีที่มีโอกาสได้พูดคุยกับพี่แมว เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายประจำร้านหนังสือริมขอบฟ้า โดยพี่แมวเล่าให้ผมฟังว่า หนังสือมือสองเหล่านี้ทางร้านฯ ได้มาจากเจ้าของเดิมโดยตรง ซึ่งราคาขายของหนังสือแต่ละเล่มนั้นท่านเจ้าของเดิมเป็นคนตั้งราคาไว้ ทางร้านจะขายหนังสือมือสองเหล่านี้ตามราคาที่เจ้าของเดิมเขาอยากขาย ส่วนการนำหนังสือมาขายที่ร้านฯ นี้ถือว่าเป็นการฝากขาย ฝากวางหนังสือเพื่อขายโดยทางร้านฯ จะมีรายได้จากเปอร์เซ็นต์ที่ขายได้ ประมาณ 5 – 10 % ตามแต่ราคาของแต่ละเล่มว่าจะราคาถูกหรือแพง ถ้าหนังสือราคาถูกทางร้านจะได้น้อยหน่อยประมาณ 5 % แต่ถ้าหนังสือราคาแพงขึ้นมาทางร้านฯ ก็จะได้เปอร์เซ็นต์มากขึ้น โดยสูงสุดจะได้ถึง 10 % จากราคาหลังปก
ที่ผมใช้คำว่า “ราคาหลังปก” นี้น่าจะเป็นคำศัพท์เฉพาะสำหรับหนังสือมือสองเลย เพราะว่าหนังสือใหม่เราจะพูดถึงราคาขายว่าเป็นราคาหน้าปกเท่าไหร่ ซึ่งก็ดูแบ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจนดี เพราะหนังสือมือสองส่วนใหญ่คนขายจะติดสติกเกอร์ราคาไว้ที่หลังปก เรียกได้ว่าเป็นราคาที่อยู่หลังจากการอ่านมาแล้ว เป็นคำนิยามศัพท์ที่ผมขอบัญญัติขึ้นใช้เองเลย
อยากรู้เรื่องเมืองไทย ต้องไปร้านหนังสือริมขอบฟ้า
ผมถามพี่แมวถึงประวัติความเป็นมาของร้านหนังสือริมขอบฟ้าว่ามีประวัติเป็นมาอย่างไร? ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็เคยมีโอกาสมาซื่อหนังสือที่ร้านฯ นี้อยู่ 2 ครั้งแต่ก็นานมากแล้ว พี่แมวจึงเล่าให้ผมฟังว่า ร้านหนังสือริมขอบฟ้านี้เปิดมาเป็นปีที่ 15 แล้ว โดยเริ่มก่อตั้งร้านเมื่อ ปี 2546 แล้วผมถามว่าร้านหนังสือฯ นี้จะอยู่ได้นานตลอดไปไหม? พี่แมวก็ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่าไม่อาจจะตอบคำถามนี้ได้ เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าปัจจุบันนี้คนขายหนังสือเล่มน้อยลง อีกทั้งพื้นที่แห่งนี้ ที่ดินที่ตั้งเป็นร้านหนังสือริมขอบฟ้านี้เป็นสัญญาเช่า ซึ่งก็บอกไม่ได้ว่าในอนาคตเจ้าของที่ดินเขาจะบอกเลิกสัญญาเช่าเอาที่ไปทำอย่างอื่นหรือไม่?
ผมฟังพี่แมวพูดแล้วก็รู้สึกเศร้าใจเหมือนกัน เพราะร้านหนังสือริมขอบฟ้านี้ก็เป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางที่ดีของผมเช่นกัน ร้านหนังสือดีๆ แบบนี้ผมยินดีสมัครใจเป็นเพื่อนด้วยแน่ๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มาพบเจอกันบ่อยๆ แต่ผมก็ติดตามฟังข่าวคราวของเพื่อนร้านหนังสือร้านนี้มาโดยตลอด และคำว่าเพื่อนในอีกนัยยะหนึ่งก็คือ บ้านของผมอยู่ที่ฝั่งธนบุรี หลายครั้งที่ผมนั่งหรือโหนรถเมล์กลับจากในเมืองจะไปข้ามสะพานพระปิ่นเกล้านั้น เมื่อรถเมล์เลี้ยวเข้าวงกลมรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้วผมต้องคอยชะโงกหน้าไปทางซ้ายเพื่อมองร้านหนังสือแห่งนี้ตลอด แล้วถ้าเกิดมีครั้งใดที่ผมมองไปแล้วไม่เห็นร้านหนังสือริมขอบฟ้า ผมคงเสียใจมากแน่ๆ เพราะผมเชื่อคำของนักวิชาการวรรณกรรมที่บอกว่า จำนวนร้านหนังสือคือตัววัดอัตราความรู้ของคนในประเทศ ถ้าในบ้านเรามีร้านหนังสือลดลงไปเรื่อยๆ ก็แสดงว่าคนในประเทศเราฉลาดน้อยลงตามไปด้วยแน่ๆ
▼
กำลังโหลดข้อมูล...
▼
แสดงความคิดเห็น
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
หนังสือของพ่อ
พ่อเป็นคนรักหนังสือครับ สะสมมาตั้งแต่ คาดว่าน่าจะรุ่นหนุ่มด้วยซ้ำ สถานที่ประจำถ้าไม่แผงหนังสือที่สนามหลวง มุมรูปปั้นแม่พระธรณีบีบมวยผม ก็จะเป็นแถวเวิ้งนาครเขษมแ
แค่รองเท้าเก่า ๆ
ร้านหนังสือซอมบี้บุ๊ค Zombie Books
ผมมีโอกาสได้ไปเยือนร้านหนังสือแห่งหนึ่งที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนในความเป็นร้านขายหนังสือสมัยใหม่ ที่นอกจากจะมีหนังสือจำนวนมากวางขายในร้านแล้ว ทางร้านขายหนังสือแห่งนี
อาคุงกล่อง
พาชมงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ... วันที่ 21 ตุลาคม 2561
งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 23 และเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 12 ในวันนี้ถือว่าเป็นวันที่ 5 ของงาน (21 ตุลาคม 2561) ในวันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่มีฝน
อาคุงกล่อง
คนไทย(ชอบ)อ่านอะไร?
ผมมีโอกาสไปฟังเสวนาในหัวข้อ “คนไทย(ชอบ)อ่านอะไร?” ที่จัดโดยหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งเป็นกิจกรรมในโครงการส่งเสริมให้คนอ่านหนังสือกันให้มากขึ้น จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที
อาคุงกล่อง
พาชมงานหนังสือ ... เฟื่องนคร BookFest : “เคล็ดไทยบุฟเฟ่ต์”
วันนี้ผมจะพาท่านไปชมงานขายหนังสือแบบบุฟเฟ่ต์ ที่นักอ่านว่ากันว่าเป็นงานบุฟเฟ่ต์ในตำนานที่หลายๆ ท่านรอคอยกัน เป็นงานลดราคาหนังสือล้างสต็อคครั้งใหญ่ของทางสายส่งเค
อาคุงกล่อง
blacklistseller นี่คือเว็นน่าเชื่อถือจริงหรอ?
จะให้พูดมั้ยว่า เว็บblacklistseller ไม่ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลของคนแจ้งว่าโกงจริง แค่ให้แคปแชทแคปหลักฐานลงเฉยๆ ไม่ได้ตรวจสอบว่าข้อความเอา
สมาชิกหมายเลข 5472312
สอบถามหน่อยค่ะ มีใครทราบรหัสลิงค์ดาวโหลดของ ศูนย์ส่งเสริมอาชีวะ ศสอ มั้ยคะ
ตามลิงก์นี้ค่ะ : https://www.ssobooks.com/shop/highvocaltional2563/%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%aa63-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%b0
สมาชิกหมายเลข 6558097
ปวส. กับ ปวช. ต่างกันนอย่างไร
คิดเเล้วสับสน
สมาชิกหมายเลข 3260162
จะแก้ปัญหานี้อย่างไรดีขอปรึกษาหน่อย
คือเรามีปัญหาในการอ่านหนังสือ คือ เราอ่านแล้วเราไม่สามารถเล่าให้ตัวเองฟังได้ว่าอ่านอะไรไปแล้วบ้าง คือเราจำไม่ได้ นึกไม่ออก แต่เราตั้งใจอ่านมากเลยนะ พยายามอ่านอย
สมาชิกหมายเลข 9268002
ขอคำแนะนำในการอ่านจับใจความหน่อย
เราอ่านจับใจความไม่เป็นเลย และไม่รู้ด้วยว่าแบบไหนคืออ่านจับใจความ ต้องอ่านแบบไหน หา keyword อย่างไร เช่น ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร เราไม่เข้าใจจุดน
สมาชิกหมายเลข 9268002
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
หนังสือ
วรรณกรรม
งานประพันธ์อื่นๆ
ร้านขายหนังสือ
บนสุด
ล่างสุด
อ่านเฉพาะข้อความเจ้าของกระทู้
หน้า:
หน้า
จาก
แชร์ : 154
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
ยอมรับ
“มหกรรมหนังสือมือสอง” พลิกกอง , ส่อง , รื้อ หนังสือหายากและหนังสืองานศพ
มีใครกำลังตามหาหนังสือเก่าๆ อยู่บ้างไหม? วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่าผมได้ไปชมและดมกลิ่นหนังสือเก่ามา เป็นหนังสือที่เคยมีเจ้าของมาก่อน แต่ในวันนี้เจ้าของเก่าเหล่านั้นต้องการจะขายเพื่อแบ่งปันประสบการณ์และความรู้จากหนังสือให้แก่นักอ่านท่านอื่น ซึ่งหนังสือเก่าที่ผมไปเยี่ยมชมมาในวันนี้เป็นหนังสือหายาก , หนังสืองานศพ , หนังสือวิชาการ , หนังสือจากหน่วยงานต่างๆ , หนังสือจดหมายเหตุ ฯลฯ มากมายและหลากหลายเหล่านี้คือกองหนังสือมากมายที่วางเตรียมไว้ในร้านหนังสือริมขอบฟ้า ที่หัวมุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นงานมหกรรมหนังสือมือสอง ที่ทางร้านจัดขึ้นมาเป็นงานประจำปี ในปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 แล้ว
ผมโชคดีที่มีโอกาสได้พูดคุยกับพี่แมว เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายประจำร้านหนังสือริมขอบฟ้า โดยพี่แมวเล่าให้ผมฟังว่า หนังสือมือสองเหล่านี้ทางร้านฯ ได้มาจากเจ้าของเดิมโดยตรง ซึ่งราคาขายของหนังสือแต่ละเล่มนั้นท่านเจ้าของเดิมเป็นคนตั้งราคาไว้ ทางร้านจะขายหนังสือมือสองเหล่านี้ตามราคาที่เจ้าของเดิมเขาอยากขาย ส่วนการนำหนังสือมาขายที่ร้านฯ นี้ถือว่าเป็นการฝากขาย ฝากวางหนังสือเพื่อขายโดยทางร้านฯ จะมีรายได้จากเปอร์เซ็นต์ที่ขายได้ ประมาณ 5 – 10 % ตามแต่ราคาของแต่ละเล่มว่าจะราคาถูกหรือแพง ถ้าหนังสือราคาถูกทางร้านจะได้น้อยหน่อยประมาณ 5 % แต่ถ้าหนังสือราคาแพงขึ้นมาทางร้านฯ ก็จะได้เปอร์เซ็นต์มากขึ้น โดยสูงสุดจะได้ถึง 10 % จากราคาหลังปก
ที่ผมใช้คำว่า “ราคาหลังปก” นี้น่าจะเป็นคำศัพท์เฉพาะสำหรับหนังสือมือสองเลย เพราะว่าหนังสือใหม่เราจะพูดถึงราคาขายว่าเป็นราคาหน้าปกเท่าไหร่ ซึ่งก็ดูแบ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจนดี เพราะหนังสือมือสองส่วนใหญ่คนขายจะติดสติกเกอร์ราคาไว้ที่หลังปก เรียกได้ว่าเป็นราคาที่อยู่หลังจากการอ่านมาแล้ว เป็นคำนิยามศัพท์ที่ผมขอบัญญัติขึ้นใช้เองเลย
อยากรู้เรื่องเมืองไทย ต้องไปร้านหนังสือริมขอบฟ้า
ผมถามพี่แมวถึงประวัติความเป็นมาของร้านหนังสือริมขอบฟ้าว่ามีประวัติเป็นมาอย่างไร? ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็เคยมีโอกาสมาซื่อหนังสือที่ร้านฯ นี้อยู่ 2 ครั้งแต่ก็นานมากแล้ว พี่แมวจึงเล่าให้ผมฟังว่า ร้านหนังสือริมขอบฟ้านี้เปิดมาเป็นปีที่ 15 แล้ว โดยเริ่มก่อตั้งร้านเมื่อ ปี 2546 แล้วผมถามว่าร้านหนังสือฯ นี้จะอยู่ได้นานตลอดไปไหม? พี่แมวก็ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่าไม่อาจจะตอบคำถามนี้ได้ เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าปัจจุบันนี้คนขายหนังสือเล่มน้อยลง อีกทั้งพื้นที่แห่งนี้ ที่ดินที่ตั้งเป็นร้านหนังสือริมขอบฟ้านี้เป็นสัญญาเช่า ซึ่งก็บอกไม่ได้ว่าในอนาคตเจ้าของที่ดินเขาจะบอกเลิกสัญญาเช่าเอาที่ไปทำอย่างอื่นหรือไม่?
ผมฟังพี่แมวพูดแล้วก็รู้สึกเศร้าใจเหมือนกัน เพราะร้านหนังสือริมขอบฟ้านี้ก็เป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางที่ดีของผมเช่นกัน ร้านหนังสือดีๆ แบบนี้ผมยินดีสมัครใจเป็นเพื่อนด้วยแน่ๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มาพบเจอกันบ่อยๆ แต่ผมก็ติดตามฟังข่าวคราวของเพื่อนร้านหนังสือร้านนี้มาโดยตลอด และคำว่าเพื่อนในอีกนัยยะหนึ่งก็คือ บ้านของผมอยู่ที่ฝั่งธนบุรี หลายครั้งที่ผมนั่งหรือโหนรถเมล์กลับจากในเมืองจะไปข้ามสะพานพระปิ่นเกล้านั้น เมื่อรถเมล์เลี้ยวเข้าวงกลมรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้วผมต้องคอยชะโงกหน้าไปทางซ้ายเพื่อมองร้านหนังสือแห่งนี้ตลอด แล้วถ้าเกิดมีครั้งใดที่ผมมองไปแล้วไม่เห็นร้านหนังสือริมขอบฟ้า ผมคงเสียใจมากแน่ๆ เพราะผมเชื่อคำของนักวิชาการวรรณกรรมที่บอกว่า จำนวนร้านหนังสือคือตัววัดอัตราความรู้ของคนในประเทศ ถ้าในบ้านเรามีร้านหนังสือลดลงไปเรื่อยๆ ก็แสดงว่าคนในประเทศเราฉลาดน้อยลงตามไปด้วยแน่ๆ