หนังสือเล่มเก่าเคยไหมที่เอามาอ่านใหม่

"หนังสือ เล่มเก่า"
หนังสือมีหลากหลายเรื่องราวทั่วทุกมุมโลกก็ว่าได้แล้วแต่บทความที่มีให้อ่านมันอาจจะเป็นเรื่องจริงและสมมุติมันขึ้นมาก็ได้แล้วแต่คนเขียนจะจินตนาการเพื่อให้คนอ่านได้เข้าไปอ่านเรื่องราวของบทความอย่างมีอรรถรส บางเล่ม สนุก เศร้า เฮฮา เหนือจินตนาการ หรือบางเรื่องก็ถ่ายทอดมาจากเรื่องจริง เอาหละก็สุดแล้วแต่จะ พรรณรนาบทความมันขึ้นมา แค่อยากจะมาเล่า หนังสือของเราที่เราเคยอ่านมา ย้อนสมัยเด็กสัก 14-15 ปีก่อน เราเคยอ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ตอนนั้นเราเข้าไปอ่านแค่ ชื่อเรื่อง สารบัญ คำนำ แล้วก็เนื้อเรื่อง นิดๆหน่อย จนมาวันนึงเราได้มีโอกาส หยิบหนังสือเล่มนั้นกลับมาอ่านอีกครั้ง มันทำให้เราย้อนกลับไปเมื่อ 14-15ปีที่แล้วอีกครั้ง ว่าตอนนั้นเราอ่านนิดเดียวเอง ครั้งนี้มีโอกาสได้อ่านมันอีกก็ตั้งใจว่าเราจะอ่านมันจริงๆจังๆสักตั้งว่ะ เราก็แค่กล้าที่จะหยิบหนังสือเล่มเดิมมานั่งอ่านมันจะยากอะไรว่ะ ก็เริ่มอ่านมันตั้งแต่บทแรก เอ้ยมันก็ไม่เลวนี้หว่า บทแรกก็สนุกแล้ว มันก็เลยทำให้อยากเปิดอ่านหน้าต่อๆไป ว่ามันจะเป็นยังไงต่ออ่านไปก็ มีความประทับใจในตัวละคร ว่ามีความน่าสงสารในตัวละครตัวนั้น มีดราม่า สนุกสนานเหมือนกับว่าเราอินไปกับหนังสือเล่มนี้ แล้วมันก็จริงที่ไม่ผิดที่เราจะอินไปกับหนังสือเล่มที่เราอ่าน มันก็เหมือนเราดูการ์ตูนที่เราชอบ ดูหนังที่เราชอบ อ่านๆไปเราก็อินไปกับมันมากขึ้น ขณะที่เราอ่าน เราก็แฮปปี้ยิ้มหัวเราะร้องไห้ตามทั้งๆที่เราเพิ่งเริ่มอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่นานนัก เราก็อ่านไปจนเราเริ่มซึมซับกับตัวละครมากขึ้นทุกวันๆจนเรากลายเป็นส่วนหนึ่งไปกับหนังสือที่เราอ่าน จนเราสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปตอนไหนเราไม่รู้ตัวเลยสักนิด ก็ตั้งคำถามทำไมเราต้องเลียนแบบให้เหมือนตัวละครที่เราอ่านในหนังสือด้วยทั้งๆเราก็มีความเป็นตัวของตัวเราเองค่อนข้างสูง พอมาคิดๆ เอ้ย!!นี้เรารักหนังสือเล่มนี้ไปตอนไหนทำไมเราไม่รู้ตัวเลย คนรอบข้างที่เห็นเราอ่านหนังสือมาสักพักก็เริ่มถาม อ่านหนังสืออะไรทำไมต้องอ่านเป็นประจำ เราก็เลยบอกไปเราติดหนังสืออยู่เล่มนึงอ่านแล้วเราสนุกมากเลยเราแฮปปี้กับเล่มนี้มาก เราก็เลยยื่นให้เพื่อนดูว่าเราอ่านหนังสืออะไร เพื่อนอุทาน เอ้ย!! เคยอ่านแล้วนิหน่าเล่มนี้ เราตอบใช่ๆแต่ตอนนั้นเราอ่านไปแค่หน้าปก สารบัญ แล้วก็คำนำเองน่ะ ไม่ได้อ่านเหมือนตอนนี้ไง ก็เล่าให้ฟังหนังสือเล่มนี้อ่านไปอ่านมาก็โอเคอยู่น่ะทำให้เรายิ้มหัวเราะร้องไห้ไปกับมันได้ เราก็ยิ้มๆให้เพื่อนงั้นเรากลับไปอ่านหนังสือต่อน่ะ เราก็กลับไปอ่านต่อจริงๆอ่านวันแล้ววันเล่าบางวันอ่านตรงไหนไม่เข้าใจก็ย้อนกลับมาอ่านใหม่เราไม่เข้าใจตรงไหนทำไมตัวละครตัวที่เรารักทำไมต้องโน้นนี้นั้น บลาๆๆๆๆๆ อ่านไปอ่านมาก็เข้าใจตัวละครตัวนั้นทั้งๆที่บางทีเราก็ไม่เข้าใจอ่านมันไปเพราะเรารักหนังสือเล่มนี้ไปแล้ว ไม่เข้าใจก็ปล่อยผ่านไปอ่านหน้าใหม่ต่อ ก็ลุ้นในหน้าต่อไปว่าจะมีอะไรให้เราอ่านต่อไป พออ่านหน้าถัดไป ก็สนุกเหมือนที่เคยอ่านมาตั้งแต่แรก บางวันเราก็หยุดอ่านน่ะหยุดอ่านเพราะอ่านมาตรงนี้ที่รู้สึกสนุกไปกับมันเลยไม่อยากอ่านบ่อยๆกลัวจบเร็วไม่มีอะไรให้อ่านต่อ แต่ก็ไม่เคยที่จะไม่อ่านเลยน่ะถึงจะอ่านทีละนิด บางวันไม่ได้อ่านเราก็รู้สึกคิดถึงหนังสือเล่มนั้น เมื่อไหร่จะได้กลับไปนั่งอ่านหนังสือสักที ในขณะที่เรามัวแต่คิดถึงเรื่องอ่านหนังสือนั้นก็คือไม่ใช่ตัวตนของเราจริงๆก็เป็นได้แต่ด้วยความที่เราเลือกที่จะนำมันมาอ่านแล้วเราก็ต้องอ่านมันให้สุดๆไปเลย จะได้สนุกเหมือนตอนที่เราอ่านมาตั้งแต่แรกๆดิ แต่หนังสือมันมีอะไรๆในนั้นเยอะกว่าที่เราคิด บางทีก็ฝืนที่จะอ่านมันแต่เราก็คิดว่าเราชอบเรา หนังสือเล่มนี้
เลยไม่อยากจะวางมันลงหรือไม่คิดที่จะไม่อ่าน ก็มีหลายวันนะที่เราเกือบทำหนังสือเล่มนั้นหายแต่เราก็หาเจอที่เก่าที่เราเคยวางมันไว้ตอนที่เหมือนจะหายตอนนั้นมันทำให้เรากระวนกระวายมากๆเลยคิดๆๆว่าเราอ่านแล้วเอาไปวางไว้ไหนว่ะ ทำไมมันหาไม่เจอกลับมาก็เจอหนังสือวางไว้ มันก็ทำให้เราดีใจที่กลับมาแล้วเจอหนังสือ ก็ยังคงเปิดอ่านเหมือนเดิมวนไปแล้ววนไปเล่า ก็ไม่ได้คิดอะไรมากก็คิดว่าเรากลับไปเราก็กลับไปอ่านหนังสือต่อจากที่อ่านมาเมื่อคืน เราคิดว่าหนังสือเล่มนี้ที่เราอ่านเราเอามาคิดว่าน่ะว่ามันดีน่ะมันกำลังจะทำให้เรามีอะไรๆที่ดีขึ้นหลังจากที่อ่านมาสักพัก มันก็จริงน่ะเราดีขึ้นในความคิดเรา ในตัวอักษรในหนังสือที่เราอ่านมันไม่มีเสียงก็จริงแต่ทำไมเราดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเราเลยรักหนังสือเล่มนี้มากขึ้นๆทุกวันๆ ก็เลยย้อนไปตอนเด็กๆทำไมเราไม่หยิบมาอ่านมันตั้งแต่แรกว่ะถ้าอ่านแล้วมันจะดีขนาดนี้ เราก็เลยคิดถึงตอนเด็ก เราดันอ่านแล้ววางไว้หนังสือเล่มนี้เลยหายไป หนังสือเล่มนี้มันช่วยให้เรามีแรงผลักดันเป็นกำลังใจให้เรา ให้เราก้าวเดินหน้าต่อไปในวันข้างหน้าต่อๆไป หนังสือที่เราอ่านสร้างพลังงานให้เรามีแรงที่จะสู้ในวันต่อๆไปก็เลยคิดว่าเราอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเราจะไม่อ่านเล่นๆข้ามๆมันไปหรอก เพราะอ่านมาแล้วจะครึ่งเล่มแล้วมันดี ก็เลยอ่านต่อไปอีก จนสิ่งที่เราคิดว่ามันไม่น่าจะเกิดขึ้นกับหนังสือเราที่เราอ่านอยู่ทุกวัน ที่เราเฝ้าระวังกลัวฝุ่นจะจับจะไปโดนแดดโดนลมอะไรต่างๆนาๆแต่เราก็ไม่เคยที่จะคิดว่าตลอดที่เราอ่านหนังสือมาทุกวันๆเนี่ยเราไม่คิดหรอกว่าวันหนึ่งเราจะเปิดอ่านในหน้าถัดไปที่มัน "ว่างเปล่า" ตกใจกระวนกระวายทำไมหน้าถัดของหนังสือไม่มีให้อ่านต่อทำไมมันว่างเปล่าอ่ะแล้วที่เราอ่านมาตั้งแต่แรกจนมาถึงครึ่งเล่มมันหายไปไหน เราก็ได้แต่นั่งสงใสว่าทำไมหน้าถัดของหนังสือไม่มีได้ไงทำไมหนังสือเล่มนี้มีมาแค่นี้เอง ทุกใจเสียใจ เดินไปถามเพื่อนกลางหน้าหนังสือออกให้เพื่อนดูว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงว่างเปล่า เพื่อนเห็นเราเป็นทุกข์ ก็ตอบกลับมาว่ารองเปิดข้ามไปหน้าถัดไปดูไหม ปรากฏว่ามันว่างเปล่าไปอีกหลายๆหน้า เรากลับมานั่งถามทำไมหนังสือมีมาให้อ่านแค่นี้ หรือว่าเราอ่านไม่เข้าใจมันว่ะก็เลยย้อนกับไปอ่านตั้งแต่ต้นจนถึงหน้าที่มันว่างเปล่า เปิดถัดไปอีกหน้าก็ไม่มีเช่นเคย เราเศร้ามากๆพูดเลย เรามาโทษตัวเองว่าเราอ่านไม่เข้าใจเหรอ หรือว่าเราดูแลหนังสือเล่มนี้ไม่ดี บลาๆๆๆ โทษตัวเอง ที่อ่านไม่ออกเหรอยังไง แล้วที่ผ่านมาเราอ่านไปเพื่ออะไร เสียเวลาไปกับหนังสือเล่มนี้เพื่ออะไร ในเมื่อสุดท้ายที่เราอ่านมาทั้งหมดกับกายหนังสือหน้าถัดไปว่างเปล่า เรากลับมานั่งคิด เราเลือกหนังสือมาอ่านผิดเล่มใช่ไหมที่เป็นแบบนี้ บางทีหนังสือเล่มนี้อาจจะมีแค่ครึ่งหน้ามาตั้งแต่แรกก็ได้แค่เรายังเปิดอ่านมาไม่ถึงเท่านั้นเอง มันกับตรงกันข้ามที่เราอ่านมาทั้งหมดตั้งแต่แรกเพราะหนังสือเล่มนี้ อาจจะมีหลายเล่มใครอาจจะกำลังอ่านเหมือนเราหรืออ่านต่อจากเราอยู่ก็เป็นได้นั้นคือสิ่งที่เราไม่เคยคิดมาตลอดแต่กับว่ามันมีอีกคนใดคนหนึ่งกำลังถือหนังสือเล่มนี้แล้วเค้ากำลังอ่านอยู่ หนังสือเล่มนี้ให้อะไรกับเรามากมายจนเราอธิบายไม่หมด หนังสือเล่มนี้ ให้เรายิ้มได้ หัวเราะได้ ร้องไห้ได้ เป็นกำลังใจ เป็นแรงบันดาลใจ เป็นแรงพลักดันในการดำรงชีวิตและมีกำลังใจที่จะต่อสู้ในวันข้างหน้า แต่ความจริงหนังสือเล่มนี้ผมไม่ได้ถือและนำมาอ่านอีกแล้ว แต่เราก็ตั้งใจไว้ว่าจะไม่นำหนังสือเล่มนี้กลับมาอ่านอีกแล้ว ปล่อยให้คนอื่นที่มีความรู้ความสามารถนำเอาไปอ่านต่อน่าจะดีกว่า ผมเสียดายหนังสือเล่มนี้ไหมเอาจริงๆ แรกๆเสียดายแต่พอมาคิดแล้วว่า เราเลือกหนังสือเล่มเก่ามาอ่านก็จริง แต่ความจริงหนังสือเลือกเราให้นำกลับมาอ่านแต่หนังสือเล่มนี้ให้เราอ่านเพียงเท่านี้เท่านั้นเอง เราก็จะได้เรียนรู้แล้วก็จะได้เติบโตไปอีกขั้น เรียนรู้อะไรมากขึ้นกว่าเก่า เพราะโลกกำลังจะมอบหนังสือที่ดีกว่ามาให้เราอ่านได้ศึกษาในการเรียนรู้กับหนังสือเล่มใหม่ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือชีวิตที่เราต้องเข้าใจในสัตร์จะธรรมของโลกแห่งความเป็นจริง บางทีเราอยู่กับหนังสือเล่มนั้นมากเกินไปจนทำให้เราไม่อาจวางมันลงได้ สรุปมันไม่ใช่เลยจริงๆ สิ่งที่เราโฟกัสทุกอย่างเริ่มจางหายไปในวันที่เราเริ่มอ่านหนังสือเล่มนี้
สิ่งเดียวที่ต้องทำคือเราต้องอยู่กับตัวเองให้มากๆรองค้นหาในสิ่งที่ตัวเองชอบ รองมองโลกให้มากขึ้นไม่ใช่เอาแต่อ่านหนังสือจนไม่รู้เลยว่าโลกเดินไปถึงไหนแล้ว เราต้องอยู่กับปัจจุบันยอมรับในสิ่งที่เกิดยอมรับไปกับมันในตัว รองออกมาศึกษาข้างนอกบ้าง เพราะการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหนังสือที่เราอ่านเสมอไป เราไม่อาจไปปิดกั้นคนที่กำลังจะเริ่มอ่านหนังสือเล่มเก่าเหมือนเรา แต่เชื่อเถอะหนังสือเล่มเก่าก็คือหนังสือเล่มเก่ามันจะกับมาทำร้ายจิตใจของคุณอีก ถ้าคุณยอมรับมันได้ แต่ถ้าเป็นเรา เราขอเลือกเริ่มอ่านหนังสือเล่มใหม่แทน... #อ่านแล้วเศร้าเลยเอามาเล่าให้ฟังต่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่