FSMART ได้เวลา Let Profit Run (โดย อีหล่าน้อย เว็บ Share2Trade)

กระทู้ข่าว
http://www.share2trade.com/index.php?route=content/content&path=9&content_id=3331
       กำไรสุทธิที่สุดสวยของ บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส  ด้วยตัวเลขโชว์ผลงานไตรมาส 2 ด้วยรายได้รวม 849 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% และมีกำไรสุทธิ 150 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% ส่งผลให้ช่วงครึ่งแรกของปี 2561 มีรายได้รวม 1,691 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% และกำไรสุทธิ 295 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน  เป็นบทพิสูจน์ว่าการเปลี่ยนแปลงของบริษัทที่ผ่านมา ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป


         ความสามารถในการสร้างยอดเติมเงินผ่านเครื่องมือสำคัญ "ตู้บุญเติม" ครึ่งปีกว่า 21,032 ล้านบาท และการเน้นเพิ่มยอดเติมเงินเฉลี่ยผ่านตู้ (ARPU) เฉลี่ยเพิ่มอีก 5% ทำให้ "ตู้บุญเติม" ยังถือเป็นเครื่องมือทำรายได้ต่อไปอีก สะท้อนว่ากลยุทธ์ที่ปรับเปลี่ยนจุดตั้งตู้บุญเติมที่มีคุณภาพ ทั้งจุดติดตั้งในพื้นที่ใหม่ และปรับเปลี่ยนในทำเลเดิม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการขายด้วยแคมเปญต่างๆ ทั้งรายการสะสมแต้มเพื่อชิงโชคและแลกของรางวัล รวมไปถึงกิจกรรมอื่นๆตามเทศกาลเพื่อตอบแทนลูกค้าที่ใช้บริการตู้บุญเติม เริ่มผลิดอกออกผลด้วยดี แม้ยังไม่เต็มที่
         กำไรสุทธิที่โดดเด่น(ไม่นับการจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.30 บาท/หุ้น ที่มากเกินคาด พร้อมจ่าย 4 ก.ย.นี้) ทำให้สามารถหักลบ "ความเชื่อ" ด้วย "ความจริง" ชนิด "เกินคาด"
        การจากไปของนายสมชัย สูงสว่าง กรรมการผู้จัดการคนเดิม น่าจะเป็นผลดีกับเจ้าตัวเอง ที่จะไปเผชิญกับความท้าทายใหม่ก่อนสายเกิน และบริษัทฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ FSMART ที่สามารถเปิดทางเลือกใหม่ที่ไม่ติดกับอดีตได้ดีเท่าหรือมากกว่าเดิม
         ก่อนหน้านี้ นายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการคนใหม่ ออกมาพูดชัดเจนว่า แม้อนาคตของการทำ E-wallet จะถูกธนาคารพาณิชย์ "ย้อนศร" เอาไปทำเอง เพราะไม่อยากเสียท่าแบบในอเมริกาและจีน FSMART ก็ไม่ได้หม่นมัวหรือดำมืดแต่อย่างใด
          เดิมทีนั้น FSMART ในยุคของนายสมชัยกุมบังเหียน  หมายมั่นปั้นมือมากว่าจะเดินตามรอยบริษัทที่ไม่ใช่ธนาคารในอเมริกาและจีน นั่นคือ E-wallet app เป็นกระเป๋าเงินออนไลน์ ไว้ซื้อสินค้าออนไลน์ ไว้โอนเงินให้เพื่อน ไว้ชำระค่าบริการต่างๆ แต่เมื่อธนาคารพาณิชย์ไทยใช้กลยุทธ์"ปิดประตูตีแมว" ปิดทางไม่ให้ E-wallet app เจ้าอื่นๆและเจ้าใหม่ ให้มาแย่งผู้ใช้บริการธนาคารได้ ชนิดทุ่มทั้งตัวและหัวใจได้ ทางเลือกของ FSMART ในส่วนนี้ก็ปิดตาย
    แผนธุรกิจที่เลือกใหม่ ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า เพื่อรุกขยายลูกค้าสู่กลุ่มกลาง-บน (แม้บางแผนจะต้องลองผิดลองถูกบ้าง) เพื่อเดินหน้าเพิ่มตู้บุญเติม พร้อมออกผลิตภัณฑ์-บริการใหม่เกาะกระแสดิจิทัล ที่พรั่งพรูออกมา สะท้อนว่า ชีวิตมีทางออกอยู่เสมอ ถ้าคิดจะค้นหา
    นายณรงค์ศักดิ์ เปิดให้สัมภาษณ์สื่อว่า จะมุ่งกระจายจุดรับชำระให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และการขยายฐานผู้ใช้บริการไปทุกระดับ จากปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย เตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่และแพลตฟอร์มให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยเฉพาะด้านดิจิทัล ชูจุดแข็งเป็นส่วนสนับสนุนสำคัญ ทั้งฐานลูกค้าที่ใหญ่ถึง 25 ล้านคน และช่องทางการให้บริการมากกว่า 1.3 แสนตู้
    สูตรนี้คือสูตร "คั้นมะนาว" ที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเดิม และสร้างแพลตฟอร์มรายได้ใหม่พร้อมกันไป
    นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากเข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ FSMART เมื่อเดือนก่อน ได้วางทิศทางการดำเนินงานในครึ่งปีหลังที่จะยังคงเน้นกลยุทธ์ 2 เรื่องโดยเน้น "ตู้บุญเติม" ต่อไปคือ
    - กลยุทธ์เชิงปริมาณ ด้วยการเพิ่มจำนวนตู้ "บุญเติม" ที่ไม่เน้นปริมาณมากเหมือนปีก่อน แต่หันเน้นในทำเลที่มีศักยภาพให้เป็นไปตามเป้าหมาย 1 หมื่นตู้ จากขณะนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 1.3 แสนตู้ ซึ่งจะทำให้สิ้นปี 61 จำนวนตู้ "บุญเติม" จะเพิ่มเป็น 1.4 แสนตู้ ภายใต้งบลงทุนทั้งปีที่ 300-400 ล้านบาท
    - กลยุทธ์เชิงคุณภาพ มีสองส่วน ส่วนแรก ทำให้ ยอดเติมเงินเฉลี่ยต่อตู้ (ARPU) จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 3.3-3.4 หมื่นบาท/ตู้/วัน และส่วนหลัง การเพิ่มบริการผ่านตู้เติมเงิน"บุญเติม"เพิ่มอีก 2-3 ธุรกิจ
    การผสมผสานกลยุทธ์เชิงปริมาณและคุณภาพเข้าด้วยกัน ได้เริ่มไปแล้วในครึ่งปีแรก โดยได้ย้ายตู้เติมเงินบุญเติมไปตั้งในจุดที่มีคุณภาพ (ผู้ใช้) มากขึ้น และครึ่งปีหลังก็จะเป็นช่วงของการเพิ่มตู้แบบทยอยเพิ่มและหาจุดที่มีคุณภาพจริงๆ และดู ARPU ควบคู่กันไป โดยปรับวิธีคัดสรรทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพที่เน้นการขยายออกไปยังหมู่บ้านที่อยู่ห่างจากตัวอำเภอมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมียอดเติมเงินค่อนข้างสูง ล่าสุดก็ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อขยายตู้เติมเงินไปในพื้นที่ที่ยังไม่มีตู้เติมเงินแต่มีประชากรจำนวนมาก โดยสามารถขยายตู้เติมเงินไปได้เกือบ 1 พันตู้แล้ว
    ความต่างกันตรงนี้ (ปีก่อนๆ FSMARTเร่งขยายจุดให้บริการอย่างเต็มที่ ผลลัพธ์คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กดดันความสามารถทำกำไร เพราะต้องมีอัตราเพิ่มของการตั้งสำรองมากกว่าอัตราเพิ่มของกำไรต่อตู้) จะย้อนกลับมาเป็นอัตรากำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น
    ไม่เพียงแค่นั้น ฐานข้อมูลจริงของแนวโน้มการใช้บริการระบบโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงินในครึ่งปีหลังนี้ ทำให้ FSMART มีมุมมองชัดเจนว่า ตลาดส่วนนี้ยังมีโอกาสการเติบโตได้อีกมาก จากจำนวนเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศที่มีอยู่ประมาณ 70-80 ล้านเลขหมาย เป็นเลขหมายประเภทเติมเงินล่วงหน้าราว 60 ล้านเลขหมาย แต่มีลูกค้าที่ใช้บริการผ่านตู้บุญเติมเพียง 25 ล้านเลขหมาย ยังมีช่องทางที่สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาด จากปัจจุบันบริษัทมีมาร์เก็ตแชร์ 1 ใน 3 ของตลาด หรือคิดเป็นมูลค่ายอดเติมเงินที่ 22% ตรงข้ามกับความเชื่อว่าตลาดจะหดเล็กลง
    สำหรับ แนวทางการเพิ่มบริการผ่านตู้ "บุญเติม" นั้น FSMART อยู่ระหว่างเตรียมแผนงานสำหรับธุรกิจใหม่อีก 2-3 ธุรกิจ ได้แก่ การจำหน่ายซิมการ์ดผ่านตู้เติมเงิน และการรับพิสูจน์ตัวตน (Know Your Customer: KYC) ผ่านตู้เติมเงินบุญเติม เป็นต้น คาดว่าน่าจะได้เห็นความชัดเจนภายในไตรมาส 4/61 และจะขยายการให้บริการไปทั่วประเทศได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/62 เป็นต้นไป
    เพียงแต่อย่างหลังนี้ผลิดอกออกผลช้าแม้จะยั่งยืน
    ในด้านธุรกิจการจำหน่ายซิมการ์ด บริษัทเจรจากับค่ายมือถือ 1 ค่าย พบว่าซิมการ์ดที่เป็น Prepaid มียอดขายต่อเดือนอยู่ที่ 3-4 ล้านซิมการ์ด ยังคงเป็นโอกาสทางธุรกิจของ FSMART ที่น่าสนใจ เพราะลูกค้าสามารถซื้อซิมการ์ดจากตู้บุญเติม จากนั้นสามารถลงทะเบียนได้ทันที โดยจะมีอุปกรณ์อ่านบัตรประชาชนและกล้องถ่ายภาพ อีกทั้งยังสามารถเลือกเบอร์ได้ด้วย เมื่อดำเนินการทุกขั้นตอนแล้วจะได้รับซิมการ์ดจากตู้ทันทีพร้อมใช้งาน
    ส่วนการรับพิสูจน์ตัวตน บริษัทมองเป็นโอกาสในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการและกลุ่มธนาคาร เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงสภาพธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ที่พยายามจะปรับลดสาขาและพนักงานเพื่อก้าวสู่ระบบดิจิทัล โดยเฉพาะการเปิดบัญชีที่เริ่มเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ขั้นตอนสำคัญยังจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวตนให้ตรงตามบัตรประชาชนที่ใช้เป็นหลักฐาน ซึ่งปัจจุบันบริษัทเจรจากับธนาคารพาณิชย์ 1 รายที่มีผู้เปิดบัญชีต่อเดือนราว 4 แสนบัญชีต่อเดือน
    ทั้งหมดนี้ นายณรงค์ศักดิ์ มั่นใจว่า จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่เป็นทางออก ไม่ใช่ทางตัน เพราะแต่เดิมนั้น FSMART โตเร็วแต่พึ่งพิงกับธุรกิจเติมเงินมือถือมากเกิน ต่อมาพยายามกระโดดไปธุรกิจที่เป็นแบงก์ที่รับฝากเงินเข้าบัญชีเข้าธนาคาร แต่จากนี้ไป การขยายบริการใหม่แนวระนาบที่ยั่งยืนมากขึ้น ส่งผลให้อนาคตโครงสร้างรายได้ของ FSMART สมดุลมากขึ้น
    ยิ่งกว่านั้นธุรกิจใหม่ที่เริ่มลองผิดลองถูกอย่าง ธุรกิจตู้ขายของอัตโนมัติ หรือ เวนดิ้งแมชชีน ก็มีตัวเลขเติบโตที่ทำให้เห็นชัดว่า ในอนาคตจะเป็นธุรกิจหลักที่เข้ามาขับเคลื่อนรายได้ เพราะสามารถรวมการขายสินค้าและเติมเงินเข้าด้วยกัน
    ปัจจุบันเวนดิ้งแมชชีนของ FSMART ยังเป็นตู้จำหน่ายเครื่องดื่ม แต่ในอนาคตบริษัทมีแผนขยายไปจำหน่ายขนมขบเคี้ยว โดยจะเห็นความชัดเจนในไตรมาส 3 ปีนี้ ที่ปีนี้ตั้งเป้าเริ่มจำหน่ายขนม 100 ตู้ ซึ่งจะส่งผลทำให้สิ้นปีนี้บริษัทจะมีตู้เวนดิ้งที่จำหน่ายเครื่องดื่มและขนมรวมเป็น 4 พันตู้ จากปัจจุบันที่มีเฉพาะตู้ขายน้ำดื่มอยู่ที่ 2 พันตู้
    การบุกเบิกดังกล่าว จะทำให้อนาคตตู้บุญเติม เป็นตู้ที่ขยับเข้าใกล้ผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น โดยระบบการจ่ายเงินจะทำได้ 2 ระบบ ไม่ว่าจะเป็นเงินสดหรือเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ QR Code ซึ่งล่าสุดเราได้จับมือกับทางธนาคารกสิกรไทยสามารถจ่าย QR Code ได้ที่ตู้เวนดิ้ง เป็นลักษณะของพร้อมเพย์ นอกเหนือจากการที่ยังมีแอพพลิเคชั่นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์บนมือถือ (Be Wallet) ของ FSMARTเอง เพื่อใช้รองรับการชำระเงินในการซื้อสินค้าจากตู้ขายของอัตโนมัติและธุรกิจที่มีอยู่ โดยขณะนี้แม้จะยังมีตัวเลขต่ำ คาดว่าสิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1 แสนราย
    นอกจากย้ำว่า ธุรกิจเดิมยังไม่มีทางตัน แต่อนาคตก็ยังเปิดกว้างด้วย โดยที่ FSMART เตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและเชื่อมโยงกับโมบายแอพพลิเคชั่นในการชำระเงิน ซึ่งปัจจุบันได้วางแผนงานไว้ทั้งหมดแล้ว หากรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มมีการใช้งานมากขึ้น บริษัทก็จะเริ่มติดตั้งและให้บริการได้ทันที
    ย่างก้าวต่อไป แม้จะยังเห็นไม่ชัดเจนยามนี้ ที่สัดส่วนรายได้ปัจจุบันของ FSMART ยังเน้นมาจากธุรกิจให้บริการเติมเงินผ่านตู้บุญเติมเป็นหลักราว 70-80% แต่ในอนาคตจะลดลงมาที่ 50% เนื่องจากธุรกิจใหม่ 3-4 ธุรกิจจะมีการเติบโตมากขึ้น
    เพียงแต่ราคาหุ้นที่เคยมีค่าพี/อีสูงลิ่วยาวนาน แล้วเกิดอาการ "เสียศูนย์" นานหลายเดือนเพราะนักลงทุนขาดศรัทธากะทันหัน ด้วยความเชื่อว่าอนาคตจะหม่นมัว ถือเป็นจังหวะที่ดี เนื่องจากผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ที่ยังคงทำรายได้และกำไรสุทธิ "นิวไฮ" ต่อไปอีก บอกอะไรได้มากมาย
    จากนี้ไป ราคาหุ้นของ FSMART น่าจะไม่ต้องพึ่งพาโครงการ "ซื้อหุ้นคืน" เพื่อบริหารทางการเงินภายใต้วงเงินไม่เกิน 300 ล้านบาท (ซึ่งหลายคนมองว่าน้อยเกินไป) เพื่อซื้อหุ้นคืนไม่เกิน 20 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 2.5% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.-17 ต.ค. ที่ยังไม่จบ แต่ก็เหมือนจบ (เพราะขณะนี้ได้เข้าซื้อไปแล้วกว่า 19 ล้านหุ้นเศษ) อีกต่อไป
    ปล่อยให้ Let Profit Run ตามปกติได้เสียที

////////////////////////////////////
ขอบคุณบทความจาก
www.facebook.com/Share2Trade/
www.share2trade.com

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่