เกริ่นนำและความเป็นมา
ก่อนอื่นสำหรับคนทั่วๆ ไป มักจะงงว่างาน Localization
ต่างจาก Translation หรืองานแปลยังไง
เมื่อพูดถึงงานแปล คนทั่วๆ ไปย่อมนึกถึง หนังสือ วิทยานิพนธ์ ฯลฯ
แต่คุณๆ เคยสังเกตกันไหมครับ เวลาซื้อสมาร์ทโฟนหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า
จะมีคู่มือการใช้งานภาษาไทยแนบมา
ภาษาไทยบนหน้าเว็บของบริษัทนานาชาติที่รองรับหลายภาษา
(เช่น หุ่นยนต์ หน้าต่าง หรือ ผลไม้)
หรือแม้กระทั่งเมนูภาษาไทยบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต
หลายๆ คนอาจจะเข้าใจว่า ทั้งหมดนั้น บริษัทแต่ละแห่ง
เป็นคนเขียนขึ้นและแปลเอง
แต่ลองนึกตามผมนะครับ (อย่าเพิ่งรำคาญนะ)
ถ้าบริษัทของคุณมีฐานการดำเนินงานอยู่ 20 ประเทศ
และออกผลิตภัณฑ์ใหม่ประมาณไตรมาสละหน
การลงทุนจ้างนักแปลมานั่งรอทำงาน 20 คน 20 ภาษา
คงไม่คุ้มค่าแน่ๆ
ทางที่ดีที่สุดย่อมเป็นการ Outsource
และนั่นแหละครับ คืองานของวงการ Localization
วงการนี้ถือได้ว่าค่อนข้างใหม่ครับ อายุอานามจริงๆ
เพียง 20 กว่าปีเท่านั้น โดยจุดเริ่มต้นจริงๆ
มาจากค่ายระบบปฏิบัติการยักษ์ใหญ่ "หน้าต่าง"
ที่ต้องการ "แปล" อินเทอร์เฟซผู้ใช้ (UI) และวิธีใช้งาน (UA)
เพื่อเจาะฐานผู้ใช้ในทวีปยุโรป
แต่เนื่องจากเนื้อหาเหล่านั้น กระจายตัวอยู่ท่ามกลางโค้ด
หรือภาษาคอมพิวเตอร์ ดังนั้น การจะทำให้การทำงาน
เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย
เพราะหากใครมีพื้นฐานการเขียนโปรแกรมอยู่บ้าง
ย่อมรู้ดีว่าการใส่สัญลักษณ์ เช่น ' " ; เกินมา หรือตกหล่นไปเพียงตัวเดียว
ย่อมทำให้โปรแกรมพังพินาศได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้นในช่วงแรกๆ การแปล UI และ UA จึงทำกันเฉพาะในอินเฮาส์เท่านั้น
แต่คุณลองจินตนาการว่า บริษัทต้องการคนที่มีทั้งทักษะการแปล
และความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมเพื่อทำงานนี้ บริษัทจะมีต้นทุนสูงแค่ไหน
บริษัทจึงเกิดความพยายามในการสร้างเครื่องมือที่ช่วยให้
การดึง UI และ UA ออกมาแปล และใส่กลับเข้าไปในโค้ดสะดวกขึ้น
เราเรียกกระบวนการนี้ว่า Internationalization
ซึ่งหลังจากทำได้สำเร็จ พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องทำงานนี้เองอีกต่อไป
จึงเริ่มต้น Outsource งานส่วนนี้ไปให้ Agency รับทำแทน
Agency ก็จะมีหน้าที่ติดต่อและจัดเตรียมนักแปลภาษาต่างๆ เอาไว้
เพื่อกระจายส่งงานแปลต่อ
และทั้งหมดนี้ก็คือโครงสร้างคร่าวๆ ของอุตสาหกรรม
Localization ในปัจจุบันนั่นเอง
CAT tools
เนื่องจากเนื้อหาที่แปลเป็นเชิงธุรกิจ ในแวดวง Localization
จึงมีการคิดค้นและพัฒนา "เครื่องมือ" ขึ้นมาเพื่อให้งานแปลนั้น
สามารถจับต้องได้ ประเมินราคาได้สะดวก และวางแผนการทำงานได้ง่ายขึ้น
CAT ย่อมาจาก Computer Assisted Translation
แปลว่าการแปลโดยใช้คอมพิวเตอร์สนับสนุน
ตรงส่วนนี้ บางคนอาจจะไปสับสนกับ Machine Translation อย่างเช่น Google
แต่แท้จริงแล้ว สองคำนี้แตกต่างกันอย่างมากครับ
ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ CAT tools นั้นเปรียบเสมือนรถซูเปอร์คาร์หรูๆ
เครื่องยนต์เร็วและแรง อัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์ล้ำสมัยมากมาย
ซึ่งช่วยให้ "คนขับ" สามารถถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น และเหนื่อยน้อยลง
ในขณะที่ Machine Translation ก็เหมือนรถอัตโนมัติ
ที่ไม่ได้เลิศหรูอะไร แต่มันขับของมันเองได้
มองว่า CAT tools เป็น Photoshop หรือ Lightroom สำหรับงานแปลก็ได้ครับ
คือช่วยอำนวยความสะดวกให้งานแปล แต่ไม่ได้แปลให้

หน้าตาของ CAT Tools จะประมาณนี้ครับ
โดยเราจะทำงานในรูปแบบ Bilingual File
ซึ่งโปรแกรมจะตัดประโยคออกเป็น Segment ย่อย
แล้วแสดง Source หรือภาษาต้นทางไว้ฝั่งซ้าย
เพื่อให้เราพิมพ์คำแปลลงใน Target หรือภาษาปลายทางในฝั่งขวา
และจะมีส่วนประกอบที่สำคัญอีก 2 ส่วน ได้แก่
TM: Translation Memory
ส่วนนี้จะคล้ายๆ กับคลังคำแปลที่เราเคยแปลไว้ทั้งหมด
ซึ่งเราสามารถไฮไลท์คำหรือประโยคในงานที่เราทำปัจจุบัน
เพื่อค้นหาคำแปลในอดีตทั้งหมดได้
มองเป็นการค้น Google แต่ค้นเฉพาะจากคำแปลที่เราเคยทำไว้ก็ได้

ตัวอย่างในภาพผมลองค้นคำว่า Of Course
TB: Termbase
ส่วนนี้จะเป็นรายการคำศัพท์ที่จัดทำไว้ล่วงหน้า
ทันทีที่โปรแกรมตรวจเจอว่ามีคำนี้อยู่ใน Segment
ก็จะเด้งเตือนเราทันที ว่ามีคำนี้อยู่ในรายการคำศัพท์นะ
และมีคำแปลดังนี้

ตัวอย่างการทำงานของ TB ที่เตือนผมว่า
ต้องสะกด Ricardo ตามนี้
โปรแกรมที่ผมใช้ในการทำงาน และ Translation Agency เกินครึ่งในวงการเลือกใช้
คือ Trados Studio (ปัจจุบันเป็นเวอร์ชัน 2017)
ทั้งนี้ในปัจจุบันก็มี CAT Tools เกิดขึ้นมากมาย แต่ทั้งหมดจะมีโครงสร้างหลักเหมือนกันหมด
คือ
- Bilingual File (การแบ่งเนื้อหาเป็น Segment แล้วดู 2 ภาษาควบคู่กัน)
- TM (คลังคำแปลในอดีต)
- TB (รายการคำศัพท์บังคับ)
หากใครสนใจที่จะทำงานในวงการนี้ CAT Tools ที่มีการใช้งานบ่อยๆ เท่าที่ผมเคยเจอจะมีตามนี้ครับ
- Trados Studio
- Memsource
- MemoQ
- Smartling
- Coach
- XTM
- SDL WorldServer
เกือบทั้งหมดยกเว้น Studio จะเป็น Web based Tools คือเราไม่ต้องซื้อเอง
แค่รับ Username+Password จากลูกค้าก็ Login ทำงานได้เลย
แต่โครงสร้างจะมี 3 ส่วนตามที่อธิบายไปด้านบนเสมอครับ
คุณสมบัติที่จำเป็น
ข้อดีของวงการนี้คือ เนื่องจากคนทั่วไปมักจะใช้ CAT Tools ไม่เป็น
ดังนั้น จึงแทบไม่มีการกำหนดอายุหรือวุฒิการศึกษาไว้เลย
ถ้าใครมีทักษะด้านการแปล และใช้ CAT Tools ที่ลูกค้ากำหนดได้
ขอแค่ทำเทสต์ไม่เกิน 200-300 คำแล้วผ่าน
ก็มักจะเริ่มงานได้ทันทีครับ
แต่เนื่องจากเนื้อหาที่ต้องแปลจะเป็นเชิงธุรกิจ
เนื้อหาจึงมีความหลากหลายมากๆ
โดยหลักๆ นะครับจะมีดังนี้
- IT
ถือได้ว่าเป็นงานหลักเลยก็ว่าได้ ซึ่งก็คือการแปล UI/UA
การแปลหน้าเว็บ บรรดา Social Network ชื่อดังในเวอร์ชันภาษาไทย
Facebook, Twitter, Twitch ฯลฯ
- Life Science
อันนี้งานยากครับ พวกคู่มือและเอกสารยากับเครื่องมือทางการแพทย์
หานักแปลเก่งๆ ยากมาก คนที่จะแปลรู้เรื่องจริงๆ ต้องประสบการณ์เยอะ
ไม่ก็เป็นหมอหรือพยาบาล ซึ่งก็งานยุ่งและรายได้ดีพออยู่แล้ว
- Legal
พวก Terms and Condition ซึ่งต้องมีบนเว็บแทบทุกเว็บ
รวมถึงไอ้ที่ทุกคนคลิก I Accept โดยไม่อ่านนั่นแหละครับ
ส่วนนี้แรกๆ จะยาก แต่พอชินก็พอทำได้ครับ
- Finance
งบประจำปี งบประจำไตรมาส เอกสารที่แจกให้นักลงทุนอ่าน
งานพวกนี้มีมาตลอดครับ ใครทำได้ก็เตรียมรับทรัพย์
นอกจากนี้ก็มีอีกหลากหลายสาขาเลยครับ
แต่อย่างที่เห็นคือ งานมีให้ทำเยอะ แต่คนได้ดีจริงๆ มีน้อยมากครับ
สาเหตุหลักคือไม่มีใครบอก และไม่มีใครสอนใช้ CAT Tools
ดังนั้น สำหรับคนที่สนใจ ลองเอาชื่อ CAT Tools ที่ผม List ไว้ข้างบน
ไป Search หา Manual และดู Tutorial ใน Youtube ประกอบดูนะครับ
พอใช้เป็นแล้วก็ไม่ยากแล้วครับ ประตูเปิดโล่งเลย
รายได้
งานในวงการนี้มีทั้ง In House หรืองานประจำและ Freelance ครับ
สำหรับ In House เองถ้าทำกับบริษัทในไทย
ช่วงรายได้ล่าสุดที่ผมทราบควรจะอยู่ราวๆ 15000-50000 บาท
แต่ถ้าไปทำกับบริษัทต่างประเทศ ก็ขึ้นอยู่กับประเทศนั้นๆ ครับ
ส่วน Freelance ก็จะขึ้นอยู่กับ Rate ที่เราเรียกได้
โดยเราจะคิดค่าแรงเป็น x บาท/คำ
เอกสารทั่วๆ ไปขนาดปกติ 1 หน้าจะมีราวๆ 400-500 คำต่อหน้าครับ
และสำหรับ Rate คู่ EN > TH ถ้ารับจากบริษัทในไทย จะอยู่ตั้งแต่
0.5 - 1.2 บาท
ถ้ารับจากบริษัทโซนเอเชีย เช่น จีน อินเดีย
จะอยู่ตั้งแต่ 0.8 - 1.5 บาท
และถ้ารับจากโซนยุโรปอเมริกา จะอยู่ที่ 2 บาท ขึ้นไป
เรทที่ผมแจ้งนี่เป็นเพียงไกด์คร่าวๆ ให้พอเห็นภาพนะครับ
ทีนี้ตามมาตรฐานของอุตสาหกรรม
เราควรแปลได้อย่างต่ำชั่วโมงละ 250 คำ
สมมุติวันนึงทำงาน 8 ชั่วโมงก็จะเท่ากับ 2000 คำ
ถ้าหนึ่งเดือนทำงาน 20 วัน ก็เท่ากับ 40000 คำ
ดังนั้น รายได้ก็จะขึ้นอยู่กับเรทของเราเองตามนี้ครับ
คำละ 0.5 บาท เดือนละ 20000 บาท
คำละ 1 บาท เดือนละ 40000 บาท
คำละ 1.5 บาท เดือนละ 60000 บาท
คำละ 2 บาท เดือนละ 80000 บาท
ซึ่งหากเราเก่งแล้ว ทำงานได้เร็วขึ้น
รายได้ก็มากขึ้นไปอีกครับ
แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยนะครับ ว่ากรณีทำงานอิสระ
งานมักจะมาในลักษณะเป็นระลอก คือเวลามาก็จะโถมมาหนักมาก
และเวลาไม่มี ก็จะเงียบกริบไปเลย
ดังนั้น ชีวิตก็อาจจะเจอแบบ ว่างงานครึ่งเดือน
แล้วทำงานจนลืมตายอีกครึ่งเดือนก็ได้ครับ
แหล่งงาน
โดยส่วนใหญ่ Translation Agency มักจะมีนักแปลที่ทำงานด้วยกัน
ประจำๆ อยู่แล้ว จนกว่าจะถึงช่วงที่งานเข้ามาเยอะมาก
หรือมีนักแปลเก่าๆ ล้มหายตายจากไป ก็จะลงประกาศรับนักแปลเพิ่ม
เว็บแรกๆ ที่ผมแนะนำให้ลองเข้าไปคือ
https://www.translatorscafe.com
กับอีกวิธีคือลองไปสมัครตามหน้าเว็บของ Translation Agency เองโดยตรงได้เลยครับ
หรือสำหรับคนที่อยากทำ In House ตอนนี้ในไทยที่ผมรู้จักน่าจะมี
- SDL
- Lionsbridge
- Andovar
- Asian Absolute
ก็ลองมองหาประกาศรับสมัคร หรือสอบถามที่บริษัทโดยตรงก็ได้ครับ
สำหรับตำแหน่งงานหลักๆ จะมี 3 ตำแหน่งครับ
- Linguist (Translator/Editor)
หลายๆ ที่ชอบเรียก Linguist เพราะต้องทำทั้ง แปล อีดิท ตรวจพรูฟ ประเมินคุณภาพ ฯลฯ
แต่หลักๆ ก็คือทำทุกอย่างในส่วนของ ภาษา นั่นแหละครับ
- Project Manager
ตรงนี้ไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านการแปล แต่ต้องคุยกับทั้งลูกค้าและนักแปล
รวมทั้งต้องเข้าใจการทำงานของ CAT Tools เช่น ระบบการนับคำ
และมีหน้าที่บริหารโปรเจคแปลตั้งแต่ต้นจนจบ
- Localization Engineer
มีหน้าที่ตั้งแต่ดึงส่วนที่ต้องแปลออกมาจาก Content ของลูกค้า
และใส่กลับไป รวมถึงแก้ปัญหาที่เกิดจากการใส่คำแปลกลับลงไป
ตั้งแต่ปัญหาง่ายๆ เช่น ใส่แล้วเว็บแสดงผลไม่ตรง พวกไม้เอกไม้โท หรือสระบนล่างหาย
ไปจนถึงบนแอพหรือซอฟต์แวร์ของลูกค้าไม่ทำงาน Crash/Error
งานตรงนี้ควรจบสายคอมพิวเตอร์มาโดยตรงครับ
เพราะจะต้องอ่านโค้ดและแก้โค้ดเป็น
สรุป
หลักๆ ก็มีราวๆ นี้ที่อยากจะเล่าให้ฟัง
หวังว่าจะมีประโยชน์กับบางท่านที่กำลังหางานทำ
หรือคิดอยากจะเปลี่ยนสายงานบ้างนะครับ
ทำงานแปลในวงการ Localization มา 10 ปี อยากเล่าให้ฟัง
ก่อนอื่นสำหรับคนทั่วๆ ไป มักจะงงว่างาน Localization
ต่างจาก Translation หรืองานแปลยังไง
เมื่อพูดถึงงานแปล คนทั่วๆ ไปย่อมนึกถึง หนังสือ วิทยานิพนธ์ ฯลฯ
แต่คุณๆ เคยสังเกตกันไหมครับ เวลาซื้อสมาร์ทโฟนหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า
จะมีคู่มือการใช้งานภาษาไทยแนบมา
ภาษาไทยบนหน้าเว็บของบริษัทนานาชาติที่รองรับหลายภาษา
(เช่น หุ่นยนต์ หน้าต่าง หรือ ผลไม้)
หรือแม้กระทั่งเมนูภาษาไทยบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต
หลายๆ คนอาจจะเข้าใจว่า ทั้งหมดนั้น บริษัทแต่ละแห่ง
เป็นคนเขียนขึ้นและแปลเอง
แต่ลองนึกตามผมนะครับ (อย่าเพิ่งรำคาญนะ)
ถ้าบริษัทของคุณมีฐานการดำเนินงานอยู่ 20 ประเทศ
และออกผลิตภัณฑ์ใหม่ประมาณไตรมาสละหน
การลงทุนจ้างนักแปลมานั่งรอทำงาน 20 คน 20 ภาษา
คงไม่คุ้มค่าแน่ๆ
ทางที่ดีที่สุดย่อมเป็นการ Outsource
และนั่นแหละครับ คืองานของวงการ Localization
วงการนี้ถือได้ว่าค่อนข้างใหม่ครับ อายุอานามจริงๆ
เพียง 20 กว่าปีเท่านั้น โดยจุดเริ่มต้นจริงๆ
มาจากค่ายระบบปฏิบัติการยักษ์ใหญ่ "หน้าต่าง"
ที่ต้องการ "แปล" อินเทอร์เฟซผู้ใช้ (UI) และวิธีใช้งาน (UA)
เพื่อเจาะฐานผู้ใช้ในทวีปยุโรป
แต่เนื่องจากเนื้อหาเหล่านั้น กระจายตัวอยู่ท่ามกลางโค้ด
หรือภาษาคอมพิวเตอร์ ดังนั้น การจะทำให้การทำงาน
เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย
เพราะหากใครมีพื้นฐานการเขียนโปรแกรมอยู่บ้าง
ย่อมรู้ดีว่าการใส่สัญลักษณ์ เช่น ' " ; เกินมา หรือตกหล่นไปเพียงตัวเดียว
ย่อมทำให้โปรแกรมพังพินาศได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้นในช่วงแรกๆ การแปล UI และ UA จึงทำกันเฉพาะในอินเฮาส์เท่านั้น
แต่คุณลองจินตนาการว่า บริษัทต้องการคนที่มีทั้งทักษะการแปล
และความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมเพื่อทำงานนี้ บริษัทจะมีต้นทุนสูงแค่ไหน
บริษัทจึงเกิดความพยายามในการสร้างเครื่องมือที่ช่วยให้
การดึง UI และ UA ออกมาแปล และใส่กลับเข้าไปในโค้ดสะดวกขึ้น
เราเรียกกระบวนการนี้ว่า Internationalization
ซึ่งหลังจากทำได้สำเร็จ พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องทำงานนี้เองอีกต่อไป
จึงเริ่มต้น Outsource งานส่วนนี้ไปให้ Agency รับทำแทน
Agency ก็จะมีหน้าที่ติดต่อและจัดเตรียมนักแปลภาษาต่างๆ เอาไว้
เพื่อกระจายส่งงานแปลต่อ
และทั้งหมดนี้ก็คือโครงสร้างคร่าวๆ ของอุตสาหกรรม
Localization ในปัจจุบันนั่นเอง
CAT tools
เนื่องจากเนื้อหาที่แปลเป็นเชิงธุรกิจ ในแวดวง Localization
จึงมีการคิดค้นและพัฒนา "เครื่องมือ" ขึ้นมาเพื่อให้งานแปลนั้น
สามารถจับต้องได้ ประเมินราคาได้สะดวก และวางแผนการทำงานได้ง่ายขึ้น
CAT ย่อมาจาก Computer Assisted Translation
แปลว่าการแปลโดยใช้คอมพิวเตอร์สนับสนุน
ตรงส่วนนี้ บางคนอาจจะไปสับสนกับ Machine Translation อย่างเช่น Google
แต่แท้จริงแล้ว สองคำนี้แตกต่างกันอย่างมากครับ
ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ CAT tools นั้นเปรียบเสมือนรถซูเปอร์คาร์หรูๆ
เครื่องยนต์เร็วและแรง อัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์ล้ำสมัยมากมาย
ซึ่งช่วยให้ "คนขับ" สามารถถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น และเหนื่อยน้อยลง
ในขณะที่ Machine Translation ก็เหมือนรถอัตโนมัติ
ที่ไม่ได้เลิศหรูอะไร แต่มันขับของมันเองได้
มองว่า CAT tools เป็น Photoshop หรือ Lightroom สำหรับงานแปลก็ได้ครับ
คือช่วยอำนวยความสะดวกให้งานแปล แต่ไม่ได้แปลให้
หน้าตาของ CAT Tools จะประมาณนี้ครับ
โดยเราจะทำงานในรูปแบบ Bilingual File
ซึ่งโปรแกรมจะตัดประโยคออกเป็น Segment ย่อย
แล้วแสดง Source หรือภาษาต้นทางไว้ฝั่งซ้าย
เพื่อให้เราพิมพ์คำแปลลงใน Target หรือภาษาปลายทางในฝั่งขวา
และจะมีส่วนประกอบที่สำคัญอีก 2 ส่วน ได้แก่
TM: Translation Memory
ส่วนนี้จะคล้ายๆ กับคลังคำแปลที่เราเคยแปลไว้ทั้งหมด
ซึ่งเราสามารถไฮไลท์คำหรือประโยคในงานที่เราทำปัจจุบัน
เพื่อค้นหาคำแปลในอดีตทั้งหมดได้
มองเป็นการค้น Google แต่ค้นเฉพาะจากคำแปลที่เราเคยทำไว้ก็ได้
ตัวอย่างในภาพผมลองค้นคำว่า Of Course
TB: Termbase
ส่วนนี้จะเป็นรายการคำศัพท์ที่จัดทำไว้ล่วงหน้า
ทันทีที่โปรแกรมตรวจเจอว่ามีคำนี้อยู่ใน Segment
ก็จะเด้งเตือนเราทันที ว่ามีคำนี้อยู่ในรายการคำศัพท์นะ
และมีคำแปลดังนี้
ตัวอย่างการทำงานของ TB ที่เตือนผมว่า
ต้องสะกด Ricardo ตามนี้
โปรแกรมที่ผมใช้ในการทำงาน และ Translation Agency เกินครึ่งในวงการเลือกใช้
คือ Trados Studio (ปัจจุบันเป็นเวอร์ชัน 2017)
ทั้งนี้ในปัจจุบันก็มี CAT Tools เกิดขึ้นมากมาย แต่ทั้งหมดจะมีโครงสร้างหลักเหมือนกันหมด
คือ
- Bilingual File (การแบ่งเนื้อหาเป็น Segment แล้วดู 2 ภาษาควบคู่กัน)
- TM (คลังคำแปลในอดีต)
- TB (รายการคำศัพท์บังคับ)
หากใครสนใจที่จะทำงานในวงการนี้ CAT Tools ที่มีการใช้งานบ่อยๆ เท่าที่ผมเคยเจอจะมีตามนี้ครับ
- Trados Studio
- Memsource
- MemoQ
- Smartling
- Coach
- XTM
- SDL WorldServer
เกือบทั้งหมดยกเว้น Studio จะเป็น Web based Tools คือเราไม่ต้องซื้อเอง
แค่รับ Username+Password จากลูกค้าก็ Login ทำงานได้เลย
แต่โครงสร้างจะมี 3 ส่วนตามที่อธิบายไปด้านบนเสมอครับ
คุณสมบัติที่จำเป็น
ข้อดีของวงการนี้คือ เนื่องจากคนทั่วไปมักจะใช้ CAT Tools ไม่เป็น
ดังนั้น จึงแทบไม่มีการกำหนดอายุหรือวุฒิการศึกษาไว้เลย
ถ้าใครมีทักษะด้านการแปล และใช้ CAT Tools ที่ลูกค้ากำหนดได้
ขอแค่ทำเทสต์ไม่เกิน 200-300 คำแล้วผ่าน
ก็มักจะเริ่มงานได้ทันทีครับ
แต่เนื่องจากเนื้อหาที่ต้องแปลจะเป็นเชิงธุรกิจ
เนื้อหาจึงมีความหลากหลายมากๆ
โดยหลักๆ นะครับจะมีดังนี้
- IT
ถือได้ว่าเป็นงานหลักเลยก็ว่าได้ ซึ่งก็คือการแปล UI/UA
การแปลหน้าเว็บ บรรดา Social Network ชื่อดังในเวอร์ชันภาษาไทย
Facebook, Twitter, Twitch ฯลฯ
- Life Science
อันนี้งานยากครับ พวกคู่มือและเอกสารยากับเครื่องมือทางการแพทย์
หานักแปลเก่งๆ ยากมาก คนที่จะแปลรู้เรื่องจริงๆ ต้องประสบการณ์เยอะ
ไม่ก็เป็นหมอหรือพยาบาล ซึ่งก็งานยุ่งและรายได้ดีพออยู่แล้ว
- Legal
พวก Terms and Condition ซึ่งต้องมีบนเว็บแทบทุกเว็บ
รวมถึงไอ้ที่ทุกคนคลิก I Accept โดยไม่อ่านนั่นแหละครับ
ส่วนนี้แรกๆ จะยาก แต่พอชินก็พอทำได้ครับ
- Finance
งบประจำปี งบประจำไตรมาส เอกสารที่แจกให้นักลงทุนอ่าน
งานพวกนี้มีมาตลอดครับ ใครทำได้ก็เตรียมรับทรัพย์
นอกจากนี้ก็มีอีกหลากหลายสาขาเลยครับ
แต่อย่างที่เห็นคือ งานมีให้ทำเยอะ แต่คนได้ดีจริงๆ มีน้อยมากครับ
สาเหตุหลักคือไม่มีใครบอก และไม่มีใครสอนใช้ CAT Tools
ดังนั้น สำหรับคนที่สนใจ ลองเอาชื่อ CAT Tools ที่ผม List ไว้ข้างบน
ไป Search หา Manual และดู Tutorial ใน Youtube ประกอบดูนะครับ
พอใช้เป็นแล้วก็ไม่ยากแล้วครับ ประตูเปิดโล่งเลย
รายได้
งานในวงการนี้มีทั้ง In House หรืองานประจำและ Freelance ครับ
สำหรับ In House เองถ้าทำกับบริษัทในไทย
ช่วงรายได้ล่าสุดที่ผมทราบควรจะอยู่ราวๆ 15000-50000 บาท
แต่ถ้าไปทำกับบริษัทต่างประเทศ ก็ขึ้นอยู่กับประเทศนั้นๆ ครับ
ส่วน Freelance ก็จะขึ้นอยู่กับ Rate ที่เราเรียกได้
โดยเราจะคิดค่าแรงเป็น x บาท/คำ
เอกสารทั่วๆ ไปขนาดปกติ 1 หน้าจะมีราวๆ 400-500 คำต่อหน้าครับ
และสำหรับ Rate คู่ EN > TH ถ้ารับจากบริษัทในไทย จะอยู่ตั้งแต่
0.5 - 1.2 บาท
ถ้ารับจากบริษัทโซนเอเชีย เช่น จีน อินเดีย
จะอยู่ตั้งแต่ 0.8 - 1.5 บาท
และถ้ารับจากโซนยุโรปอเมริกา จะอยู่ที่ 2 บาท ขึ้นไป
เรทที่ผมแจ้งนี่เป็นเพียงไกด์คร่าวๆ ให้พอเห็นภาพนะครับ
ทีนี้ตามมาตรฐานของอุตสาหกรรม
เราควรแปลได้อย่างต่ำชั่วโมงละ 250 คำ
สมมุติวันนึงทำงาน 8 ชั่วโมงก็จะเท่ากับ 2000 คำ
ถ้าหนึ่งเดือนทำงาน 20 วัน ก็เท่ากับ 40000 คำ
ดังนั้น รายได้ก็จะขึ้นอยู่กับเรทของเราเองตามนี้ครับ
คำละ 0.5 บาท เดือนละ 20000 บาท
คำละ 1 บาท เดือนละ 40000 บาท
คำละ 1.5 บาท เดือนละ 60000 บาท
คำละ 2 บาท เดือนละ 80000 บาท
ซึ่งหากเราเก่งแล้ว ทำงานได้เร็วขึ้น
รายได้ก็มากขึ้นไปอีกครับ
แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยนะครับ ว่ากรณีทำงานอิสระ
งานมักจะมาในลักษณะเป็นระลอก คือเวลามาก็จะโถมมาหนักมาก
และเวลาไม่มี ก็จะเงียบกริบไปเลย
ดังนั้น ชีวิตก็อาจจะเจอแบบ ว่างงานครึ่งเดือน
แล้วทำงานจนลืมตายอีกครึ่งเดือนก็ได้ครับ
แหล่งงาน
โดยส่วนใหญ่ Translation Agency มักจะมีนักแปลที่ทำงานด้วยกัน
ประจำๆ อยู่แล้ว จนกว่าจะถึงช่วงที่งานเข้ามาเยอะมาก
หรือมีนักแปลเก่าๆ ล้มหายตายจากไป ก็จะลงประกาศรับนักแปลเพิ่ม
เว็บแรกๆ ที่ผมแนะนำให้ลองเข้าไปคือ
https://www.translatorscafe.com
กับอีกวิธีคือลองไปสมัครตามหน้าเว็บของ Translation Agency เองโดยตรงได้เลยครับ
หรือสำหรับคนที่อยากทำ In House ตอนนี้ในไทยที่ผมรู้จักน่าจะมี
- SDL
- Lionsbridge
- Andovar
- Asian Absolute
ก็ลองมองหาประกาศรับสมัคร หรือสอบถามที่บริษัทโดยตรงก็ได้ครับ
สำหรับตำแหน่งงานหลักๆ จะมี 3 ตำแหน่งครับ
- Linguist (Translator/Editor)
หลายๆ ที่ชอบเรียก Linguist เพราะต้องทำทั้ง แปล อีดิท ตรวจพรูฟ ประเมินคุณภาพ ฯลฯ
แต่หลักๆ ก็คือทำทุกอย่างในส่วนของ ภาษา นั่นแหละครับ
- Project Manager
ตรงนี้ไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านการแปล แต่ต้องคุยกับทั้งลูกค้าและนักแปล
รวมทั้งต้องเข้าใจการทำงานของ CAT Tools เช่น ระบบการนับคำ
และมีหน้าที่บริหารโปรเจคแปลตั้งแต่ต้นจนจบ
- Localization Engineer
มีหน้าที่ตั้งแต่ดึงส่วนที่ต้องแปลออกมาจาก Content ของลูกค้า
และใส่กลับไป รวมถึงแก้ปัญหาที่เกิดจากการใส่คำแปลกลับลงไป
ตั้งแต่ปัญหาง่ายๆ เช่น ใส่แล้วเว็บแสดงผลไม่ตรง พวกไม้เอกไม้โท หรือสระบนล่างหาย
ไปจนถึงบนแอพหรือซอฟต์แวร์ของลูกค้าไม่ทำงาน Crash/Error
งานตรงนี้ควรจบสายคอมพิวเตอร์มาโดยตรงครับ
เพราะจะต้องอ่านโค้ดและแก้โค้ดเป็น
สรุป
หลักๆ ก็มีราวๆ นี้ที่อยากจะเล่าให้ฟัง
หวังว่าจะมีประโยชน์กับบางท่านที่กำลังหางานทำ
หรือคิดอยากจะเปลี่ยนสายงานบ้างนะครับ