ห่างหายไปจากการเรียนระดับมหาวิทยาลัยไปนาน ผมมีคำถามเกี่ยวกับการเรียนปริญญาโท (ในกรุงเทพฯ) ครับ

สวัสดีครับ คือตอนนี้ผม 27 ปี จบปริญญาตรีด้านมนุษยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยทางภาคเหนือครับ เรียนช้ากว่าคนอื่นสองปีเพราะซิ่วมาจากวิศวะ ได้ย้ายมาทำงานมากรุงเทพประมาณสามปีครับ  พอแต่ละปีผ่านไป ผมเห็นรุ่นน้องที่เขาเรียนต่อปริญญาโทตั้งแต่จบตรี ก็จบการศึกษากันเยอะแล้ว บางคนก็กำลังเตรียมตัวไปเรียนต่อโทที่ตปท. บ้างก็ยังไม่เรียนแบบผม บ้างก็กำลังเตรียมตัวเพื่อเรียนโทปีหน้าในกรุงเทพ ผมเลยเกิดคำถามหลายข้อเลยครับว่า การเรียน ป.โท นั้นจะมีสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปยังไง เพราะผมกำลังเล็งหลักสูตรเอ็มบีเอของสถาบันใจกลางกรุงเทพอยู่เหมือนกัน รบกวนผู้ที่มีประสบการณ์ช่วยแนะนำให้หน่อยนะครับ ขอขอบคุณครับ

๑. ผมเข้าใจว่าการสอบเข้าโทไม่ต่างกับตรีเท่าไหร่ คือ​ปริญญาโทแต่ละหลักสูตรจะมีเงื่อนไขแตกต่างกัน เกณท์รับสมัคร ผลคะแนนที่ใช้รับก็ต่างกัน พอผ่านรอบสอบก็ต้องมาสัมภาษณ์ ผมสังเกตุว่าการสัมภาษณ์ในปริญญาตรีไม่ได้เข้มข้นมากเท่าไหร่ คือเรียกมาคุยเพื่อเช็คว่าไม่วิกลจริตหรือมีความคิดประหลาดๆจนอยู่ร่วมกับสังคมไม่ได้ แต่การสัมภาษณ์ในระดับป.โท ผู้สัมภาษณ์คาดหวังอะไรจากเราครับ เท่าที่ทราบคือผู้สัมฯคงอยากจะรู้ว่าเราเรียนที่นี่เพราะอะไร เอาไปต่อยอดอะไร และค่อนข้างจริงจังมาก เลยอยากทราบว่ามีใครโกหกตอนสัมภาษณ์บ้างไหมครับ เช่น ผมสมัครเรียนเอ็มบีเอ ผู้สัมฯอาจถามว่าผมมาสมัครทำไม ในใจตอนนี้คือถ้าได้เรียนเอ็มบีเอ ผมแค่อยากเอาไปอัพเกรดตำแหน่งงานแค่นั้นเอง และนอกเหนือจากนี้การสัมภาษณ์ยังแอบวัดอะไรเพิ่มเติมมากกว่านี้ไหมครับ

๒. ตอนปริญญาตรีหนึ่งปีมีสองเทอม แต่ละเทอมมีสอบกลางภาค ปลายภาค ป.โทยังเป็นแบบนี้ไหมครับ การสอบจะเหมือนป.ตรีไหมครับ เข้าใจว่าสมัยป.ตรีข้อสอบหลากหลายประเภท อัตนัย ปรนัย แต่ ป.โทเข้าใจว่าคงเขียนล้วนๆใช่ไหมครับ แล้วมีรูปแบบอื่นเช่นการสอบปากเปล่าอะไรทำนองนี้ไหมครับ

๓. การเข้าเลคเชอร์ รูปแบบคือเรามานั่งฟังอาจารย์บรรยาย จบคลาสมีการบ้าน ลักษณะการบ้านเป็นยังไง มีทั้งทำกลุ่มทำเดี่ยวใช่ไหมครับ แล้วแบบไหนจะเจอบ่อยกว่า ถ้าทำกลุ่มส่วนใหญ่ทำกันราวๆกี่คนครับ แล้วแบ่งกลุ่มกันยังไงครับ จัดกันเองหรืออาจารย์จัดให้ เข้าใจว่าป.โทจะรวบรวมคนหลากหลายรูปแบบเข้าไว้ด้วยกันเพราะคงมาจากหลายๆที่กัน เลยสงสัยว่าปกติแล้วคุณเลือกเพื่อนเข้ากลุ่มกันยังไงครับ เพราะผมคิดว่าในวัยทำงานถ้าได้เพื่อนที่ดี อุปสรรคในการเรียนคงจะลดลง เพราะตอนเรียนป.ตรี เจอคนหลากหลายประเภท ทั้งพวกตั้งใจหรือพวกเกาะหรือพวกหายหัวไปเลยมาโผล่อีกทีตอนงานใกล้เสร็จ เป็นต้น

๔. ความน่าหนักใจอยู่ที่การบ้านใช่หรือเปล่าครับ เพราะผมได้ยินมาว่างานเยอะกว่าปริญญาตรีมาก คือแต่ละวิชามีการบ้านกันทุกคลาส เคยเห็นคนเรียนโทต้องมานั่งรวมตัวใต้ตึก เอาโน้ตบุคมาทำงานกันดึกๆดื่นๆ ใครเคยมีปัญหาระหว่างการเรียนและการทำงานบ้างไหมครับ แล้วแมนเนจตัวเองยังไง ขอแชร์เป็นอุทาหรณ์ครับ

๕. ตรงนี้ไม่มั่นใจถ้าข้อมูลผิดผมขออภัยนะครับ คือการสอบจบป.โทจะมีสองแบบคือ ทำธีสิส (Thesis แผน ก.) กับ สารนิพนธ์ (IS แผน ข.) ผมคงเลือกแผน ข. เพราะไม่ได้มีแพลนจะต่อ ป.เอกครับ เลยอยากรู้ว่าปัญหาของการทำแผน ข. มีอะไรบ้างครับ แล้วมันเป็นไปไม่ได้ใช่ไหมครับที่เราจะหัวโล่งๆแบบไม่มีไอเดียว่าจะค้นคว้าหรือนำเสนออะไร แม้จะเลือกแผน ข. เพราะตอนสอบจบป.ตรี มีโปรเจ็คจบที่ตัวผมเองก็ไม่ได้มีไอเดียว่าอยากศึกษาเรื่องอะไรเพื่อมานำเสนอ สุดท้ายอาจารย์ท่านมีหัวข้อให้ผมมาทำ (ซึ่งผมเข้าใจว่าคงไม่มีอะไรสบายแบบนี้ ใน ป.โท แน่นอน) ผมเลยสงสัยว่าพวกหัวข้อ IS นี่ควรเริ่มต้นหาจากไหนหรือว่าเรียนๆไปเราจะได้ไอเดียมาเองว่าอยากค้นคว้าเพื่อนำเสนอก่อนจบยังไง ใครเคยมีปัญหาในการหาหัวข้อเพื่อทำ IS จบแบบนี้ไหมครับ

๖. ผมตั้งใจจะเรียนหลักสูตรภาษาไทย เพราะค่าใช้จ่ายไม่พอสำหรับหลักสูตรอินเตอร์แน่นอน ใน ป.ตรี ภาษาอังกฤษจะได้ใช้บ้างไม่ได้ใช้บ้างสำหรับบางคณะ แต่สมัยผมเรียนตรี ภาษาอังกฤษจะใช้เยอะตอนค้นคว้างานหรือตอนทำการบ้าน แต่ตอนสอบจะเป็นภาษาไทยเยอะ สิ่งที่ผมสงสัยคือสภาพแวดล้อมในการเรียน แม้หลักสูตรจะเปนภาษาไทย แต่พวกเนื้อหาอาจารย์ การดิสคัส อะไรนี้เราใช้ภาษาอังกฤษกันถี่แค่ไหนครับ เพราะระดับภาษาอังกฤษผมก็ค่อยๆลดลงเหมือนกัน โดยเฉพาะ Writing ที่แย่เอาการเลยครับ กลายเป็นสิ่งที่กลัวที่สุด เลยสงสัยว่าในป.โทมันมี Academic writing เยอะมากไหมครับ

๗. ในช่วงตอนเรียนป.โท อยากทราบว่ากิจกรรมระหว่างผู้เรียนในชั้นเรียนที่ไม่ใช่การทำการบ้าน การพรีเซ็นต์งาน เยอะมากไหมครับ เช่นไปแฮ้งค์เอาท์ ไปเที่ยวต่างจังหวัด เพราะเข้าใจว่าคนเรียนป.โทส่วนใหญ่ก็ 25+ มีหน้าที่การงานเยอะ บ้างก็มีครอบครัวไปแล้ว

๘. มีใครเลิกล้มกลางคันไหมครับในการเรียนโท อะไรคืออุปสรรคและเหตุผลที่ทำให้คุณต้องเลิกครับ ผมเคยได้ยินมาว่าบางคนไม่ผ่าน IS หลายๆรอบ จนท้อ เลิกเรียนไปก็มีเพราะอาจารย์ที่ปรึกษาไม่ดี เช่น ติดต่อยาก ไม่เซ็นรับรองงานให้ เขี้ยว เป็นต้น

ขอบคุณครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่