สวัสดีครับ ห่างหายกันไปนาน แต่ผมยังคงเขียนคอนเทนท์เพจ A Way Away ออกมาอยู่เรื่อยๆนะครับ วันนี้กลับมาพบกันใน Ep.3 ... ย้อนความไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว(เริ่มจะเดาอายุผมกันได้ยังครับ 555) สมัยเพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆ เริ่มต้นทำงานที่ประเทศอเมริกาได้ไม่นาน ก็ย้ายไปทำงานในอีกหลายๆประเทศ หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงไม่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งไปเลย แล้วซื้อบ้านซื้อรถ .. ครับ คำตอบของผมคือไม่สามารถปักหลักอยู่ที่ต่างประเทศได้ เพราะต้องกลับไปดูแลคุณแม่ที่ไทย ไว้ผมจะมาเฉลยตอนกลางๆเรื่องแล้วกันครับว่าทำไม ต่อมาทำงานได้ซักพักคุณแม่ก็ล้มป่วยเข้าโรงพยาบาล เป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้ผมรู้ว่าอิสระของผมใกล้หมดแล้ว ผมกลับมาดูแลท่านสักพัก ก็กลับไปเคลียงานที่เหลืออีก 2 ปี จึงกลับมาอยู่ที่ไทยแบบถาวร วันนี้เลยจะมาพูดถึงอีก 1 สาเหตุที่ทำให้เราไม่สามารถออกไปเที่ยวได้อย่างอิสระในสไตล์ A way Away ก็คือ ‘แม่’

เรื่องราวความสนุกมันจะเริ่มต่อจากนี้แหละครับ เพราะผมได้กลับมาที่ไทยแล้ว (ขออนุญาตแอบเม้าส์คุณแม่หน่อยนะครับ

) คุณแม่ผมจัดว่าเป็นคนที่ร้ายมากเลยก็ว่าได้ แต่ในมุมมองที่ร้ายๆของคุณแม่ ก็จะมีมุมมองที่น่ารัก ตลก ขบขันอยู่ไม่น้อย ก่อนอื่นเลยขออนุญาติเล่า backgroud คุณแม่กันก่อนนิดนึง คุณแม่ผมเป็นคนยุคเก่า แน่นอนละว่าคนยุคเก่าส่วนมากมักจะเป็นคนที่ปรับตัวได้ยาก ไม่ค่อยเปิดรับอะไรใหม่ๆ ซึ่งท่านก็เป็นหนึ่งในนั้น ครั้งหนึ่ง..ไม่สิหลายๆครั้งที่มีมือถือ หรือแท็บเล็ต อะไรออกมาใหม่ผมมักจะซื้อให้ท่านใช้ตลอด แต่ทุกอย่างที่ผมซื้อให้มักจะนอนกองแน่นิ่งอยู่กับพื้น สุดท้ายแล้วเขาก็กลับไปใช้โทรศัพท์ตลับแป้งแบบที่เคย

คุณแม่ผมท่านเป็นคนที่รักการกินมาก กินเป็นชีวิตจิตใจ ถ้ามีใครพูดเรื่องของกินนี่แกหูผึ่งเลย แต่ความโชคร้ายคือท่านเป็นโรคเบาหวาน ทำให้ไม่สามารถกินอาหารได้ตามอำเภอใจ แต่ๆๆๆ ท่านก็ยังคงไม่ละทิ้งความพยายามในเรื่องการกินของโปรดต่างๆอันได้แก่ ของทอด แป้งต่างๆ ทำให้ช่วงแรกๆที่กลับมาจากเมืองนอกผมต้องเข้มงวดกับท่านมากพอสมควร ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นคือเราทะเลาะกันบ่อยมาก แน่นอนว่าถ้าอยู่ดีๆคุณไปห้ามไม่ให้เขาทำสิ่งที่เขารัก..ไม่มีใครชอบแน่ๆ ทำให้ผมต้องค่อยๆลดปริมาณการกินของโปรดของแม่ลง แต่ยังคงให้กินอยู่บ้างในปริมาณที่ไม่เยอะ จนหลังๆผมเริ่มจับได้ว่าท่านแอบกิน แอบโทรสั่งเจ้าประจำมากินตอนที่ผมไม่อยู่บ้าน แรกๆผมก็ไม่ได้พูดอะไร แต่พอมันเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผมต้องพูดเตือนอยู่หลายรอบ
“ฉันขอลาออก” (แม่เห็นผมเป็นคนรักในการทำงาน เลยเอามาพูดประชดในความหมายที่ว่าขอลาออกจากการเป็นแม่ของผมนั่นเอง)
“เหมือนนกที่อยู่ในกรงเลยเนอะ ทำอะไรก็ไม่ได้”
“อันนี้ฉันไม่ได้กินนานแล้ว อันนู้นฉันก็ไม่ได้กินตั้งนาน”
และนี่คือตัวอย่างประโยคที่คุณแม่เคยพูดออกมา ฟังดูแล้วเหมือนผมดูโหดร้ายกับท่าน แต่แน่นอนว่าลูกทุกคนรักและเป็นห่วงแม่ ซึ่งจริงๆแล้วท่านยังคงกินของที่ไม่ดีต่อสุขภาพอยู่ แค่เปลี่ยนชนิดของอาหารไปเรื่อยๆไม่ซ้ำกันแต่ยังคงกินทุกวัน แล้วมาบอกว่าไม่ได้กินอันนู้นอันนี้มานานแล้ว และที่ Advance กว่านั้นคือท่านต้องไปให้หมอตรวจสุขภาพอยู่บ่อยๆ แม่เป็นคนที่กลัวหมอต่อว่ามาก แรกๆที่ไปตรวจหมอเจอน้ำตาลในเส้นเลือดสูงมาก พอโดนหมอต่อว่ามาก็ทำหน้าเซ็งเลย แล้วหลังๆเขาจับทริคได้ว่าต้องหยุดกินกี่วันก่อนที่จะไปเจอหมอ เพื่อให้หมอตรวจไม่เจอ หลังจากนั้นพอเจอหมอผมเลยต้องแอบฟ้องหมอว่าแม่แอบกินมา แล้วรีบวิ่งหนีออกนอกห้องก่อนเลย ทิ้งให้แม่ฟังหมอบ่นคนเดียว
อาหารแต่ละประเภทคุณแม่มักจะมีร้านโปรดของท่าน เช่นเกาลัดต้องที่เยาวราช ก๋วยเตี๋ยวหลอดต้องที่นู้น บะหมี่ต้องที่นี่
‘เจ้านี้สนิทกันรู้จักกันมานาน กินมาตั้งแต่ตอนสมัยสาวๆแล้ว’
เป็นหนึ่งในวลีเด็ดของคุณแม่ อย่างที่บอกว่าท่านเป็นคนที่ค่อนข้างยึดติดมาก ทำให้ไม่ค่อยสามารถกินร้านอื่นที่ไม่ใช่ร้านประจำได้ และเหตุผลหลายๆเหตุผลที่ผมได้พูดไปคือสาเหตุที่ไม่สามารถพาแม่ไปอยู่ด้วยที่ต่างประเทศได้ เนื่องจากแม่เป็นคนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ปรับตัวเข้ากับคนไม่เป็น กลัวท่านไปอยู่ที่ต่างประเทศแล้วจะเบื่อไม่มีไรทำซะก่อน
“ให้ญาติๆดูแลแม่ไปสิ”
“จ้างคนมาดูแลแม่เลย”
“ปล่อยให้คุณแม่อยู่คนเดียวไปนั่นแหละ มันเป็นเรื่องธรรมดา”
เป็นประโยคที่คนรอบตัวผมมักจะมาพูดเป็นประจำ และเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่หลังจากเรียนจบผมย้ายไปย้ายมาหลายๆประเทศ เพราะต้องการใช้อิสระที่มีเวลาจำกัดนี้ในการหาประสบการณ์ให้คุ้มซะก่อน เนื่องจากคนรอบข้างไม่มีใครสามารถทนกับคุณแม่ได้เลย แม้กระทั่งญาติๆ หรือคนที่ดูแลคุณแม่ก็ขอลาออกกันรัวๆ บวกกับที่ท่านไม่สบายมีโรคประจำตัวด้วย
“นี่แม่เรานะ ท่านเลี้ยงเรามาตั้งแต่เด็ก ยากลำบากแค่ไหนท่านก็ไม่เคยทิ้งเรา ทำไมพอเรามีชีวิตที่ดีแล้วเราถึงอยากเอาท่านออกจากชีวิตกันล่ะ”
เป็นสิ่งที่ผมคิดมาตลอด และมักจะเป็นคำตอบที่ผมเอาไปตอบคนอื่นเวลามีคนมาถามเรื่องแม่ เพราะต่อให้แม่ของผมไม่มีปัญหาดังกล่าวผมก็ต้องกลับมาเลี้ยงดูท่านอยู่แล้ว...แม่ผม ผมเลี้ยงเองได้ไม่ต้องให้ใครมาช่วย เพราะถ้าเทียบกับที่ท่านเลี้ยงดูผมมาอย่างทะนุถนอมโดยตลอด พอแก่ท่านไม่เหลือใครนอกจากผม
“ทำไมเพิ่งมารักมาก ตอนที่เสียสิ่งนั้นไป”
เป็นประโยคที่ผมได้ยินบ่อยมาก และผมไม่อยากให้ประโยคนี้มันเกิดขึ้นกับผม ผมเห็นลูกหลายๆคนที่แต่งงานไปแล้วปล่อยให้คุณพ่อคุณแม่อยู่บ้านเพียงลำพัง ปล่อยให้อยู่กับญาติๆที่ไม่ใช่ลูกแท้ๆของตัวเอง ผมนึกสงสัยมาตลอดว่าแค่เพราะพวกเขามีครอบครัวใหม่แล้วเอาแม่ไปอยู่ด้วยมันอึดอัด หรือลำบากขนาดนั้นเลยหรอ? บางทีผมมีแฟนผมอยากไปเที่ยวแบบสวีทๆกัน ผมก็ไปกัน 2 คน เดินเข้าไปบอกแม่ว่าจะไปเที่ยวไม่อยู่หลายๆวัน
“ไปเหอะๆ แม่อยู่คนเดียวได้”
คำพูดของแม่ที่หวังดีอยากให้เราออกไปเที่ยว แต่สีหน้าที่ของแม่มันดูเหงามาก แม่อยากใช้เวลากับผม และผมก็รู้อยู่แล้วว่าแม่เป็นคนขี้เหงา อาจจะหลายๆสาเหตุที่ผมเคยเล่ามาว่าท่านมีข้อเสียหลายๆอย่างที่ทำให้คนที่อยู่ใกล้ๆท่านพากันปลีกตัวห่างออกไป ทำให้ท่านต้องอยู่คนเดียว และในเมื่อผมมีเวลา แล้วผมเอาเวลาไปใช้กับคนอื่นได้ได้ ผมก็ต้องใช้กับแม่ผมได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นทางออกของปัญหานี้คือการหาเวลาพาแม่เที่ยววันอื่นๆแทน แต่ส่วนใหญ่ผมมักจะไม่ค่อยว่างพาท่านไปด้วยหลายๆสาเหตุ แต่ก็ยังคงใช้เวลาในวันหยุดด้วยกัน เนื่องผมใช้บริการแม่บ้านจาก Agency อยู่ที่หนึ่งอยู่แล้ว เลยคุยตกลงกับแม่บ้านให้พาแม่ออกไปเที่ยวไปเดินเล่น ไปซื้อของที่ห้างบ้างในบางที หรือในบางครั้งก็จะหางานบ้านงานครัวเบาๆให้ท่านทำ ผมก็ไม่แน่ใจว่าการที่ผมปล่อยท่านไว้แบบนี้สมควรไหม และท่านจะมีความสุขจริงๆไหม แต่ทุกอย่างที่เราทำมักจะมีอุปสรรคเข้ามาหาเรื่อยๆ และผมเชื่อว่าทุกอุปสรรคมันจะมีทางออกของมันเสมอ อย่าปล่อยให้อุปสรรคมาลบจุดยืน และความฝันในชีวิตของเราไป.. นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสไตล์ในการ Get away ออกจากปัญหา เพื่อให้เราสามารถเป็นตัวเราได้ในแบบที่เราอยากเป็น ไม่ใช่แบบที่คนอื่นอยากให้เป็น...ผมก็ไม่แน่ใจว่ามีใครที่เจอปัญหาแบบนี้เหมือนผมไหม ช่วยกันแนะนำเข้ามาได้นะครับ รวมไปถึงมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้

ใครอยากหลังไมค์ก็เชิญได้ที่เพจ A Way Away เลย
และสามารถอ่านย้อนหลังได้ที่ลิ้งข้างล่างเลยครับ
EP.1 : เมื่อการเที่ยวของผมโดน ‘ตีกรอบ’ จากสิ่งรอบข้าง ->
https://pantip.com/topic/37525404
EP.2 : แค่ “ลางานเที่ยว” จะอะไรนักหนา ! ->
https://pantip.com/topic/37704293
สุขที่ได้เที่ยว หรือ สุขที่ได้กตัญญู ?
คุณแม่ผมท่านเป็นคนที่รักการกินมาก กินเป็นชีวิตจิตใจ ถ้ามีใครพูดเรื่องของกินนี่แกหูผึ่งเลย แต่ความโชคร้ายคือท่านเป็นโรคเบาหวาน ทำให้ไม่สามารถกินอาหารได้ตามอำเภอใจ แต่ๆๆๆ ท่านก็ยังคงไม่ละทิ้งความพยายามในเรื่องการกินของโปรดต่างๆอันได้แก่ ของทอด แป้งต่างๆ ทำให้ช่วงแรกๆที่กลับมาจากเมืองนอกผมต้องเข้มงวดกับท่านมากพอสมควร ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นคือเราทะเลาะกันบ่อยมาก แน่นอนว่าถ้าอยู่ดีๆคุณไปห้ามไม่ให้เขาทำสิ่งที่เขารัก..ไม่มีใครชอบแน่ๆ ทำให้ผมต้องค่อยๆลดปริมาณการกินของโปรดของแม่ลง แต่ยังคงให้กินอยู่บ้างในปริมาณที่ไม่เยอะ จนหลังๆผมเริ่มจับได้ว่าท่านแอบกิน แอบโทรสั่งเจ้าประจำมากินตอนที่ผมไม่อยู่บ้าน แรกๆผมก็ไม่ได้พูดอะไร แต่พอมันเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผมต้องพูดเตือนอยู่หลายรอบ
“ฉันขอลาออก” (แม่เห็นผมเป็นคนรักในการทำงาน เลยเอามาพูดประชดในความหมายที่ว่าขอลาออกจากการเป็นแม่ของผมนั่นเอง)
“เหมือนนกที่อยู่ในกรงเลยเนอะ ทำอะไรก็ไม่ได้”
“อันนี้ฉันไม่ได้กินนานแล้ว อันนู้นฉันก็ไม่ได้กินตั้งนาน”
และนี่คือตัวอย่างประโยคที่คุณแม่เคยพูดออกมา ฟังดูแล้วเหมือนผมดูโหดร้ายกับท่าน แต่แน่นอนว่าลูกทุกคนรักและเป็นห่วงแม่ ซึ่งจริงๆแล้วท่านยังคงกินของที่ไม่ดีต่อสุขภาพอยู่ แค่เปลี่ยนชนิดของอาหารไปเรื่อยๆไม่ซ้ำกันแต่ยังคงกินทุกวัน แล้วมาบอกว่าไม่ได้กินอันนู้นอันนี้มานานแล้ว และที่ Advance กว่านั้นคือท่านต้องไปให้หมอตรวจสุขภาพอยู่บ่อยๆ แม่เป็นคนที่กลัวหมอต่อว่ามาก แรกๆที่ไปตรวจหมอเจอน้ำตาลในเส้นเลือดสูงมาก พอโดนหมอต่อว่ามาก็ทำหน้าเซ็งเลย แล้วหลังๆเขาจับทริคได้ว่าต้องหยุดกินกี่วันก่อนที่จะไปเจอหมอ เพื่อให้หมอตรวจไม่เจอ หลังจากนั้นพอเจอหมอผมเลยต้องแอบฟ้องหมอว่าแม่แอบกินมา แล้วรีบวิ่งหนีออกนอกห้องก่อนเลย ทิ้งให้แม่ฟังหมอบ่นคนเดียว
อาหารแต่ละประเภทคุณแม่มักจะมีร้านโปรดของท่าน เช่นเกาลัดต้องที่เยาวราช ก๋วยเตี๋ยวหลอดต้องที่นู้น บะหมี่ต้องที่นี่
‘เจ้านี้สนิทกันรู้จักกันมานาน กินมาตั้งแต่ตอนสมัยสาวๆแล้ว’
เป็นหนึ่งในวลีเด็ดของคุณแม่ อย่างที่บอกว่าท่านเป็นคนที่ค่อนข้างยึดติดมาก ทำให้ไม่ค่อยสามารถกินร้านอื่นที่ไม่ใช่ร้านประจำได้ และเหตุผลหลายๆเหตุผลที่ผมได้พูดไปคือสาเหตุที่ไม่สามารถพาแม่ไปอยู่ด้วยที่ต่างประเทศได้ เนื่องจากแม่เป็นคนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ปรับตัวเข้ากับคนไม่เป็น กลัวท่านไปอยู่ที่ต่างประเทศแล้วจะเบื่อไม่มีไรทำซะก่อน
“ให้ญาติๆดูแลแม่ไปสิ”
“จ้างคนมาดูแลแม่เลย”
“ปล่อยให้คุณแม่อยู่คนเดียวไปนั่นแหละ มันเป็นเรื่องธรรมดา”
เป็นประโยคที่คนรอบตัวผมมักจะมาพูดเป็นประจำ และเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่หลังจากเรียนจบผมย้ายไปย้ายมาหลายๆประเทศ เพราะต้องการใช้อิสระที่มีเวลาจำกัดนี้ในการหาประสบการณ์ให้คุ้มซะก่อน เนื่องจากคนรอบข้างไม่มีใครสามารถทนกับคุณแม่ได้เลย แม้กระทั่งญาติๆ หรือคนที่ดูแลคุณแม่ก็ขอลาออกกันรัวๆ บวกกับที่ท่านไม่สบายมีโรคประจำตัวด้วย
“นี่แม่เรานะ ท่านเลี้ยงเรามาตั้งแต่เด็ก ยากลำบากแค่ไหนท่านก็ไม่เคยทิ้งเรา ทำไมพอเรามีชีวิตที่ดีแล้วเราถึงอยากเอาท่านออกจากชีวิตกันล่ะ”
เป็นสิ่งที่ผมคิดมาตลอด และมักจะเป็นคำตอบที่ผมเอาไปตอบคนอื่นเวลามีคนมาถามเรื่องแม่ เพราะต่อให้แม่ของผมไม่มีปัญหาดังกล่าวผมก็ต้องกลับมาเลี้ยงดูท่านอยู่แล้ว...แม่ผม ผมเลี้ยงเองได้ไม่ต้องให้ใครมาช่วย เพราะถ้าเทียบกับที่ท่านเลี้ยงดูผมมาอย่างทะนุถนอมโดยตลอด พอแก่ท่านไม่เหลือใครนอกจากผม
“ทำไมเพิ่งมารักมาก ตอนที่เสียสิ่งนั้นไป”
เป็นประโยคที่ผมได้ยินบ่อยมาก และผมไม่อยากให้ประโยคนี้มันเกิดขึ้นกับผม ผมเห็นลูกหลายๆคนที่แต่งงานไปแล้วปล่อยให้คุณพ่อคุณแม่อยู่บ้านเพียงลำพัง ปล่อยให้อยู่กับญาติๆที่ไม่ใช่ลูกแท้ๆของตัวเอง ผมนึกสงสัยมาตลอดว่าแค่เพราะพวกเขามีครอบครัวใหม่แล้วเอาแม่ไปอยู่ด้วยมันอึดอัด หรือลำบากขนาดนั้นเลยหรอ? บางทีผมมีแฟนผมอยากไปเที่ยวแบบสวีทๆกัน ผมก็ไปกัน 2 คน เดินเข้าไปบอกแม่ว่าจะไปเที่ยวไม่อยู่หลายๆวัน
“ไปเหอะๆ แม่อยู่คนเดียวได้”
คำพูดของแม่ที่หวังดีอยากให้เราออกไปเที่ยว แต่สีหน้าที่ของแม่มันดูเหงามาก แม่อยากใช้เวลากับผม และผมก็รู้อยู่แล้วว่าแม่เป็นคนขี้เหงา อาจจะหลายๆสาเหตุที่ผมเคยเล่ามาว่าท่านมีข้อเสียหลายๆอย่างที่ทำให้คนที่อยู่ใกล้ๆท่านพากันปลีกตัวห่างออกไป ทำให้ท่านต้องอยู่คนเดียว และในเมื่อผมมีเวลา แล้วผมเอาเวลาไปใช้กับคนอื่นได้ได้ ผมก็ต้องใช้กับแม่ผมได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นทางออกของปัญหานี้คือการหาเวลาพาแม่เที่ยววันอื่นๆแทน แต่ส่วนใหญ่ผมมักจะไม่ค่อยว่างพาท่านไปด้วยหลายๆสาเหตุ แต่ก็ยังคงใช้เวลาในวันหยุดด้วยกัน เนื่องผมใช้บริการแม่บ้านจาก Agency อยู่ที่หนึ่งอยู่แล้ว เลยคุยตกลงกับแม่บ้านให้พาแม่ออกไปเที่ยวไปเดินเล่น ไปซื้อของที่ห้างบ้างในบางที หรือในบางครั้งก็จะหางานบ้านงานครัวเบาๆให้ท่านทำ ผมก็ไม่แน่ใจว่าการที่ผมปล่อยท่านไว้แบบนี้สมควรไหม และท่านจะมีความสุขจริงๆไหม แต่ทุกอย่างที่เราทำมักจะมีอุปสรรคเข้ามาหาเรื่อยๆ และผมเชื่อว่าทุกอุปสรรคมันจะมีทางออกของมันเสมอ อย่าปล่อยให้อุปสรรคมาลบจุดยืน และความฝันในชีวิตของเราไป.. นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสไตล์ในการ Get away ออกจากปัญหา เพื่อให้เราสามารถเป็นตัวเราได้ในแบบที่เราอยากเป็น ไม่ใช่แบบที่คนอื่นอยากให้เป็น...ผมก็ไม่แน่ใจว่ามีใครที่เจอปัญหาแบบนี้เหมือนผมไหม ช่วยกันแนะนำเข้ามาได้นะครับ รวมไปถึงมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้
ใครอยากหลังไมค์ก็เชิญได้ที่เพจ A Way Away เลย
และสามารถอ่านย้อนหลังได้ที่ลิ้งข้างล่างเลยครับ
EP.1 : เมื่อการเที่ยวของผมโดน ‘ตีกรอบ’ จากสิ่งรอบข้าง -> https://pantip.com/topic/37525404
EP.2 : แค่ “ลางานเที่ยว” จะอะไรนักหนา ! -> https://pantip.com/topic/37704293