เหตุเกิดเมื่อ5 ปีที่แล้ว
ในขณะที่เด็กเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง พ่อของเด็กได้ทำธุรกิจกับบุคลท่านหนึ่ง ได้มีการโอนงินผ่านธนาคารของเด็กนักศึกษาเกิดขึ้น โดยที่เด็กไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ แต่เนื่องจากความเป็นลูกเมื่อผู้เป็นพ่อขอยืมเลขที่บัญชีเพื่อให้เพื่อนร่วมธุรกิจโอนเงินโดยผ่านบัญชีของเด็ก และบัญชีของพ่อเด็ก หลังจากโดนพิษเศรษฐกิจ พ่อของเด็กเกิดความผิดพลาด และเพื่อนร่วมธุรกิจได้ทำการฟ้องร้องเกิดขึ้น ทางทนายความบอกให้ยอมความและผ่อนชำระ และไม่ได้มีการแนะนำให้เด็กต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมเนื่องจากเด็กไม่ได้มีส่วนรู้เห็น หลังจากที่เด็กและพ่อของเด็กทำตามที่ทางทนายแนะนำ ก็ได้มีการผ่อนชำระมาโดยตลอดตามคำสั่งศาล
หลังจากที่เด็กเรียนจบ ก็เริ่มออกหางานทำ ได้งานทำซักระยะทางบริษัทได้บอกให้เด็กออกจากงาน เนื่องจากเด็กมีประวัติในคดีความ ไม่ว่าเด็กจะไปสมัครงานที่ไหนทุกที่จะรับและสัมภาษณ์งานทันที่ เนื่องจาก ประวัติทางการศึกษาดี และเด็กมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี +กับ บุคลิคภาพที่ดีของเด็ก แต่หลังจากที่ทุกบริษัทได้รับทราบว่าเด็กมีประวัติทางคดีความ ก็ไม่สามารถรับเด็กเข้าทำงานได้ เด็กพยายามหางานทำมา 1 ปี โดยที่บางครั้งจะไปรับงานฟรีแลนซ์ บ้างเป็นระยะ เนื่องจากตอนนี้เด็กต้องรับภาระหนี้สินที่ยังค้างอยู่+กับต้องดูแลค่าใช้จ่ายในบ้านและน้องสาวอายุ 10 ขวบ
ทุกครั้งที่เด็กกลับมาบ้านหลังจากถูกเรียกไปสัมภาษณ์งาน และทางบริษัทปฏิเสธ เด็กจะมีคำถามว่า
1. แม่ หนูผิดอะไร ?
2. แม่ ทำไมเค้าไม่ถามหนูก่อนว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร ?
3. แม่ ทำไมหนูถึงไม่มีงานทำ ทั้งๆที่หนูตั้งใจที่จะเป็นพนักงานที่ดี ?
4. แม่ ทำไมเหนื่อยจัง ทำไมเค้าไม่ดูที่ความสามารถของหนูเลย ?
5. แม่ ทำไมเค้าตัดสินหนูว่าหนูทำไม่ดี ทำไมเค้าไม่ให้โอกาศให้หนูได้พูดบ้าง ?
ทุกครั้งที่แม่ได้ยินคำถามแบบนี้ รู้สึกเสียใจกับความผิดพลาดที่เด็กไว้ใจพ่อมากเกินไป แต่เด็กจะบอกเสมอว่า
" แม่ ไม่มีพ่อคนไหนเจตนาทำให้ลูกเป็นแบบนี้หรอก พ่อทำงานส่งหนูจนจบ ป.ตรี พ่อก็คงคิดไม่ถึงว่าจะเป็นแบบนี้ แม่ต้องใจเย็นๆนะ แม่อย่าคิดมาก
หนูเชื่อว่า วันหนึ่งทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี และหนูจะทำให้แม่สบายกว่าที่ผ่านๆมานะ "
ทุกครั้งที่ได้คุยกับลูกสาวเรื่องนี้ จะจบที่การร้องไห้เสมอๆ เพราะ
1. เด็กไม่เลือกงาน ว่าต้องทำงานสบายๆใน office อย่างเดียว
2. เด็กไม่เคยมีความประพฤติที่ไม่ดีมาก่อนเลย
3. เด็กไม่เคยทำให้พ่อ+แม่หนักใจแม้แต่เรื่องเดียว
ทุกวันนี้เด็กก็ยังคงเดินหางานทำเสมอๆ ไม่เคยท้อ เค้าจะบอกแม่เสมอก่อนออกไปหางานทำหรือไป สัมภาษณ์งาน ว่า
" แม่ๆๆ อวยพรให้หนูนะ ถ้าวันนี้หนูได้งานทำ สิ้นเดือนหนูจะพาแม่ไปกิน จิ้มจุ่ม .... รอหนูนะแม่ "
หัวอกคนเป็นแม่ ไม่ได้อยากกินจิ้มจุ่มหรอก แต่แม่แค่สงสารหนู อยากถามหนูว่า
" เหนื่อยไหมลูก ? "
จบ ป.ตรี เกรด 3.30 หางานทำไม่ได้เพราะ ?
ในขณะที่เด็กเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง พ่อของเด็กได้ทำธุรกิจกับบุคลท่านหนึ่ง ได้มีการโอนงินผ่านธนาคารของเด็กนักศึกษาเกิดขึ้น โดยที่เด็กไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ แต่เนื่องจากความเป็นลูกเมื่อผู้เป็นพ่อขอยืมเลขที่บัญชีเพื่อให้เพื่อนร่วมธุรกิจโอนเงินโดยผ่านบัญชีของเด็ก และบัญชีของพ่อเด็ก หลังจากโดนพิษเศรษฐกิจ พ่อของเด็กเกิดความผิดพลาด และเพื่อนร่วมธุรกิจได้ทำการฟ้องร้องเกิดขึ้น ทางทนายความบอกให้ยอมความและผ่อนชำระ และไม่ได้มีการแนะนำให้เด็กต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมเนื่องจากเด็กไม่ได้มีส่วนรู้เห็น หลังจากที่เด็กและพ่อของเด็กทำตามที่ทางทนายแนะนำ ก็ได้มีการผ่อนชำระมาโดยตลอดตามคำสั่งศาล
หลังจากที่เด็กเรียนจบ ก็เริ่มออกหางานทำ ได้งานทำซักระยะทางบริษัทได้บอกให้เด็กออกจากงาน เนื่องจากเด็กมีประวัติในคดีความ ไม่ว่าเด็กจะไปสมัครงานที่ไหนทุกที่จะรับและสัมภาษณ์งานทันที่ เนื่องจาก ประวัติทางการศึกษาดี และเด็กมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี +กับ บุคลิคภาพที่ดีของเด็ก แต่หลังจากที่ทุกบริษัทได้รับทราบว่าเด็กมีประวัติทางคดีความ ก็ไม่สามารถรับเด็กเข้าทำงานได้ เด็กพยายามหางานทำมา 1 ปี โดยที่บางครั้งจะไปรับงานฟรีแลนซ์ บ้างเป็นระยะ เนื่องจากตอนนี้เด็กต้องรับภาระหนี้สินที่ยังค้างอยู่+กับต้องดูแลค่าใช้จ่ายในบ้านและน้องสาวอายุ 10 ขวบ
ทุกครั้งที่เด็กกลับมาบ้านหลังจากถูกเรียกไปสัมภาษณ์งาน และทางบริษัทปฏิเสธ เด็กจะมีคำถามว่า
1. แม่ หนูผิดอะไร ?
2. แม่ ทำไมเค้าไม่ถามหนูก่อนว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร ?
3. แม่ ทำไมหนูถึงไม่มีงานทำ ทั้งๆที่หนูตั้งใจที่จะเป็นพนักงานที่ดี ?
4. แม่ ทำไมเหนื่อยจัง ทำไมเค้าไม่ดูที่ความสามารถของหนูเลย ?
5. แม่ ทำไมเค้าตัดสินหนูว่าหนูทำไม่ดี ทำไมเค้าไม่ให้โอกาศให้หนูได้พูดบ้าง ?
ทุกครั้งที่แม่ได้ยินคำถามแบบนี้ รู้สึกเสียใจกับความผิดพลาดที่เด็กไว้ใจพ่อมากเกินไป แต่เด็กจะบอกเสมอว่า
" แม่ ไม่มีพ่อคนไหนเจตนาทำให้ลูกเป็นแบบนี้หรอก พ่อทำงานส่งหนูจนจบ ป.ตรี พ่อก็คงคิดไม่ถึงว่าจะเป็นแบบนี้ แม่ต้องใจเย็นๆนะ แม่อย่าคิดมาก
หนูเชื่อว่า วันหนึ่งทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี และหนูจะทำให้แม่สบายกว่าที่ผ่านๆมานะ "
ทุกครั้งที่ได้คุยกับลูกสาวเรื่องนี้ จะจบที่การร้องไห้เสมอๆ เพราะ
1. เด็กไม่เลือกงาน ว่าต้องทำงานสบายๆใน office อย่างเดียว
2. เด็กไม่เคยมีความประพฤติที่ไม่ดีมาก่อนเลย
3. เด็กไม่เคยทำให้พ่อ+แม่หนักใจแม้แต่เรื่องเดียว
ทุกวันนี้เด็กก็ยังคงเดินหางานทำเสมอๆ ไม่เคยท้อ เค้าจะบอกแม่เสมอก่อนออกไปหางานทำหรือไป สัมภาษณ์งาน ว่า
" แม่ๆๆ อวยพรให้หนูนะ ถ้าวันนี้หนูได้งานทำ สิ้นเดือนหนูจะพาแม่ไปกิน จิ้มจุ่ม .... รอหนูนะแม่ "
หัวอกคนเป็นแม่ ไม่ได้อยากกินจิ้มจุ่มหรอก แต่แม่แค่สงสารหนู อยากถามหนูว่า
" เหนื่อยไหมลูก ? "