เชรี้ย! บ่น ตอนที่ 6
หลังจากส่งต้นฉบับให้สนพ.แล้ว ผมรู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก วันคืนที่นั่งหลังขดหลังแข็งติดกันมาข้ามแรมเดือน ใบหน้าและสมองที่แสนสุดอึน กับเนื่องเรื่องที่แต่งขึ้นมาแล้วเมาเอง ส่งถึงมือบก. เรียบร้อย
“กลับมาใช้ชีวิตปกติแล้วสิเรา” ผมพับโน้ตบุ๊กแล้วเตรียมหนังสือที่จะต้องอ่านสำหรับเรื่องที่สามมานั่งกอง เห็นแล้วก็ต้องถอนหายใจ เล่มนึง 300 หน้าตั้งซ้อนกันแทบจะล้มทับหัวตาย ปกติก็เป็นคนอ่านช้าอยู่แล้ว แต่ยังไงก็เอาวะ เราต้องตั้งใจ ผมมีคติประจำใจของตัวเองเสมอ ทุกครั้งที่เขียนนิยาย เรื่องต่อไปต้องดีกว่าเรื่องเดิม ผมจะไม่หยุดกับที่
ช่วงนี้ผมตกงาน ชาวบ้านต่างพากันพูดถึง บางคนมองว่าผมขี้เกียจ บางคนมองว่าผมเป็น NEET แต่ผมก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรไป เพราะกูไม่ว่างโว้ย งานกูเยอะถึงจะไม่ได้ทำงานประจำก็เถอะ งานเยอะกว่าตอนทำงานประจำเสียอีก ผมเลยเข้าใจว่าทำไมคนที่เค้าเป็นเจ้าของบริษัทถึงดูมีไฟกว่าลูกน้องหลายเท่า ไม่ได้แปลว่าคนเป็นลูกน้องมีไฟไม่ได้นะ แต่ถ้ามันเป็นงานของเราเอง ความตั้งใจมันย่อมต่างกันอยู่แล้ว
แต่ปัญหาก็คือ ผมไม่ใช่นักอ่านนิยาย เมื่อก่อนก็เคยอ่านแต่หนังสือพัฒนาตัวเอง เมื่อมารู้ทีหลังว่าชอบก็เลยเบี่ยงเบน เอ้ย! เบี่ยงเบนเรื่องผลงานนะ ไม่ใช่อย่างอื่นอย่าเข้าใจผิดล่ะ
ช่วงนี้ผมใช้เวลาในการอ่านเต็มที่ แต่ติดเป็นคนอ่านช้า เลยอ่านได้วันละเล่ม ในขณะที่อ่าน ๆ อยู่ก็มีเสียง ๆ นึงแว่วเข้ามา
“ไปทำงานที่นี่มั้ย Start 45k” พี่สาวถามผมด้วยความหวังดี เธอยืนถอนหายใจรอคำตอบตาปริบ ๆ
“ไม่ครับพี่ ขอบคุณมาก ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะเขียนหนังสือต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้เป็นนักเขียนจริง ๆ”
ผมรู้ว่าผมทำให้ที่บ้านผมเป็นห่วง แต่ผมต้องการเป็นนักเขียนจริง ๆ ผมไม่อยากไปทำงานที่เงินดีแล้วรู้ว่ายังไงก็ต้องออกมาเขียนอยู่ดี ถึงผมจะใหม่ แต่ผมเชื่อว่าผมทำได้ และผมจะทำต่อไป
"ทุเรียน มากินสิลูกแม่เพิ่งซื้อมาเลย" ผมได้ยินเสียงแม่เรียกตะโกนมาจากชั้นล่าง ก็รีบวิ่งลงไปทันที เอาจริง ๆ ทุเรียนปีนี้ทั้งแพงทั้งจืด กินแล้วก็อารมณ์เสีย หลังจากที่นั่งแทะเม็ดทุรียนอยู่นั้น ก็เห็นแมวที่บ้านเดินเข้ามา ด้วยความหงุดหงิดกับรสชาติทุเรียนไทย ผมเลยตัดสินใจเอาเม็ดทุเรียนให้แมวดม
เชรี้ย! แมวทำหน้าเอ๋อใส่ แบบว่าตั้งแต่เลี้ยงมายังไม่เคยมันทำหน้าแบบนั้น ตอนแรกคิดว่ามันจะตายซะแล้ว เสียวสันหลังวาบ นึกว่าจะกลายเป็นคนบาปก็วันนี้แหละ
ติดตามตอนที่ 7 ค้าบ
เชรี้ย! บ่น ตอนที่ 6
หลังจากส่งต้นฉบับให้สนพ.แล้ว ผมรู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก วันคืนที่นั่งหลังขดหลังแข็งติดกันมาข้ามแรมเดือน ใบหน้าและสมองที่แสนสุดอึน กับเนื่องเรื่องที่แต่งขึ้นมาแล้วเมาเอง ส่งถึงมือบก. เรียบร้อย
“กลับมาใช้ชีวิตปกติแล้วสิเรา” ผมพับโน้ตบุ๊กแล้วเตรียมหนังสือที่จะต้องอ่านสำหรับเรื่องที่สามมานั่งกอง เห็นแล้วก็ต้องถอนหายใจ เล่มนึง 300 หน้าตั้งซ้อนกันแทบจะล้มทับหัวตาย ปกติก็เป็นคนอ่านช้าอยู่แล้ว แต่ยังไงก็เอาวะ เราต้องตั้งใจ ผมมีคติประจำใจของตัวเองเสมอ ทุกครั้งที่เขียนนิยาย เรื่องต่อไปต้องดีกว่าเรื่องเดิม ผมจะไม่หยุดกับที่
ช่วงนี้ผมตกงาน ชาวบ้านต่างพากันพูดถึง บางคนมองว่าผมขี้เกียจ บางคนมองว่าผมเป็น NEET แต่ผมก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรไป เพราะกูไม่ว่างโว้ย งานกูเยอะถึงจะไม่ได้ทำงานประจำก็เถอะ งานเยอะกว่าตอนทำงานประจำเสียอีก ผมเลยเข้าใจว่าทำไมคนที่เค้าเป็นเจ้าของบริษัทถึงดูมีไฟกว่าลูกน้องหลายเท่า ไม่ได้แปลว่าคนเป็นลูกน้องมีไฟไม่ได้นะ แต่ถ้ามันเป็นงานของเราเอง ความตั้งใจมันย่อมต่างกันอยู่แล้ว
แต่ปัญหาก็คือ ผมไม่ใช่นักอ่านนิยาย เมื่อก่อนก็เคยอ่านแต่หนังสือพัฒนาตัวเอง เมื่อมารู้ทีหลังว่าชอบก็เลยเบี่ยงเบน เอ้ย! เบี่ยงเบนเรื่องผลงานนะ ไม่ใช่อย่างอื่นอย่าเข้าใจผิดล่ะ
ช่วงนี้ผมใช้เวลาในการอ่านเต็มที่ แต่ติดเป็นคนอ่านช้า เลยอ่านได้วันละเล่ม ในขณะที่อ่าน ๆ อยู่ก็มีเสียง ๆ นึงแว่วเข้ามา
“ไปทำงานที่นี่มั้ย Start 45k” พี่สาวถามผมด้วยความหวังดี เธอยืนถอนหายใจรอคำตอบตาปริบ ๆ
“ไม่ครับพี่ ขอบคุณมาก ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะเขียนหนังสือต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้เป็นนักเขียนจริง ๆ”
ผมรู้ว่าผมทำให้ที่บ้านผมเป็นห่วง แต่ผมต้องการเป็นนักเขียนจริง ๆ ผมไม่อยากไปทำงานที่เงินดีแล้วรู้ว่ายังไงก็ต้องออกมาเขียนอยู่ดี ถึงผมจะใหม่ แต่ผมเชื่อว่าผมทำได้ และผมจะทำต่อไป
"ทุเรียน มากินสิลูกแม่เพิ่งซื้อมาเลย" ผมได้ยินเสียงแม่เรียกตะโกนมาจากชั้นล่าง ก็รีบวิ่งลงไปทันที เอาจริง ๆ ทุเรียนปีนี้ทั้งแพงทั้งจืด กินแล้วก็อารมณ์เสีย หลังจากที่นั่งแทะเม็ดทุรียนอยู่นั้น ก็เห็นแมวที่บ้านเดินเข้ามา ด้วยความหงุดหงิดกับรสชาติทุเรียนไทย ผมเลยตัดสินใจเอาเม็ดทุเรียนให้แมวดม
เชรี้ย! แมวทำหน้าเอ๋อใส่ แบบว่าตั้งแต่เลี้ยงมายังไม่เคยมันทำหน้าแบบนั้น ตอนแรกคิดว่ามันจะตายซะแล้ว เสียวสันหลังวาบ นึกว่าจะกลายเป็นคนบาปก็วันนี้แหละ
ติดตามตอนที่ 7 ค้าบ