ไพบูลย์ ร่อนหนังสือหารือ กกต.ถกกฎหมาย 4 ข้อ หวังทำให้ถูกต้อง เหตุหวั่นคนร้องให้ยุบพรรคประชาชนปฏิรูป แท้งก่อนคลอด...
เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2561 นายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ได้ทำหนังสือถึงนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อหารือข้อกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 หมวดที่ 1 การจัดตั้งพรรคการเมือง 4 ข้อ ดังนี้
ข้อ 1. ในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2561 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร่วมจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปได้ขอจัดประชุมไปแล้วนั้น แต่ภายหลังได้ตรวจสอบพบว่าในวันประชุมดังกล่าว มีผู้ร่วมจัดตั้งพรรคจำนวนหนึ่งยังมีสถานะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเดิมอยู่ จึงมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติเป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรค และอีกกรณีหนึ่ง หลังจากวันประชุมแล้วมีผู้ยื่นหนังสือแจ้งความจำนงขอเข้าร่วมเป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งการยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคฯ กำหนดให้ต้องเป็นเฉพาะผู้ร่วมจัดตั้งพรรคที่มาแจ้งความจำนงภายในไม่เกินวันที่ประชุม
ดังนั้นคณะผู้ร่วมจัดตั้งพรรคฯ จึงประสงค์ที่จะจัดประชุมผู้ร่วมจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปใหม่ ในต้นเดือนมิถุนายนอีกครั้ง เพื่อที่จะให้บุคคลที่ยังมีสถานะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเดิมได้พ้นจากสมาชิกภาพจากพรรคการเมืองเดิม จะได้มีคุณสมบัติในการเป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรคได้ และผู้แจ้งเจตจำนงเป็นผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคภายหลังวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2561 จะได้เป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรคก่อนที่จะมีการจัดประชุมครั้งใหม่ และบุคคลทั้งสองกรณีจะได้มีสิทธิเข้าร่วมประชุมครั้งใหม่เพื่อจะได้เป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งรวมแล้วมากกว่า 1,500 คน ได้หรือไม่
ข้อ 2. มีข้อหารือนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า การเลือกหัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิกและกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมือง ตามมาตรา 10 (2) จะต้องเลือกด้วยการลงคะแนนโดยเปิดเผยตามมาตรา 10 วรรคสาม ใช่หรือไม่ หรือจะต้องเลือกด้วยวิธีการให้ลงคะแนนลับในคูหาตามมาตรา 40
ข้อ 3. โดยข้อกฎหมายแล้ว ทุนประเดิมของผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคควรที่จะให้ถือว่าเป็นเงินค่าบำรุงพรรค เพื่อที่จะให้ผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรค มีสถานะเป็นสมาชิกพรรคในทันทีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองรับรองให้จดทะเบียนจัดตั้งพรรค เพราะหากไม่ให้เงินทุนประเดิมพรรคเป็นเงินค่าบำรุงพรรคของสมาชิกจะมีปัญหาข้อกฎหมาย ตามมาตรา 10 วรรคท้าย “ในกรณีที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองตามมาตรา 17 ให้ถือว่าการประชุมตามวรรคหนึ่งเป็นการประชุมใหญ่สามัญครั้งที่หนึ่งของพรรคการเมือง” แต่ตามกฎหมายแล้ว การประชุมใหญ่สามัญของพรรคการเมือง ผู้ที่จะเข้าร่วมประชุมจะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นแล้ว
และเมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองตามมาตรา 17 ก็ย่อมต้องรับรองให้ผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็น หัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิกและกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมือง ดังกล่าว ซึ่งหากไม่ถือว่าทุนประเดิมเป็นเงินบำรุงพรรคของสมาชิกพรรค ก็จะทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองบุคคลที่ยังไม่เป็นสมาชิกพรรคให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของพรรคฯ ย่อมขัดต่อมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ซึ่งบัญญัติว่า “หัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิก และกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมืองต้องเป็นสมาชิก” รวมทั้งตรวจสอบพบว่าไม่มีบทบัญญัติในมาตราใดกำหนดห้ามมิให้นำทุนประเดิมมาเป็นค่าบำรุงพรรคของสมาชิกด้วย
ข้อ 4. ในกรณีผู้ที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคฯ จะต้องรับรองคุณสมบัติของผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคฯ ตามแบบ กกต. แต่เมื่อรับรองแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปพบว่าผู้นั้นมีคุณลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคฯ ที่ลงลายมือชื่อรับรอง จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 หรือไม่
การหารือข้อกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เกิดเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการของพรรคการเมืองต่างๆ ให้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย.
JJNY : ไพบูลย์ ร่อนหนังสือถาม กกต.ปม ก.ม.4 ข้อ เหตุกลัวคนร้องยุบพรรค
เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2561 นายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ได้ทำหนังสือถึงนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อหารือข้อกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 หมวดที่ 1 การจัดตั้งพรรคการเมือง 4 ข้อ ดังนี้
ข้อ 1. ในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2561 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร่วมจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปได้ขอจัดประชุมไปแล้วนั้น แต่ภายหลังได้ตรวจสอบพบว่าในวันประชุมดังกล่าว มีผู้ร่วมจัดตั้งพรรคจำนวนหนึ่งยังมีสถานะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเดิมอยู่ จึงมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติเป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรค และอีกกรณีหนึ่ง หลังจากวันประชุมแล้วมีผู้ยื่นหนังสือแจ้งความจำนงขอเข้าร่วมเป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งการยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคฯ กำหนดให้ต้องเป็นเฉพาะผู้ร่วมจัดตั้งพรรคที่มาแจ้งความจำนงภายในไม่เกินวันที่ประชุม
ดังนั้นคณะผู้ร่วมจัดตั้งพรรคฯ จึงประสงค์ที่จะจัดประชุมผู้ร่วมจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปใหม่ ในต้นเดือนมิถุนายนอีกครั้ง เพื่อที่จะให้บุคคลที่ยังมีสถานะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเดิมได้พ้นจากสมาชิกภาพจากพรรคการเมืองเดิม จะได้มีคุณสมบัติในการเป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรคได้ และผู้แจ้งเจตจำนงเป็นผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคภายหลังวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2561 จะได้เป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรคก่อนที่จะมีการจัดประชุมครั้งใหม่ และบุคคลทั้งสองกรณีจะได้มีสิทธิเข้าร่วมประชุมครั้งใหม่เพื่อจะได้เป็นผู้ร่วมจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งรวมแล้วมากกว่า 1,500 คน ได้หรือไม่
ข้อ 2. มีข้อหารือนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า การเลือกหัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิกและกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมือง ตามมาตรา 10 (2) จะต้องเลือกด้วยการลงคะแนนโดยเปิดเผยตามมาตรา 10 วรรคสาม ใช่หรือไม่ หรือจะต้องเลือกด้วยวิธีการให้ลงคะแนนลับในคูหาตามมาตรา 40
ข้อ 3. โดยข้อกฎหมายแล้ว ทุนประเดิมของผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคควรที่จะให้ถือว่าเป็นเงินค่าบำรุงพรรค เพื่อที่จะให้ผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรค มีสถานะเป็นสมาชิกพรรคในทันทีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองรับรองให้จดทะเบียนจัดตั้งพรรค เพราะหากไม่ให้เงินทุนประเดิมพรรคเป็นเงินค่าบำรุงพรรคของสมาชิกจะมีปัญหาข้อกฎหมาย ตามมาตรา 10 วรรคท้าย “ในกรณีที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองตามมาตรา 17 ให้ถือว่าการประชุมตามวรรคหนึ่งเป็นการประชุมใหญ่สามัญครั้งที่หนึ่งของพรรคการเมือง” แต่ตามกฎหมายแล้ว การประชุมใหญ่สามัญของพรรคการเมือง ผู้ที่จะเข้าร่วมประชุมจะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นแล้ว
และเมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองตามมาตรา 17 ก็ย่อมต้องรับรองให้ผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็น หัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิกและกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมือง ดังกล่าว ซึ่งหากไม่ถือว่าทุนประเดิมเป็นเงินบำรุงพรรคของสมาชิกพรรค ก็จะทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองบุคคลที่ยังไม่เป็นสมาชิกพรรคให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของพรรคฯ ย่อมขัดต่อมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ซึ่งบัญญัติว่า “หัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิก และกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมืองต้องเป็นสมาชิก” รวมทั้งตรวจสอบพบว่าไม่มีบทบัญญัติในมาตราใดกำหนดห้ามมิให้นำทุนประเดิมมาเป็นค่าบำรุงพรรคของสมาชิกด้วย
ข้อ 4. ในกรณีผู้ที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคฯ จะต้องรับรองคุณสมบัติของผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคฯ ตามแบบ กกต. แต่เมื่อรับรองแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปพบว่าผู้นั้นมีคุณลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคฯ ที่ลงลายมือชื่อรับรอง จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 หรือไม่
การหารือข้อกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เกิดเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการของพรรคการเมืองต่างๆ ให้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย.