เรื่องสั้นวันพุธ (16 พ.ค. 61) : ไม่มีใครในไร่สับปะรด

เรื่องสั้นวันพุธ : ไม่มีใครในไร่สับปะรด
โดย  ลิอ่อง
        

    เพราะคำของแม่ที่ถ่ายทอดให้ฉันฟังเมื่อได้พบหน้ากันวันวาน จึงทำให้เราสองคน คือฉันกับแม่ ต้องใช้เวลายามเย็นของวันนี้ตามหาเจ้าของไร่สับปะรดแห่งหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในหมู่บ้านแถบดินดง เขตรอยต่อกับอำเภอใหญ่ที่ใกล้กับตัวเมืองมากกว่าอำเภอของเรา

    หลังจากปิดร้าน เมื่อได้รู้ว่าน้องชายไม่ว่างพาเราไป แม่จึงเป็นคนขี่จักรยานยนต์ติดกระบะพ่วงข้างบรรทุกฉันตะลุยเข้าไปในหมู่บ้านตอนสี่โมงเศษ เพราะเราไม่อยากใช้ทางหลวงสายหลักที่เต็มไปด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่ และบรรดารถยนต์ที่แล่นไปมาตลอดเวลา เราจึงจำต้องลัดเลาะไปตามเส้นทางเล็กๆ ในหมู่บ้านที่ตัวถนนมีสภาพชำรุดทรุดโทรมเต็มที หาร่องรอยพื้นถนนเดิมแทบไม่พบ เพราะมันได้กะเทาะหรือแหว่งวิ่นไปแล้วด้วยแรงน้ำเซาะ และแรงบดทับจากล้อรถที่มักจะบรรทุกของน้ำหนักมากๆ บ่อยครั้ง

    แม่เล่าว่า คนในหมู่บ้านนี้ตั้งบ้านเรือนห่างกันมาก และมักจะมีแปลงมันสำปะหลังหรืออ้อยบ้าง ข้าวโพดบ้างเข้ามาคั่น โดยเฉพาะมันสำปะหลังที่เวลานี้ราคารับซื้อเพิ่มขึ้นจากเดิมจนทำให้ชาวบ้านหลายรายไม่สนใจปลูกอะไรอีกแล้ว นอกจากมัน

    เราไปถึงบ้านหลังหนึ่งที่มีหญิงวัยห้าสิบเศษกำลังยืนกรอกน้ำใส่แกลลอนพลาสติกใบใหญ่หลายใบ เธอเป็นคนร่างใหญ่และออกจะท้วม ใบหน้าคมขำ รวบผมไว้ลวกๆ เธอหัวเราะเป็นเชิงต้อนรับเรา แต่ฉันกลับรู้สึกว่าเป็นการหัวเราะที่จืดจางพิกล ทั้งยังดูเหนื่อยๆ ส่วนแม่นั้น มั่นใจว่าเป็นคนเดียวกับที่ได้พบกันเมื่อค่ำวานนี้ตอนเรียกซื้อสับปะรดจากรถพ่วงของเธอ และ...ใช่เธอจริงๆ

         ตอนนั้น มีเสียงของหลานชายวัยประถมตะโกนบอกมาว่า กระเป๋าใส่หนังสือของเขาขาดมากแล้ว ใส่หนังสือไม่ได้อีกแน่ๆ เธอตะโกนบอกหลานว่า เดี๋ยวยายจะไปดูให้ อีกฝ่ายจึงเงียบไป
    
          เราบอกความต้องการว่าอยากมาซื้อสับปะรด แต่เพราะเธอยังไม่ได้ตัดเอาไว้ ทั้งเธอและเราจึงพากันขี่รถของตัวเองออกไปตามทางลูกรังที่ทอดไปยังไร่สับปะรดนั้น
    
          ห่างจากบ้านออกไปไม่ถึงร้อยเมตร เราก็เห็นกอสับปะรดอยู่เบื้องหน้า มันแทรกตัวอยู่ท่ามกลางไร่มันสำปะหลังของเพื่อนบ้านเธอ แต่เธอบอกว่า ไม่ใช่แปลงนี้ ต้องขี่รถเข้าไปตามทางต่อไปอีก ลัดเลาะไปอีกอึดใจเดียว ทุกคนก็ขี่รถเข้าไปจอดชิดแถวกอสับปะรดที่กำลังมีลูกโตสุกเหลืองอยู่กลางกอราวเกสรดอกไม้ขนาดยักษ์ บ้างก็ยังมีสีเขียว บ้างมีขนาดเล็ก และบ้างก็เน่าไปแล้วทั้งลูกแต่ยังคงติดอยู่กับกอแบบนั้น และนั่นคือส่วนหนึ่งของกอสับปะรดอันละลานตาในพื้นที่ทั้งเจ็ดไร่ ซึ่งเธอตัดสินใจปลูกตามคำแนะนำของน้องชายโดยที่คู่ชีวิตก็เห็นดีด้วยเมื่อสองปีก่อน
      
          กอสับปะรดที่มีรูปทรงคล้ายกอพลับพลึง แต่ใบแข็งกว่า หนากว่า และมีหนามเล็กๆ ตามริมขอบใบเรียงชิดกันไปแทบไม่มีช่องว่างให้คนเดิน แต่เธอก็เดินฝ่าเข้าไปด้วยอาศัยกางเกงขายาวผ้าเนื้อหนาที่สวมทับชุดธรรมดาอีกชั้นหนึ่ง และใส่ถุงมือกับรองเท้าบู๊ท พร้อมถือมีดสแตนเลสยาวประมาณหนึ่งฟุต โดยมีถุงปุ๋ยใบใหญ่ที่ตัดเป็นทรงย่ามสะพายไหล่
    
          เธอเลือกตัดสับปะรดเหล่านั้นทีละลูกแล้วหย่อนลงถุงย่ามที่สะพายอยู่ เมื่อเต็มถุงก็เดินตัวเอียงออกมาหาเราที่ยืนรออยู่ริมทางและช่วยเธอยกไปชั่งน้ำหนักบนตราชั่งที่ยกใส่รถพ่วงเข้ามาด้วย แต่ละครั้งที่เธอสะพายออกมา คือสับปะรดหลายลูกที่หนักรวมกันไม่ต่ำกว่าสิบห้ากิโลกรัม หนหนึ่งเธอชูลูกที่มีรอยตำหนิคล้ายโพรงสีดำเล็กๆ บนผิว แล้วใช้มีดเฉือนเปลือกออกพร้อมตาสับปะรดจนเหลือแต่แท่งเนื้อสับปะรดสีเหลืองใส เธอส่งให้ฉันชิมรสชาติของมัน ฉันส่งต่อให้แม่ และในที่สุด ฉันก็ได้ชิมรสหวานอร่อยแบบอุ่นๆ ของมัน เพราะความที่แดดแผดจัดตลอดทั้งวัน  
    
          อันที่จริง รถพ่วงของเราน่าจะบรรทุกสับปะรดได้สักร้อยสามสิบกิโล แต่ยามเย็นก็ล่วงเลยไปเรื่อยๆ ขณะที่ฉันจะต้องเดินทางกลับบ้านไปอีกตำบลหนึ่งซึ่งห่างจากบ้านแม่ไปอีกสิบสามกิโลเมตร และเจ้าของไร่ก็ถูกเพื่อนโทรมาตามให้ไปร่วมงานศพของคนในหมู่บ้าน เราจึงซื้อเธอเพียงเจ็ดสิบกิโลกรัม โดยที่เธอให้ถุงปุ๋ยเก่าๆ วางรองพื้นมาในกระบะพ่วงด้วย
    
          เธอขายให้เรากิโลละแปดบาท แล้วยังแถมลูกโตที่สุกเหลืองมาด้วยอีกหนึ่งลูก ไม่นับที่ลงไปวางเรียงกันในกระบะรถพ่วงซึ่งเธอชั่งให้เรามาแบบตัดเศษออกทุกครั้ง ผู้ชายร่างใหญ่พุงพลุ้ย ผมขาวโพลน ขี่จักรยานยนต์เข้ามาถึงพอดีตอนที่แม่นับเงินส่งให้เธอห้าร้อยหกสิบบาท เขาคือคู่ชีวิตของเธอที่อยู่ร่วมกันมาจนลูกสาวคนเล็กอายุได้ยี่สิบปี
      
           ก่อนแยกกัน ฉันหันไปส่งยิ้มให้เธออีกครั้ง เธอหยุดรถ ขณะที่ฝ่ายชายล่วงหน้าไปก่อนแล้ว รอยยิ้มตอบของเธอไม่ต่างจากหนแรกที่เราพบกัน ฉันนึกถึงคำพูดของเธอตอนที่เข้าไปเก็บสับปะรด
    
           “ลูกฉันสามคนจ้ะ เขาทำงานอยู่ไกล” เธอพูดแค่นั้น

          ฉันถามว่า ลูกรู้ไหมว่าสับปะรดของแม่สุกแล้ว เธอตอบด้วยรอยยิ้มในแบบเดิมว่า ลูกสาวคนเล็กก็ยังอยู่ด้วยกันที่บ้าน และออกไปทำงานทุกวัน
    
          “ลูกสาวคนเล็กจบมอหกแล้วก็ไปเข้าโรงงาน”  เธอตอบ
    
         ขากลับ ฉันมองดูสับปะรดที่ถูกเรียงไว้ในกระบะพ่วง ลูกเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ขนาดลูกละสามกิโลกรัมก็มี ส่วนใหญ่ตาจะออกสีเหลือง น้อยบ้าง มากบ้างคละกันไป นึกถึงคำพูดที่แม่รับฟังจากความอัดอั้นของผู้หญิงคนนี้เมื่อวันก่อน
    
          “เค้าเล่าว่าปลูกไว้เจ็ดไร่ มันกำลังทยอยสุก แล้วตัวคนเดียว ตัดเอง ขนออกมาเอง ผัวก็ไม่สนใจ ได้เงินมาก็กินแต่เหล้า ลงทุนไปไม่รู้เท่าไหร่ นี่บอกว่าไงรู้มั้ย ‘ป้าเอย เดี๋ยวฉันจะต้องฟันทิ้งให้หมด’...ก็ไม่มีคนช่วย ลูกก็ไปทำงานที่อื่น” แม่เล่าด้วยน้ำเสียงแห้งๆ
    
         เนื้อสับปะรดชุ่มน้ำหวานน่าชื่นใจยามที่ได้ลิ้มรสทำให้แม่กับฉันไม่อาจนิ่งเฉย เราพากันโทรศัพท์กระจายข่าวเพื่อแนะนำให้คนไปช่วยซื้อมาขาย ทั้งน้าสะใภ้ที่ขายปลาทู ลูกพี่ลูกน้องของแม่ที่เป็นแม่ค่าเร่ในตลาดนัด และน้องสาวของแม่อีกคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากไร่สับปะรดแห่งนั้น
    
          โอกาสนี้เอง เรื่องใหม่ที่ฉันได้เรียนรู้ก็คือ ห้างสรรพสินค้าที่คนรู้จักดีและมาตั้งสาขาอยู่ที่ตลาดในเขตเทศบาลของอำเภอเราไม่ได้มีนโยบายรับสินค้าท้องถิ่นเข้าไปวางขาย ผักและผลไม้สดในห้องปรับอากาศที่รอให้คนเข้าไปเดินชมและเลือกซื้อนั้นล้วนมาจากแหล่งอื่น
    
           ฉันนึกถึงใบหน้ากร้านแดดของพี่ผู้หญิงคนปลูกสับปะรด รอยยิ้มเศร้าของเธอ นึกถึงลูกสาวที่เดินเข้าไปตอกบัตรทำงานในโรงงาน และภาพเธอกระเตงถุงย่ามเพื่อขนสับปะรดออกมาให้เราโดยไม่มีคนช่วยแล้วรู้สึกสะท้อนใจอย่างบอกไม่ถูก

           เมื่อกลับออกมาจากไร่สับปะรดเย็นวันนี้ สิ่งที่ฉันและแม่ตั้งใจไว้ก็คือ เราจะไปซื้อสับปะรดของเธอมาวางขายที่หน้าบ้าน กับซื้อไปถวายวัดสำหรับพระ เณร และผู้ร่วมถือศีลงานปริวาสกรรมในสัปดาห์วันวิสาขบูชาที่กำลังจะมาถึงเร็วๆ นี้ด้วย

                                                                     .........................................................


(พฤษภาคม 2561)

ขออภัยอีกครั้งค่ะที่ล่าช้าจนข้ามวันมาจนได้  
และขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านและให้ความเห็นอันเป็นกำลังใจสำหรับผู้เขียนค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่