อุบลราชธานีเป็นสถานที่ที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะไปเที่ยวมาก่อน เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับจังหวัดนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ที่เคยได้ยินผ่านๆหูก็มีแค่สามพันโบกเท่านั้น
ทริปนี้เป็นทริป 4 คืน 4 วัน เราไปด้วยกันทั้งหมด 6 คน เริ่มจากการที่พวกเราจะต้องเปลี่ยนสถานที่ท่องเที่ยวอย่างกระทันหัน ทุกคนจึงรีบหาข้อมูลว่าที่ไหนน่าสนใจ จนกระทั่งเพื่อนคนนึงไปเจอรูปสามพันโบก เราจึงตกลงกันว่าเอาที่นี่แหละ อุบลเลย !
จากรู้จักแค่สามพันโบก เราจึงต้องเริ่มหาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับจังหวัดอุบลมากขึ้น จึงได้รุ้ว่า จริงๆแล้วอุบลก็มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมากเหมือนกัน ซึ่งจุดประสงค์ของทริปนี้ ก็คือ การท่องเที่ยวแบบ “Low price High experience” ขาไปเราจึงเลือกเดินทางด้วยรถไฟ และนั่งรถทัวร์ตอนกลับ ส่วนตลอดการเที่ยวในอุบลฯ เราวางแผนว่าจะใช้รถสาธารณะ แต่เมื่อได้ลองหาข้อมูล ก็พบว่า จ.อุบล รถสาธารณะน้อยมาก เนื่องจากไม่ใช่จังหวัดท่องเที่ยว คนส่วนมากที่มาจะนำรถส่วนตัวมา เราจึงต้องหายืมรถ โชคดีที่มีเพื่อนอยู่ที่อุบลฯ จึงยืมรถเพื่อนมาใช้ตลอดทริป
การเดินทาง
เราออกเดินทางกันในคืนที่ 21 มีนาคม เริ่มจากการที่เรานัดเจอกันที่หัวลำโพงตอน 1 ทุ่ม เพื่อเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง จนกระทั่งเวลาใกล้เวลารถออก เราจึงเดินไปขึ้นรถไฟขบวนที่ 23 ซึ่งเป็นรถไฟสายกรุงเทพ-อุบลราชธานี โดยรถไฟจะออกจากชานชาลา ในเวลา20.30 น. และจะถึงปลายทาง จ.อุบลราชธานี เช้าวันที่ 22 มีนาคม 06.35 น. ได้นอนยาวๆหนึ่งตื่นก็ถึงอุบลราชธานีเลย
รถไฟขบวนใหม่ดีมาก ทุกเตียงมีความเป็นส่วนตัว ในเรื่องของความสะอาดก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง รถไฟออกไปได้สักพักพนักงานก็มาปูเตียงให้เสร็จเรียบร้อย เป็นไงคะะ น่านอนสุด ๆ ไปเลย ใครจะเดินทางระยะยาวแนะนำขบวนนี้เลยค่าา

ไม่พูดพร่ำทำเพลงค่ะ ได้เวลาละครมา กระโดดลงที่นอนจับคู่ดูออเจ้าทันที ยอมเสียสละ 4G เพื่อละครออนไลน์กันเลยทีเดียว555555

บนรถไฟจะมีตู้เสบียงอยู่ที่ตู้แรกของขบวนรถ จะมีทั้งเมนูของคาว เครื่องดื่มให้ได้เลือกกิน โดยตู้เสบียงจะมี wifi ให้บริการฟรี แต่ตรงนี้ไม่สามารถดู youtube หรือหนังต่าง ๆ ได้ค่ะ

นอนหลับยาวจนประมาณ 6โมงเช้า เราก็เกือบถึงอุบลราชธานีกันแล้ว ถือว่าเป็นการเดินทางที่สบายมาก ได้พักผ่อนกันแบบเต็มที่ พร้อมเที่ยวได้เลย เป็นการขึ้นรถไฟครั้งแรกที่ประทับใจมากกกกก 10 ชั่วโมงบนรถไฟผ่านไปไวเหมือนโกหก ไม่มีปวดหลังปวดตูด ถ้ามีโอกาสไม่พลาดที่จะนั่งอีกแน่นอนค่ะ
เมื่อไปถึงสถานีรถไฟอุบลฯ เราต้องนั่งสองแถวเพื่อไปเอารถในตัวเมือง ย่านอุบลสแควร์ที่แม่เพื่อนฝากรถไว้ให้ยืมใช้ ลุงให้เหมารถสองแถวในราคา 180 บาท ส่งถึงที่เลย อากาศตอนเช้าวันนี้เย็นสบายมาก ไม่ร้อนเหมือนหลายวันที่ผ่านมา ทำให้ไม่เหงื่อท่วมซะก่อน
เมื่อได้รถมาแล้ว เราก็พร้อมลุย!

จุดหมายแรกของเราในวันนี้ก็คือ ด่านชายแดนช่องเม็ก แต่เนื่องจากเพื่อนๆทุกคนหิวมาก เราจึงต้องหาอะไรทานกันก่อน ร้านที่เราเลือกก็คือ ร้านสามชัยกาแฟ เป็นร้านอาหารเช้าที่นิยมในจังหวัดอุบล ในร้านมีเมนูหลากหลายให้เลือกกิน เมนูที่จะพลาดไม่ได้เลยก็คือ ไข่กะทะ และ หมูยอนึ่ง เป็นสิ่งที่ขึ้นชื่อมากของที่นี่ แล้วเราก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ ในส่วนของเมนูเครื่องดื่มเราว่าออกหวานไปหน่อย ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ค่ะ สำหรับค่าเสียหายมื้อนี้เราหมดไป 435 บาท กินอิ่มแล้วก็ลุยกันยาวๆเลยยยย
ด่านชายแดนช่องเม็ก ตั้งอยู่ที่ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี โดยจะเชื่อมกับแขวงจำปาสัก จ.ปากเซ ลาวใต้ เมื่อไปถึงเราจะต้องไปทำบัตรผ่านแดนชั่วคราวเสียก่อน จึงจะข้ามไปได้ โดยการทำบัตรผ่านแดนชั่วคราวใช้เพียงบัตรประชาชนจริงเท่านั้น โดยสถานที่ทำบัตรผ่านแดนชั่วคราวจะอยู่ก่อนถึงด่านช่องเม็กเล็กน้อย หากหาไม่เจอสามารถถามคนแถวนั้นได้เลย โดยจะเสียค่าธรรมเนียมในการเหยียบแดนคนละ 30 บาท เมื่อได้รับหนังสือผ่านแดนชั่วคราวเรียบร้อย ก่อนข้ามไปจะมีด่านตรวจเอกสารของไทย เมื่อเดินลอดอุโมงค์ใต้ดินไปแล้วก็จะเจอพบทางออกประเทศไทย

ป้ายบอกว่า ทางออกไปไทย

เมื่อข้ามไปฝั่งลาวสิ่งแรกที่เจอ ก็คือ บรรยากาศ 2 ข้างทาง เราจะพบเจอชาวบ้านเอาวัวออกมาหาหญ้ากินตามริมทาง ทำให้ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติไปอีก 1 ขั้น555555 ด่านช่องเม็กก็จะมีร้านค้าปลอดภาษี ขายเหล้า ผลไม้อบแห้ง ต่าง ๆ ซึ่งสามารถซื้อกลับมายังประเทศไทยได้ แต่สินค้าบางชนิดก็เป็นสินค้าต้องห้าม อย่างเช่น สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ อาวุธ พันธ์ุพืช สัตว์ป่า และซากสัตว์ อีกทั้งภายในตลาดก็มีจะขายของป่า เช่น กบ เขียด กิ้งก่า รังผึ้ง หนังควาย ต่าง ๆ สิ่งที่เห็นได้มากที่สุดในตลาดนี้ ก็คือ ผ้าซิ่น จะมีขายอยู่หลาย ๆร้านเลย

หลังจากเที่ยวช่องเม็กเรียบร้อย เราก็ตรงดิ่งไปที่ อ.โขงเจียม เพราะจุดหมายต่อไปของเราก็คือ แม่น้ำสองสี และ วัดถ้ำคูหาสวรรค์ เราจึงแวะกินข้าวกันที่ครัวไทตั้น อ.โขงเจียม ซึ่งเป็นร้านอาหารตามสั่ง เพื่อเติมพลังก่อนลุยต่อ

แม่น้ำสองสี

และแล้วเราก็มาถึงแม่น้ำสองสี หลังจากที่ขับรถหลงมาสักพัก แม่น้ำสองสีเป็นที่ท่องเที่ยวสำคัญของ อ.โขงเจียม เป็นบริเวณที่แม่น้ำสองสายมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำโขงสีปูน แม่น้ำมูลสีคราม ซึ่งช่วงที่เราไป (มีนาคม) จะยังเห็นความแตกต่างไม่ค่อยชัดนัก แม่น้ำสองสีจะเห็นได้ชัดในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งก็จะมีบริการล่องเรือให้ชมทัศนียภาพของสองฝั่งแม่น้ำ ไทย-ลาวอีกด้วย หรือจะล่องเรือข้ามไปซื้อของฝั่งลาวก็ได้เช่นกัน ซึ่งราคาล่องเรือชมแม่น้ำสองสีจะอยู่ที่ 600 บาท (แต่เราต่อรองมาได้ในราคา 500 บาท) การล่องเรือชมแม่น้ำสองสีนี้ ทำให้ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำ ริมตลิ่งจะทำการเกษตร และส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพประมง

หลังจากนั่งเรือชมเพลิน ๆ เมื่อขึ้นฝั่งเราก็รีบไปต่อกันที่วัดถ้ำคูหาสวรรค์ จุดเด่นของวัดนี้ ก็คือ มีฆ้องที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตอนแรกที่เราหาข้อมูลก่อนมาวัดนี้ เราก็คิดว่าคงไม่เท่าไหร่ แต่พอมาเจอของจริง คือฆ้องใหญ่มากกก ใหญ่ชนิดที่ว่าต้องถอยออกมาไกล ๆ เพื่อให้มองแล้วไม่ปวดคอ
สถานที่สุดท้ายสำหรับวันนี้ ก็คือ วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว นิยมเรียกกันในชื่อว่า วัดเรืองแสง ที่นี่ถือว่าเป็น วัด Unseen ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ใครมาอุบลจะพลาดวัดนี้ไม่ได้เด็ดขาด จุดเด่นของวัดนี้ก็คือ การได้มาชมภาพเรืองแสงเป็นสีเขียวของของต้นกัลปพฤกษ์ที่เป็นจิตรกรรมที่อยู่บนผนังด้านหลังของอุโบสถในยามค่ำคืน เราไปถึงวัดตั้งแต่ช่วง 5 โมง รอจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อชมภาพเรืองแสง ในช่วงนี้คนจะเยอะมาก ๆ แต่ภาพที่ได้เห็นก็ทำให้รู้สึกคุ้มค่ามากเช่นกัน เพราะยิ่งมืด ภาพต้นไม้เรืองแสงยิ่งชัดเจน สวยงามมาก ๆ ค่ะ

หลังจากเที่ยวกันมาทั้งวัน ก็ถึงเวลากลับไปนอนพักเอาแรงสำหรับวันพรุ่งนี้ คืนนี้เรานอนที่ พีรดา ริเวอร์วิว รีสอร์ท ตั้งอยู่ที่ อ.โขงเจียม รีสอร์ทนี้อยู่ติดริมแม่น้ำโขง เราจึงมองเห็นวิวแม่น้ำได้จากหน้าบ้านเลย บ้านพักที่เราเลือกเป็นบ้านพักแบบครอบครัว มี 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ และ 1 ห้องนั่งเล่น ทุกห้องจะมีทีวีแยกให้เลย คืนนี้เราเลยได้ดูละครแบบไม่ติดขัดเลย
[CR] ใครไม่บน อุบล เที่ยวอุบลแบบคนคูลๆ !
อุบลราชธานีเป็นสถานที่ที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะไปเที่ยวมาก่อน เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับจังหวัดนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ที่เคยได้ยินผ่านๆหูก็มีแค่สามพันโบกเท่านั้น
ทริปนี้เป็นทริป 4 คืน 4 วัน เราไปด้วยกันทั้งหมด 6 คน เริ่มจากการที่พวกเราจะต้องเปลี่ยนสถานที่ท่องเที่ยวอย่างกระทันหัน ทุกคนจึงรีบหาข้อมูลว่าที่ไหนน่าสนใจ จนกระทั่งเพื่อนคนนึงไปเจอรูปสามพันโบก เราจึงตกลงกันว่าเอาที่นี่แหละ อุบลเลย !
จากรู้จักแค่สามพันโบก เราจึงต้องเริ่มหาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับจังหวัดอุบลมากขึ้น จึงได้รุ้ว่า จริงๆแล้วอุบลก็มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมากเหมือนกัน ซึ่งจุดประสงค์ของทริปนี้ ก็คือ การท่องเที่ยวแบบ “Low price High experience” ขาไปเราจึงเลือกเดินทางด้วยรถไฟ และนั่งรถทัวร์ตอนกลับ ส่วนตลอดการเที่ยวในอุบลฯ เราวางแผนว่าจะใช้รถสาธารณะ แต่เมื่อได้ลองหาข้อมูล ก็พบว่า จ.อุบล รถสาธารณะน้อยมาก เนื่องจากไม่ใช่จังหวัดท่องเที่ยว คนส่วนมากที่มาจะนำรถส่วนตัวมา เราจึงต้องหายืมรถ โชคดีที่มีเพื่อนอยู่ที่อุบลฯ จึงยืมรถเพื่อนมาใช้ตลอดทริป
การเดินทาง
เราออกเดินทางกันในคืนที่ 21 มีนาคม เริ่มจากการที่เรานัดเจอกันที่หัวลำโพงตอน 1 ทุ่ม เพื่อเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง จนกระทั่งเวลาใกล้เวลารถออก เราจึงเดินไปขึ้นรถไฟขบวนที่ 23 ซึ่งเป็นรถไฟสายกรุงเทพ-อุบลราชธานี โดยรถไฟจะออกจากชานชาลา ในเวลา20.30 น. และจะถึงปลายทาง จ.อุบลราชธานี เช้าวันที่ 22 มีนาคม 06.35 น. ได้นอนยาวๆหนึ่งตื่นก็ถึงอุบลราชธานีเลย
รถไฟขบวนใหม่ดีมาก ทุกเตียงมีความเป็นส่วนตัว ในเรื่องของความสะอาดก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง รถไฟออกไปได้สักพักพนักงานก็มาปูเตียงให้เสร็จเรียบร้อย เป็นไงคะะ น่านอนสุด ๆ ไปเลย ใครจะเดินทางระยะยาวแนะนำขบวนนี้เลยค่าา
ไม่พูดพร่ำทำเพลงค่ะ ได้เวลาละครมา กระโดดลงที่นอนจับคู่ดูออเจ้าทันที ยอมเสียสละ 4G เพื่อละครออนไลน์กันเลยทีเดียว555555
บนรถไฟจะมีตู้เสบียงอยู่ที่ตู้แรกของขบวนรถ จะมีทั้งเมนูของคาว เครื่องดื่มให้ได้เลือกกิน โดยตู้เสบียงจะมี wifi ให้บริการฟรี แต่ตรงนี้ไม่สามารถดู youtube หรือหนังต่าง ๆ ได้ค่ะ
เมื่อไปถึงสถานีรถไฟอุบลฯ เราต้องนั่งสองแถวเพื่อไปเอารถในตัวเมือง ย่านอุบลสแควร์ที่แม่เพื่อนฝากรถไว้ให้ยืมใช้ ลุงให้เหมารถสองแถวในราคา 180 บาท ส่งถึงที่เลย อากาศตอนเช้าวันนี้เย็นสบายมาก ไม่ร้อนเหมือนหลายวันที่ผ่านมา ทำให้ไม่เหงื่อท่วมซะก่อน
เมื่อได้รถมาแล้ว เราก็พร้อมลุย!
จุดหมายแรกของเราในวันนี้ก็คือ ด่านชายแดนช่องเม็ก แต่เนื่องจากเพื่อนๆทุกคนหิวมาก เราจึงต้องหาอะไรทานกันก่อน ร้านที่เราเลือกก็คือ ร้านสามชัยกาแฟ เป็นร้านอาหารเช้าที่นิยมในจังหวัดอุบล ในร้านมีเมนูหลากหลายให้เลือกกิน เมนูที่จะพลาดไม่ได้เลยก็คือ ไข่กะทะ และ หมูยอนึ่ง เป็นสิ่งที่ขึ้นชื่อมากของที่นี่ แล้วเราก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ ในส่วนของเมนูเครื่องดื่มเราว่าออกหวานไปหน่อย ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ค่ะ สำหรับค่าเสียหายมื้อนี้เราหมดไป 435 บาท กินอิ่มแล้วก็ลุยกันยาวๆเลยยยย
ด่านชายแดนช่องเม็ก ตั้งอยู่ที่ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี โดยจะเชื่อมกับแขวงจำปาสัก จ.ปากเซ ลาวใต้ เมื่อไปถึงเราจะต้องไปทำบัตรผ่านแดนชั่วคราวเสียก่อน จึงจะข้ามไปได้ โดยการทำบัตรผ่านแดนชั่วคราวใช้เพียงบัตรประชาชนจริงเท่านั้น โดยสถานที่ทำบัตรผ่านแดนชั่วคราวจะอยู่ก่อนถึงด่านช่องเม็กเล็กน้อย หากหาไม่เจอสามารถถามคนแถวนั้นได้เลย โดยจะเสียค่าธรรมเนียมในการเหยียบแดนคนละ 30 บาท เมื่อได้รับหนังสือผ่านแดนชั่วคราวเรียบร้อย ก่อนข้ามไปจะมีด่านตรวจเอกสารของไทย เมื่อเดินลอดอุโมงค์ใต้ดินไปแล้วก็จะเจอพบทางออกประเทศไทย
ป้ายบอกว่า ทางออกไปไทย
เมื่อข้ามไปฝั่งลาวสิ่งแรกที่เจอ ก็คือ บรรยากาศ 2 ข้างทาง เราจะพบเจอชาวบ้านเอาวัวออกมาหาหญ้ากินตามริมทาง ทำให้ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติไปอีก 1 ขั้น555555 ด่านช่องเม็กก็จะมีร้านค้าปลอดภาษี ขายเหล้า ผลไม้อบแห้ง ต่าง ๆ ซึ่งสามารถซื้อกลับมายังประเทศไทยได้ แต่สินค้าบางชนิดก็เป็นสินค้าต้องห้าม อย่างเช่น สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ อาวุธ พันธ์ุพืช สัตว์ป่า และซากสัตว์ อีกทั้งภายในตลาดก็มีจะขายของป่า เช่น กบ เขียด กิ้งก่า รังผึ้ง หนังควาย ต่าง ๆ สิ่งที่เห็นได้มากที่สุดในตลาดนี้ ก็คือ ผ้าซิ่น จะมีขายอยู่หลาย ๆร้านเลย
หลังจากเที่ยวช่องเม็กเรียบร้อย เราก็ตรงดิ่งไปที่ อ.โขงเจียม เพราะจุดหมายต่อไปของเราก็คือ แม่น้ำสองสี และ วัดถ้ำคูหาสวรรค์ เราจึงแวะกินข้าวกันที่ครัวไทตั้น อ.โขงเจียม ซึ่งเป็นร้านอาหารตามสั่ง เพื่อเติมพลังก่อนลุยต่อ
แม่น้ำสองสี
และแล้วเราก็มาถึงแม่น้ำสองสี หลังจากที่ขับรถหลงมาสักพัก แม่น้ำสองสีเป็นที่ท่องเที่ยวสำคัญของ อ.โขงเจียม เป็นบริเวณที่แม่น้ำสองสายมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำโขงสีปูน แม่น้ำมูลสีคราม ซึ่งช่วงที่เราไป (มีนาคม) จะยังเห็นความแตกต่างไม่ค่อยชัดนัก แม่น้ำสองสีจะเห็นได้ชัดในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งก็จะมีบริการล่องเรือให้ชมทัศนียภาพของสองฝั่งแม่น้ำ ไทย-ลาวอีกด้วย หรือจะล่องเรือข้ามไปซื้อของฝั่งลาวก็ได้เช่นกัน ซึ่งราคาล่องเรือชมแม่น้ำสองสีจะอยู่ที่ 600 บาท (แต่เราต่อรองมาได้ในราคา 500 บาท) การล่องเรือชมแม่น้ำสองสีนี้ ทำให้ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำ ริมตลิ่งจะทำการเกษตร และส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพประมง
หลังจากนั่งเรือชมเพลิน ๆ เมื่อขึ้นฝั่งเราก็รีบไปต่อกันที่วัดถ้ำคูหาสวรรค์ จุดเด่นของวัดนี้ ก็คือ มีฆ้องที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตอนแรกที่เราหาข้อมูลก่อนมาวัดนี้ เราก็คิดว่าคงไม่เท่าไหร่ แต่พอมาเจอของจริง คือฆ้องใหญ่มากกก ใหญ่ชนิดที่ว่าต้องถอยออกมาไกล ๆ เพื่อให้มองแล้วไม่ปวดคอ
สถานที่สุดท้ายสำหรับวันนี้ ก็คือ วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว นิยมเรียกกันในชื่อว่า วัดเรืองแสง ที่นี่ถือว่าเป็น วัด Unseen ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ใครมาอุบลจะพลาดวัดนี้ไม่ได้เด็ดขาด จุดเด่นของวัดนี้ก็คือ การได้มาชมภาพเรืองแสงเป็นสีเขียวของของต้นกัลปพฤกษ์ที่เป็นจิตรกรรมที่อยู่บนผนังด้านหลังของอุโบสถในยามค่ำคืน เราไปถึงวัดตั้งแต่ช่วง 5 โมง รอจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อชมภาพเรืองแสง ในช่วงนี้คนจะเยอะมาก ๆ แต่ภาพที่ได้เห็นก็ทำให้รู้สึกคุ้มค่ามากเช่นกัน เพราะยิ่งมืด ภาพต้นไม้เรืองแสงยิ่งชัดเจน สวยงามมาก ๆ ค่ะ
หลังจากเที่ยวกันมาทั้งวัน ก็ถึงเวลากลับไปนอนพักเอาแรงสำหรับวันพรุ่งนี้ คืนนี้เรานอนที่ พีรดา ริเวอร์วิว รีสอร์ท ตั้งอยู่ที่ อ.โขงเจียม รีสอร์ทนี้อยู่ติดริมแม่น้ำโขง เราจึงมองเห็นวิวแม่น้ำได้จากหน้าบ้านเลย บ้านพักที่เราเลือกเป็นบ้านพักแบบครอบครัว มี 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ และ 1 ห้องนั่งเล่น ทุกห้องจะมีทีวีแยกให้เลย คืนนี้เราเลยได้ดูละครแบบไม่ติดขัดเลย