บุญคุณ หรือ ผลประโยชน์ ?! คิดอย่างไรกับการทุ่มเททั้งเงินทั้งชีวิตให้ครอบครัวจนตัวเองเอาตัวไม่รอดกันคะ !!!

สวัสดีค่ะทุกคน เม่าหอยทาก

นี่เป็นกระทู้ที่สองของเรา ยังไม่ค่อยโปรการตั้งกระทู้มากนัก หากมีจุดไหนผิดพลาดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยนะคะ จุ๊บๆ จุ๊บๆ

ก่อนอื่นเลย เราจะขอเล่า Story ตัวเองก่อนแล้วกันนะคะ (อาจดราม่าสักหน่อย ร้องไห้ )

เริ่มละนะ เม่าตกอับ

เราอยู่กับญาติฝั่งแม่ตั้งแต่ ป. 4 ค่ะ เพราะทางแม่ของเรามีฐานะลำบากแม่ต้องไปเป็นแรงงานอยู่ต่างจังหวัด ส่วนพ่อหย่ากับแม่ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันค่ะ เลยทำให้ชีวิตเราจากที่ต้องหาเช้ากินค่ำ กลับกลายเป็นสบายขึ้นได้เพราะญาติฝั่งแม่เนี้ยแหละค่ะที่แม่ฝากเราไว้ระหว่างที่ไปทำงานโรงงาน เพราะว่าฐานะทางบ้านญาติคนนี้ดีที่สุดในตระกูลแล้ว ความพร้อมที่จะเลี้ยงดูมันมากกว่าที่แม่เราเป็นอยู่ตอนนั้น ญาติท่านทำงานราชการ ลูกๆของญาติก็เรียนจบปริญญามีงานดีๆทำกันหมด แต่เราก็ไม่ได้อยู่บ้านญาติท่านฟรีๆค่ะ แม่เราก็ส่งเงินมาให้เป็นค่าเลี้ยงดูทุกเดือน มีน้อยบ้างมากบ้างตามกำลังของผู้หญิงคนนึงนะคะ บวกกับพ่อให้เงินที่ปล่อยเช่าบ้านอีก แต่คุณพ่อเราตั้งแต่หย่ากับแม่ทางญาติก็ไม่ให้ติดต่อกันจนเราโต(แต่ญาติเรารับเงินจากพ่อเฉย?!) ท่านกีดกันทุกอย่างพ่อมาหาที่โรงเรียนก็ไม่ให้เจอแล้วสอนให้เราเกลียดพ่อค่ะ แต่พอได้เจอพ่อตอนมหาลัยแล้วได้คุยกับพ่อก็เข้าใจกัน ซึ่งโดยรวมๆชีวิตเราก็เหมือนจะดีเลยแหละ มีที่อยู่สบาย มีอาหาร 3 มื้อไม่ต้องอด แล้วก็ได้เรียนต่อตามที่ฝันค่ะ ด้วยความที่เราหัวอ่อนพอควร แต่ไม่กล้าพูดว่าเราเป็นเด็กดีนะคะ ก็คนธรรมดา แต่เรารู้อยู่แก่ใจว่าเราเป็นคนมาขออาศัยมากกว่า เลยยอมที่บ้านทุกอย่าง ท่านให้ทำอะไรก็ทำ ไม่เคยขอเรียกร้องเอาอะไรของใช้ต่างๆเราก็ได้ตกทอดมาหมดไม่เคยขอให้ซื้อใหม่ให้ ท่านอยากให้เรียนอะไรก็เรียน ค่าเล่าเรียนก็ไม่เคยให้ต้องลำบากท่านเราก็สอบชิงทุนบ้าง ทำงานพาทไทม์บ้างเพื่อมาจ่ายค่าเรียนเองจนจบปริญญาตรี จนปัจจุบันเราได้ทำงานในบริษัทเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งเงินเดือน start ที่ 20K ต้นๆเราก็เลยพอหายใจหายคอกับการที่ต้องรับผิดชอบค่าเรียนและค่าใช้จ่ายของที่บ้านที่เราช่วยบางส่วนไปได้บ้างค่ะ ตามที่เล่ามาดูไม่มีอะไรจะให้ดราม่าเลยใช่ไม๊ค่ะ แต่!!!! ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ค่ะ.....

Intro นานไปขออภัยค่ะ เจ้าคิกคัก

เราก็เริ่มทำงานมาได้ไม่กี่ปีวิถีมนุษย์เงินเดือนอย่างเราก็ลำบากใช้ได้ค่ะเราก็แบ่งให้ที่บ้าน 50% ของเงินเดือน (ให้ที่บ้านใช้และค่าผ่อนบ้านที่อยู่กับญาติบลาๆ) แล้วที่เหลือเราก็เอาไว้เก็บและใช้จ่ายส่วนตัว ซึ่งเหมือนจะพอใช้นะคะแต่ไม่เลย เพราะที่บ้านท่านขอเพิ่มตลอด ขอให้เราเลี้ยงอาหารมื้อละหลายพันบ้าง ซื้อของแพงๆให้บ้าง เราก็อะยอมมาตลอด จนแต่ละเดือนเฉลี่ยแล้วเรามีเงินใช้ส่วนตัวจริงๆตกวันละ ไม่ถึง 100 บาทต่อวันเองร้องไห้ จนเราก็ต้องทำงานเพิ่มวันเสาร์อาทิตย์ ร่างกายเราก็ไม่ไหวทำงานเยอะๆก็ป่วยบ่อยอีก บางเดือนต้องยอมรับความช่วยเหลือจากแฟนในบางเดือนค่ะ

เต่าเอือม

แล้วมันมาเริ่มมีประเด็นก็เมื่อตอนที่คุณแม่เราเสียแล้วคุณแม่มีมรดกเป็นบ้าน หลังเล็กๆนอกเมืองที่นึงกู้เงินมาสร้างไว้ ที่พ่อเป็นคนดูแลบ้านหลังนี้และปล่อยเช่าส่งเงินให้ทางญาติเราเดือนละประมาณ 5000 บาท ซึ่งเราตกลงกับพ่อว่าขายบ้านหลังนี้ให้เราได้ทำทุน พอหักลบกลบหนี้ที่กู้บ้านนั้นมา พ่อยกเงินค่าบ้านทั้งหมดให้เรา จำนวนนึงซึ่งก็ไม่ได้มากอะไรแค่หลักแสนต้นๆแต่มันมาช่วยต่อชีวิตเราที่เจอปัญหาเดือนชนเดือนพอดิบพอดี พอที่บ้านรู้เท่านั้นล่ะ คำแรกที่พูดกับเราหลังจากได้เงินมาก็คือ "มีเงินแล้วอะ ก็พูดตรงๆเลยนะว่าเราจะให้เงินที่บ้านเท่าไหร่" เราก็บอกไปตามตรง แล้วก็บอกแผนการว่าอยากให้เงินที่บ้านสักก้อนนึงให้ใช้เวลาญาติป่วยไข้ ท่านก็บอกว่า "ตอนนี้อะที่บ้านมีหนี้อยู่หลายแสนเพราะญาติคนนึงในบ้านไปสร้างหนี้เอาไว้ น้าจ่ายกันไม่ไหว เอาเงินที่ได้มาจ่ายหนี้ให้หน่อย"
เราก็เงียบไปไม่ถูกค่ะ แต่ใจเราตั้งใจไว้แล้วค่ะว่าจะให้ท่านอยู่แล้วที่ทำงานหนักมาทั้งหมดก็เพราะอยากช่วยท่านแล้วไม่อยากให้ท่านลำบากที่เอาเรามาอยู่ด้วย แต่มาบีบให้เราเอาเงินทั้งหมดไปใช้หนี้ให้ท่านเราก็รู้สึกไม่ดีเลยค่ะ เราบอกท่านแล้วนะว่าเราอยากเก็บเงินไว้ส่วนหนึ่งเรียนต่อเพราะทางบริษัทฯ จะให้เลื่อนตำแหน่งถ้าเรามีวุฒปริญญาโท เราขอเก็บไว้ส่วนนึงได้ไหม ท่านพูดว่า "ไม่ต้องเรียนมันหรอกคนจบมาสูงๆ จบไปก็ไปเป็นลูกน้องเขาอยู่ดีเอาเงินมาช่วยที่บ้าน เพราะเลี้ยงเรามามีค่าใช้จ่าย" เราไปไม่ถูกเลยจริงๆค่ะได้แต่น้ำตาคลอไม่ตอบอะไร แค่นี้ที่เป็นอยู่เราก็ไม่พอใช้แล้วเราอยากมีทุนไปต่อชีวิตและอนาคตเราบ้าง แต่เราก็ยอมช่วยล้างหนี้ให้ส่วนนึง แต่พอช่วยไม่ทั้งหมดก็ด่าก็ว่าเราเป็นคนอกตัญญู ที่บ้านลำบากไม่ยอมช่วย(เอาจริงๆก็รวยกันจะตาย?!) แถมแช่งเราอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ทำสงครามประสาทเหน็บเรื่องประเด็นนี้สารพัด รื้อกระเป๋าเงินบ้างล่ะ รื้อกล่องเก็บเงินไปใช้ไม่ขอบ้างล่ะ แล้วอีกหลายอย่างที่ท่านทำ เรารู้สึกแย่มากนะคะ นี่บุญคุณมันค้ำคอขนาดนี้เลยหรอ? นี่เราต้องทำขนาดไหนถึงเรียกได้ว่าเป็นคนกตัญญูต่อครอบครัวกันนะ? ในสมองคิดแบบนี้ตลอดเวลา ขนาดท่านเหลือข้าวไว้ให้ทานยังไม่กล้าทานเลยค่ะ กลัวนับเป็นบุญคุณ แล้วเราก็มีแฟนอยู่คนนึงกำลังจะแต่งงานกันค่ะ ที่บ้านก็เรียกสินสอดล้านนึงแล้วให้เหตุผลเดิมที่ว่า "เลี้ยงดูเรามามีค่าใช้จ่าย" ซึ่งแฟนเรายินดีให้สินสอดตามที่เรียกนะคะ แต่ว่าตามหลักแล้วการเรียกสินสอดคือการที่ฝ่ายหญิงขอดูหลักประกันว่าฝ่ายชายสามารถเลี้ยงลูกหลานเราได้ไม๊ แล้วแบ่งบางส่วนขอไว้เป็นค่าที่เลี้ยงดูเรามา อีกส่วนไว้ตั้งตัวสร้างครอบครัวใหม่ไม่ใช่หรอคะ? ตรงนี้ล่ะที่แฟนเรารับไม่ได้เลยที่ที่บ้านเอาแต่เงินเราไปหมดมันเหมือนขายเราเป็นสินค้าเลย พอเจอเรื่องนี้เข้าเยอะๆนี่ล่ะค่ะถึงได้เริ่มคิดว่า ชีวิตใหม่ที่ท่านมอบให้กับชีวิตต่อไปจากนี้ไปอันไหนมันควรนึกถึงกว่ากัน? เราก็รู้สึกนะคะว่าท่านรักไม่งั้นคงไม่เอาเรามาเลี้ยงหรอก แต่ก็ไม่เข้าใจว่ารักแบบไหนเหมือนกันค่ะ เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราคิดมันถูกหรือผิดหรอกนะคะ เราเลยอยากขอคำปรึกษาทุกๆคนว่ามีความคิดกับเรื่องนี้อย่างไร หรือมาแชร์ปัญหากันก็ได้นะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
เม่าโศก เม่าโศก เม่าโศก

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่