งานแต่งงานในฝัน หรือ กับดักหนี้สิน? เมื่อวันสำคัญวันเดียว ทำเงินเก็บที่สร้างมาหลายปีละลายหายไป

เรามักจะได้ยินประโยคคลาสสิกจากคนรอบตัวว่า "ครั้งเดียวในชีวิตนะ จัดให้มันดีๆ หน่อย หน้าตาพ่อแม่ทั้งนั้น" หรือ "ยอมจ่ายหน่อย ถ่ายรูปออกมาจะได้สวยๆ อวดคนอื่นได้" คำพูดเหล่านี้ทำให้คู่รักหลายคู่ที่กำลังอยู่ในวัยสร้างตัว เกิดความกดดันจนต้องยอมนำเงินเก็บทั้งหมดที่มี หรือร้ายแรงที่สุดคือการ "กู้เงินนอกระบบ/รูดบัตรเครดิต" มารวมกันหลักแสนหลักล้านเพื่อเนรมิตงานในฝันเพียงไม่กี่ชั่วโมง

แต่ความจริงที่น่าใจหายคือ ทันทีที่ไฟในงานดับลง แขกเหรื่อแยกย้ายกลับบ้าน สิ่งที่เหลืออยู่กลับไม่ใช่ความสุขที่ยั่งยืน แต่เป็น "กองหนี้และบัญชีที่ติดลบ" ที่คนสองคนต้องมานั่งแบกรับร่วมกันตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตคู่





ขาดทุนตั้งแต่วันแรก
หลายคู่รักแอบหวังลึกๆ ว่า "ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวได้เงินซองจากแขกมาคืนทุน"


- ยุคนี้ค่าจัดเลี้ยง โรงแรม ออร์กาไนเซอร์ และค่าน้ำมันค่ารถพุ่งสูงขึ้นมาก โอกาสที่เงินซองจะมาครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้นริบหรี่มากครับ การคาดหวังเงินอนาคตมาจ่ายหนี้ปัจจุบันในเรื่องนี้ มักจบลงด้วยการเป็นหนี้ก้อนโตที่ต้องตามผ่อนชำระกันเป็นปีๆ แทนที่จะได้เอาเงินก้อนนั้นไปดาวน์บ้าน หรือออมในหุ้นปันผล






แยกแยะระหว่าง "ความสุขของเรา" กับ "หน้าตาของคนอื่น"
งานแต่งงานที่ดีไม่ได้วัดกันที่ขนาดของโรงแรมหรือความหรูหราของซุ้มดอกไม้ แต่วันวัดกันที่ความพร้อมและความเข้าใจของคนสองคน


- แขกที่มาร่วมงานส่วนใหญ่จะจดจำอาหารรสชาติอร่อยหรือความยินดีเพียงชั่วครู่ แล้วเขาก็กลับไปใช้ชีวิตของเขา ไม่มีใครมาร่วมผ่อนหนี้บัตรเครดิตไปกับคุณ การยอมขัดใจญาติผู้ใหญ่บางเรื่อง หรือปรับสเกลงานให้เล็กลง เชิญเฉพาะคนที่รักและหวังดีกับเราจริงๆ คือการเซฟเงินออมที่ฉลาดที่สุด






การเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วย "ศูนย์" หรือ "ติดลบ" เพราะค่าภาพลักษณ์วันแต่งงาน เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากครับ ความรักที่ยั่งยืนไม่ได้สร้างเสร็จในคืนเดียว แต่อยู่ที่ว่าหลังจากวันนั้น คุณสองคนจะจับมือกันเดินหน้าบริหารเงิน บริหารความสุขอย่างไรในระยะยาว เลิกเอาเงินอนาคตมาซื้อหน้าตาชั่วคราว แล้วหันมาสร้างฐานรากที่มั่นคงเพื่อชีวิตคู่ที่นอนหลับฝันดีในทุกๆ คืนกันดีกว่าครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่