ร้อยวันที่ฉันเปลี่ยน วันที่สิบห้า

กระทู้สนทนา
สี่ เดือนสี่ ปีสองพันห้าร้อยหกสิบเอ็ด

ตอนนี้ฝนตก ความจริงมันตกมาทั้งวัน ดีที่ทำธุระอะไรเสร็จก่อนที่จะตก
โชคดีเป็นบ้า ไม่งั้นคงต้องขี่รถฝ่าฝนไม่สบายอีกแน่

ปรกติเวลาฝนตกหนักคุณทำอะไรไปไม่สนใจฝนกันใช่ไหม
บ่อยครั้งที่ฉันนั่งมองฝนตก ฟังเสียงธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ และอนุญาตให้ละอองฝนปลิวมาโดนผิว

แต่ก็แค่อยากเสพสัมผัสทั้งสาม
รูป ภาพสายฝนที่โปรยลงมา เบาบ้าง หนักบ้าง ต้นไม้ใบไม้ที่โดนฝนจนลู่
กลิ่น ดินหอมๆ ที่ไม่ได้โดนฝนมานาน  
เสียง  ฟ้าร้อง ฝนกระทบหลังคา

แค่นั้น แค่นั้นจริงๆ

แต่วันนี้แปลกไป
ฉันไม่ได้สนใจสัมผัสทั้งสามเท่ากับความคิดที่เริ่มแล่นเข้ามาในหัว
ถ้าฝนเม็ดแรกหล่นลงมา แล้วเม็ดที่เหลือไม่ยอมหล่นตาม มันก็คงไม่ใช่สายฝนใช่หรือไม่
ถ้าฝนเม็ดถัดมาไม่หล่นลงมาตาม ฝนก็หยุดตก นานไปพระอาทิตย์ก็เข้ามาแทนที่

และน้ำฝนที่ขังในที่ต่างๆ  ก็จะแห้งเหือดไป
เหลือทิ้งไว้แค่การ เคยมาเยือนของสายฝน

ความฝันของเราก็เช่นกัน
ถ้าเราไม่เริ่มทำ และไม่ทำให้ต่อเนื่อง วันหนึ่งมันก็เหือดหายไปจากใจเรา

ตอนเด็กฉันเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ “ความฝันของความฝัน”
เค้าว่าความฝันของความฝัน ก็คือ มันจะกลายเป็นจริงในสักวัน
ซึ่งตอนนั้นฉันฝันว่า อยากเป็นเซลามูน เป็นตัวแทนแห่งดวงจันทร์ ได้แต่งตัวสวย มีพลังวิเศษคอยต่อสู้กับมารร้าย

แล้วหลังจากโตขึ้นมาหน่อยฉันก็รู้ว่า คนเราไม่อาจเป็นการ์ตูนได้  
ความฝันของฉันก็เปลี่ยนไป ฉันอยากเป็นดารา เพราะอยากออกทีวี  
วันๆก็เอาแต่แสดงละครเล่นกับตัวเองพูดกับตัวเอง บางทีมีดารารับเชิญเป็นพี่สาวบ้านข้างๆ มาเล่นด้วยบ้าง
ช่วงชีวิตนั้นฉันให้ชื่อว่า จิตนาการเฟื่องฟู

แล้วพอได้เลือกสายเรียนตอนมอปลาย ฉันก็เลิกอาชีพดารา หันมาเอาดีด้านกฏหมายแทน
ฉันอยากเป็นผู้พิษากษา เพราะประทับใจตอนที่ครูพาไปดูการตัดสินคดีที่ศาลในวันรพี ฉันคิดว่าโครตเท่ห์  

แล้วจุดเปลี่ยนของความฝันของฉันก็มาอีกครั้งในชั่วโมงเรียนคอมพิวเตอร์ ครูให้เราทำเว็ปอะไรก็ได้หนึ่งหัวข้อ
ฉันเลือกทำเกี่ยวกับสุสานมัมมี่ ซึ่งมันสนุกและน่าสนใจมาก

ฉันจะเป็นนักโบราณดี และตายด้วยคำสาปฟาโรห์  ฉันบอกกับตัวเองอีกครั้ง แล้วเลือกจะทิ้งบัลลังก์ผู้พิพากษาไปเลย
แน่นอนว่าฉันเลือกมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของสาขาที่เรียน และตอนที่เรียนฉันมีความสุขมาก เพื่อนดี อาจารย์เก่ง

แต่เหมือนเรือไททานิค มันยิ่งใหญ่  แต่จมหายไปอย่างรวดเร็ว ในวันที่ไปฝึกงาน การเรียนในชั้นปีที่สาม
เคยเห็นภาพล้อในเฟซไหม ที่คนอื่นชอบเอามาลงขำๆ
สิ่งที่คิด ความเป็นจริง  แบบนั้นเลย

สิ่งที่คิด ไปนั่งขุดค้น วิเคราะห์กระดูก ตามสาขาวิชาเอก ไปต่างประเทศ ไปอียิปต์

แต่ความจริง

ขุดดินอยู่ในทุ่งข้าวโพดห่างไกลผู้คน ร้อน หน้าแตก ไหม ดินแดงคลุ้งทั้งตัว
วันๆแบกดินขึ้นจากหลุม และร่อนหาอะไรสักอย่างที่เราก้ไม่รู้ว่าคืออะไร อาจจะเพราะฉันไม่ได้เรียนโบราณคดีโดยตรง
ก็เลยไม่ได้อารมณ์ของสิ่งที่อยากทำจริงๆก็ได้ แต่ตอนนั้นสิ่งที่คิดในใจคือ

ยิ้มแล้ว เราเลือกเรียนผิดสาย

เมื่อถึงจุดหนึ่งที่การศึกษาทำให้รู้ว่า ความฝันสุดท้ายที่ฉันคิดไม่เป็นไปในทางที่ต้องการ
ฉันก็เคว้ง กลับตัวก็ไม่ได้ให้ต่อไปก็ไปไม่ถึง  มันคือช่วงที่ฉันเรียกว่า อวสานโลกสวย

ฉันจบออกมาด้วยเกรดเกือบนิยม แต่ทำงานที่ไม่ได้ตรงสายเลย  
การทำงานเหมือนเราเริ่มจากศูนย์ เพราะเราไม่จบทางนี้และไม่เคยมีความรู้พื้นฐานอะไรเลย

แต่ชีวิตมันไม่ง่ายเหมือนเล่นเกมส์ ที่ไม่พอใจก็เดินมั่วไปให้ตายแล้วเริ่มใหม่
ฉันเหมือนเดินวนไปวนมาในเขาวงกต  ไปทางไหนก็ตัน  ไม่มีปลายทางให้หวัง

จนมาคิดได้และเริ่มเปลี่ยนตัวเองนี่แหละ

ฉันลุกขึ้นจากม้านั่งหน้าบ้าน  ฝนเริ่มซาแล้ว แต่ความฝันและเป้าหมายของฉันกลับชัดเจนขึ้น
ฉันต้องเป็นเหมือนสายฝนที่ตกลงมาไม่ขาดสาย

เพื่อที่ว่า สักวัน ความฝันของฉันจะทำตามที่มันฝันได้จริงๆ
สักที.....................
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่