
สงกรานต์ปีนี้ หลายๆ ครอบครัวคงเตรียมตัวเดินทางสำหรับช่วงวันหยุดยาวกันแล้ว บางคนก็เลือกเที่ยวในประเทศเพื่อดื่มด่ำกับเทศกาล หรือบางคนก็อาจจะหนีร้อนไปเที่ยวยังต่างแดน สำหรับคนที่เลือกเดินทางไปต่างประเทศคงพบปัญหากันบ่อยๆ เรื่องเงินที่เตรียมไปไม่เพียงพอ ยิ่งใครที่มีครอบครัวใหญ่ เพื่อนเยอะ ก็ยิ่งต้องเตรียมของฝากกันพอสมควร จนทำให้เงินที่เตรียมมาไม่พอ จนต้องใช้ บัตรเดบิต หรือ บัตรเครดิต ในการชำระสินค้าเมื่ออยู่ต่างประเทศ
วันนี้
K-EXPERT จึงอยากมาแนะนำ ค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นจากการใช้ บัตรเดบิต หรือ บัตรเครดิต ในการซื้อสินค้าในต่างประเทศ เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ใช้ในการตัดสินใจ
กรณี การทำธุรกรรมผ่านบัตรเดบิต
หากเราใช้บัตรเดบิตเพื่อรูดซื้อสินค้าในต่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นนั้นจะอิงจาก อัตราแลกเปลี่ยนของศูนย์ วีซ่า/มาสเตอร์ ณ วันที่ร้านค้าเรียกเก็บรายการ บวกค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินต่างประเทศสูงสุดไม่เกิน 2.5 % ของยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากการแปลงสกุลเงินให้กับร้านค้า เพราะฉะนั้นยอดที่เกิดขึ้นคือ (ยอดซื้อที่คิดจากอัตราแลกเปลี่ยนของศูนย์ผู้ให้บริการบัตร x ค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินต่างประเทศสูงสุดไม่เกิน 2.5% = ยอดเรียกเก็บ)
หากเรานำบัตรเดบิตไปกดเงินสดที่ตู้ ATM ในต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมมีโอกาศจะเกิดขึ้นจาก 2 ฝั่ง โดยที่ฝั่งแรกคือธนาคารเจ้าของบัตรของเรา บางธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมจากการกดเงินสดที่ต่างประเทศ รายการละ 100 บาท ฝั่งที่สองคือค่าธรรมเนียมจากผู้ให้บริการตู้ ATM ในต่างประเทศ หากมีนโยบายในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมจะขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินที่ให้บริการ (ยอดเงินที่กด + ค่าธรรมเนียมฝั่งผู้ให้บริการบัตร + ค่าธรรมเนียมฝั่งผู้ให้บริการเจ้าของตู้ = ยอดเงินที่หักจากบัญชี)
กรณี การทำธุรกรรมผ่านบัตรเครดิต
หากเราใช้บัตรเครดิตเพื่อรูดซื้อสินค้าในต่างประเทศ วิธีการคำนวณค่าธรรมเนียมจะคล้ายกับการใช้บัตรเดบิตรูดซื้อสินค้า (ยอดซื้อที่คิดจากอัตราแลกเปลี่ยนของศูนย์ผู้ให้บริการบัตร x ค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินต่างประเทศสูงสุดไม่เกิน 2.5% = ยอดเรียกเก็บ) จะต่างกันที่ การรูดบัตรเดบิตหักเงินในบัญชีทันที ส่วนบัตรเครดิตจะต้องรอให้ถึงครบกำหนดรอบบิลจึงชำระ โดยการรูดบัตรเครดิตยังมีการสะสมคะแนนตามเงื่อนไขของบัตรประเภทต่างๆ แต่ต้องชำระเต็มจำนวน ซึ่งหากชำระต่ำกว่ายอดที่ใช้จะมีการคิดดอกเบี้ยจากยอดคงค้าง
หากเรานำบัตรเครดิตไปกดเงินสดที่ตู้ ATM ในต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมแรกที่จะเจอเลยก็คือ ค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสด ธนาคารส่วนใหญ่จะคิดอยู่ที่ 3% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน โดยยอดดังกล่าวยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ของค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้น เช่นกดเงินสด 1,000 บาท จะเสียค่าธรรมเนียม 30 บาท โดย 30 บาทนี้จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% คือ 30*0.07 เท่ากับ 2.1 บาท เพราะฉะนั้นยอดเงินรวมที่ต้องชำระคือ 1032.1 บาท โดยยอดนี้อาจจะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มได้อีกหากธนาคารเจ้าของเครื่อง ATM ในต่างประเทศมีการเรียกเก็บเพิ่ม
โดยการกดเงินสดจากบัตรเครดิตจะไม่มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจะถูกคิดตั้งแต่วันที่กดเงินสด จนถึงวันที่ชำระ เพราะฉะนั้นหากเราจะกดเงินสดด้วยบัตรเครดิตก็ควรจะต้องตัดสินใจให้รอบคอบ และต้องมั่นใจว่าเมื่อถึงกำหนดเราจะสามารถชำระยอดดังกล่าวได้ทั้งหมด
K-EXPERT ขอแนะนำว่าควรเตรียมตัวเรื่องเงินออกเป็น 2 กระเป๋า 1.เงินสดที่เราได้คำนวณไว้ให้พอกับการเดินทางทั้งหมด 2.คือ บัตรเครดิต หรือ บัตรเดบิต ที่มีสำรองในการใช้เผื่อฉุกเฉิน หรือ ในกรณีที่ต้องการซื้อสินค้าที่มีราคาสูง และไม่อยากที่จะพกเงินสดเยอะการใช้บัตรเครดิตเพื่อรูดซื้อสินค้าก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการตัดสินใจ
หากใครที่วางแผนแล้วว่าจะใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าที่ต่างประเทศก็อย่าลืม แจ้ง Call Center หรือศูนย์บัตรเครดิตกับสถาบันการเงินที่ใช้บริการ เพราะอาจมีการโทรศัพท์มาตรวจสอบในช่วงที่รูดบัตรว่าเป็นเจ้าของบัตรตัวจริงหรือไม่ ที่รูดใช้จ่าย ซึ่งจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการรับสายเพิ่มขึ้น หรืออาจจะไม่สามารถรูดบัตรเครดิตได้เลยหากไม่มีการแจ้งขอเปิดใช้บัตรในต่างประเทศ
สำหรับเพื่อนๆ ที่มีเทคนิคอื่นๆ อยากที่จะร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ให้กับท่านอื่นๆ ก็พิมพ์มาพูดคุยกันได้เลยนะครับ
ข้อควรรู้! บัตรเดบิต VS บัตรเครดิต เมื่อใช้ช้อปต่างแดน
สงกรานต์ปีนี้ หลายๆ ครอบครัวคงเตรียมตัวเดินทางสำหรับช่วงวันหยุดยาวกันแล้ว บางคนก็เลือกเที่ยวในประเทศเพื่อดื่มด่ำกับเทศกาล หรือบางคนก็อาจจะหนีร้อนไปเที่ยวยังต่างแดน สำหรับคนที่เลือกเดินทางไปต่างประเทศคงพบปัญหากันบ่อยๆ เรื่องเงินที่เตรียมไปไม่เพียงพอ ยิ่งใครที่มีครอบครัวใหญ่ เพื่อนเยอะ ก็ยิ่งต้องเตรียมของฝากกันพอสมควร จนทำให้เงินที่เตรียมมาไม่พอ จนต้องใช้ บัตรเดบิต หรือ บัตรเครดิต ในการชำระสินค้าเมื่ออยู่ต่างประเทศ
วันนี้ K-EXPERT จึงอยากมาแนะนำ ค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นจากการใช้ บัตรเดบิต หรือ บัตรเครดิต ในการซื้อสินค้าในต่างประเทศ เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ใช้ในการตัดสินใจ
กรณี การทำธุรกรรมผ่านบัตรเดบิต
หากเราใช้บัตรเดบิตเพื่อรูดซื้อสินค้าในต่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นนั้นจะอิงจาก อัตราแลกเปลี่ยนของศูนย์ วีซ่า/มาสเตอร์ ณ วันที่ร้านค้าเรียกเก็บรายการ บวกค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินต่างประเทศสูงสุดไม่เกิน 2.5 % ของยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากการแปลงสกุลเงินให้กับร้านค้า เพราะฉะนั้นยอดที่เกิดขึ้นคือ (ยอดซื้อที่คิดจากอัตราแลกเปลี่ยนของศูนย์ผู้ให้บริการบัตร x ค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินต่างประเทศสูงสุดไม่เกิน 2.5% = ยอดเรียกเก็บ)
หากเรานำบัตรเดบิตไปกดเงินสดที่ตู้ ATM ในต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมมีโอกาศจะเกิดขึ้นจาก 2 ฝั่ง โดยที่ฝั่งแรกคือธนาคารเจ้าของบัตรของเรา บางธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมจากการกดเงินสดที่ต่างประเทศ รายการละ 100 บาท ฝั่งที่สองคือค่าธรรมเนียมจากผู้ให้บริการตู้ ATM ในต่างประเทศ หากมีนโยบายในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมจะขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินที่ให้บริการ (ยอดเงินที่กด + ค่าธรรมเนียมฝั่งผู้ให้บริการบัตร + ค่าธรรมเนียมฝั่งผู้ให้บริการเจ้าของตู้ = ยอดเงินที่หักจากบัญชี)
กรณี การทำธุรกรรมผ่านบัตรเครดิต
หากเราใช้บัตรเครดิตเพื่อรูดซื้อสินค้าในต่างประเทศ วิธีการคำนวณค่าธรรมเนียมจะคล้ายกับการใช้บัตรเดบิตรูดซื้อสินค้า (ยอดซื้อที่คิดจากอัตราแลกเปลี่ยนของศูนย์ผู้ให้บริการบัตร x ค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินต่างประเทศสูงสุดไม่เกิน 2.5% = ยอดเรียกเก็บ) จะต่างกันที่ การรูดบัตรเดบิตหักเงินในบัญชีทันที ส่วนบัตรเครดิตจะต้องรอให้ถึงครบกำหนดรอบบิลจึงชำระ โดยการรูดบัตรเครดิตยังมีการสะสมคะแนนตามเงื่อนไขของบัตรประเภทต่างๆ แต่ต้องชำระเต็มจำนวน ซึ่งหากชำระต่ำกว่ายอดที่ใช้จะมีการคิดดอกเบี้ยจากยอดคงค้าง
หากเรานำบัตรเครดิตไปกดเงินสดที่ตู้ ATM ในต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมแรกที่จะเจอเลยก็คือ ค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสด ธนาคารส่วนใหญ่จะคิดอยู่ที่ 3% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน โดยยอดดังกล่าวยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ของค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้น เช่นกดเงินสด 1,000 บาท จะเสียค่าธรรมเนียม 30 บาท โดย 30 บาทนี้จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% คือ 30*0.07 เท่ากับ 2.1 บาท เพราะฉะนั้นยอดเงินรวมที่ต้องชำระคือ 1032.1 บาท โดยยอดนี้อาจจะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มได้อีกหากธนาคารเจ้าของเครื่อง ATM ในต่างประเทศมีการเรียกเก็บเพิ่ม
โดยการกดเงินสดจากบัตรเครดิตจะไม่มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจะถูกคิดตั้งแต่วันที่กดเงินสด จนถึงวันที่ชำระ เพราะฉะนั้นหากเราจะกดเงินสดด้วยบัตรเครดิตก็ควรจะต้องตัดสินใจให้รอบคอบ และต้องมั่นใจว่าเมื่อถึงกำหนดเราจะสามารถชำระยอดดังกล่าวได้ทั้งหมด
K-EXPERT ขอแนะนำว่าควรเตรียมตัวเรื่องเงินออกเป็น 2 กระเป๋า 1.เงินสดที่เราได้คำนวณไว้ให้พอกับการเดินทางทั้งหมด 2.คือ บัตรเครดิต หรือ บัตรเดบิต ที่มีสำรองในการใช้เผื่อฉุกเฉิน หรือ ในกรณีที่ต้องการซื้อสินค้าที่มีราคาสูง และไม่อยากที่จะพกเงินสดเยอะการใช้บัตรเครดิตเพื่อรูดซื้อสินค้าก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการตัดสินใจ
หากใครที่วางแผนแล้วว่าจะใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าที่ต่างประเทศก็อย่าลืม แจ้ง Call Center หรือศูนย์บัตรเครดิตกับสถาบันการเงินที่ใช้บริการ เพราะอาจมีการโทรศัพท์มาตรวจสอบในช่วงที่รูดบัตรว่าเป็นเจ้าของบัตรตัวจริงหรือไม่ ที่รูดใช้จ่าย ซึ่งจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการรับสายเพิ่มขึ้น หรืออาจจะไม่สามารถรูดบัตรเครดิตได้เลยหากไม่มีการแจ้งขอเปิดใช้บัตรในต่างประเทศ
สำหรับเพื่อนๆ ที่มีเทคนิคอื่นๆ อยากที่จะร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ให้กับท่านอื่นๆ ก็พิมพ์มาพูดคุยกันได้เลยนะครับ