
ยุค 80 ถือได้ว่าเป็นยุคที่มีเสน่ห์อย่างน่าประหลาดใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดนตรี แฟชั่น ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ชนิดที่ว่าพอใครได้เห็นต้องพากันเดาออกได้ง่ายๆ ว่าต้องเป็นยุคนี้แน่ๆ รวมไปถึงภาพยนตร์ที่สร้างในยุคนั้นมักจะสร้างแนวไซไฟ ซึ่งมีกลิ่นอายของโลกอนาคตว่าอีกห้าสิบหกสิบปีข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ยกตัวอย่างเช่น Blade Runner ที่เพิ่งสร้างภาคต่อเมื่อปีกลายที่ผ่านมา หนังเรื่องนี้ก็เช่นกันซึ่งแม้จะไม่ได้ใช้วัฒนธรรมยุค 80 ทั้งเรื่อง แต่ก็อดทำให้เราได้หวนคิดถึงยุคสมัยดังกล่าวเสียไม่ได้เพราะมันมีความโดดเด่นชัดเจนเหลือเกิน ภาพยนตร์ไซไฟเรื่องนี้เป็นผลงานกำกับชิ้นล่าสุดของพ่อมดฮอลลีวู้ดผู้คร่ำหวอดในวงการมายาวนาน อย่าง สตีเว่น สปีลเบิร์ก ที่ว่างเว้นจากการทำหนังไซไฟมาเป็นระยะเวลาพอสมควร หนังสร้างมาจากนวนิยายแนวไซไฟชื่อเดียวกัน ซึ่งเขียนโดยเออร์เนสต์ ไคลน์ นอกจากนี้ไคลน์ยังร่วมเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย โดยได้นักแสดงหนุ่ม ไท เชอริแดน มานำแสดง ร่วมด้วยโอลิเวีย คุ้ก ,เบน เมนเดิลสัน ,ไซมอน เปกก์ และ มาร์ค ไรแลนซ์

หนังบอกเล่าเรื่องราวของโลกในปี 2045 ที่โลกประสบกับภาวะประชากรล้นโลก ผู้คนต่างแย่งที่พักอาศัยกัน และเพื่อหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมดังกล่าว ผู้คนจึงพากันเข้าไปสู่โลกเสมือนจริงที่เรียกว่า Oasis ซึ่งในที่แห่งนี้ใครอยากจะทำอะไรก็ได้ ยกเว้นเพียงเรื่องการกิน การขับถ่ายนอกนั้นทำได้หมด ซึ่ง Oasis นั้นสร้างและออกแบบโดย จิม ฮอลลิเดย์ ( ไรแลนซ์ ) ผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งก่อนหน้าที่เขาจะเสียชีวิตไม่นาน จิม ได้บอกแก่บรรดาผู้เล่นเกมว่า ภายในโลกเสมือนจริงที่พวกเขาเล่นอยู่นั้นมีปริศนาที่จะต้องไขอยู่ด้วยกันสามข้อ และเมื่อไขปริศนาได้ครบแล้ว ผู้ชนะจะได้รับไข่อีสเตอร์ ซึ่งเมื่อกลับมาสู่โลกจริงผู้ชนะจะได้รับรางวัลชิ้นใหญ่ที่มีมูลค่ามหาศาล โดยจะได้เป็นผู้มีสิทธิควบคุมโลกแห่ง Oasis แต่เพียงผู้เดียว เวด วัตส์ ( เชอริแดน ) ชายหนุ่มผู้ชื่นชอบเกมเป็นชีวิตจิตใจ และยึดถือโลก Oasis เป็นที่พึ่งแทนโลกจริงเพราะโลกจริงนั้นเป็นโลกที่เขาอยู่อย่างยากลำบากและไม่มีความสุข ซึ่งเวดมีความปรารถนาที่จะครอบครองไข่อีสเตอร์เพื่อที่จะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น แต่เรื่องไม่ได้ง่ายเช่นนั้นเพราะเขาจะต้องต่อสู้แข่งขันกับบรรดาผู้ร่วมเล่นเกมแถมยังต้องต่อกรกับบริษัท IOI นำโดยซีอีโอโนแลน โซเรนโต้ ( เมนเดิลสัน ) ที่มีความปรารถนาที่จะครอง Oasis โดยทุ่มเททรัพยากรที่มีไปกับการเอาชนะเกมให้จงได้

การดำเนินเรื่องของหนังต้องบอกเลยครับว่าสนุกไม่มีน่าเบื่อและยังตื่นเต้นแทบจะทั้งเรื่องเลย เรียกได้ว่ามีครบทุกรสชาติไม่ว่าจะเป็นสนุกสนาน อารมณ์ซึ้ง ตลกโปกฮา ลุ้นระทึก แถมเพลงประกอบยังเลือกมาได้เร้าใจสนุกสนานทำให้คิดถึงยุค 80 ดนตรีอีเล็กโทรนิกป็อปที่ทำเอาผมเผลอขยับเท้าเข้าจังหวะไปด้วย ขอชื่นชมสำหรับผู้ทำเพลงประกอบที่คุณสามารถจัดสรรเพลงได้ลงตัวในแต่ละฉากแต่ละตอนได้เนียนดีมากๆ สำหรับการสร้างฉากในโลกของเกมก็สามารถทำให้เราได้อ้าปากค้างว่า โห เจ๋งอะ นี่มันเหมือนเกมที่เราเคยเล่นเลยนี่หว่า ไม่ว่าจะเป็นเกมแนว RPG เกมแข่งรถแบบ Twisted Metal หรือแม้กระทั่งเกมเต้นอย่าง Audition ก็มีมากันทุกแนวเลย และสปีลเบิร์กไม่ได้ทำให้คนดูอน่างเรารู้สึกว่าดูหนังอะไรสักเรื่องหนึ่งที่เราไม่ได้มีส่วนร่วม แต่ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังอยู่ในโลกแห่ง Oasis ไปพร้อมๆ กับตัวละครในหนัง แถมยังมีฉากที่ต้องไปหาปริศนาที่อยู่ในหนังเรื่อง Shining ที่ตัวเราจะต้องเข้าไปอยู่ในหนังเรื่องนั้นก็ทำออกมาได้เนียนตามากๆๆๆ ประมาณหนังซ้อนหนังเลย นั่งดูไปก็คิดไปว่าลุงสปีลเบิร์กแกจะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์มากมายขนาดไหนน้า ถึงได้หยิบเอาสิ่งต่างๆ มาประกอบเป็นหนังเรื่องนี้ได้ ไม่ใช่เฉพาะแต่ในโลกเสมือนจริงเท่านั้นที่หนังเรื่องนี้ทำได้ดี โลกจริงๆ (ในหนัง) ก็ทำออกมาได้ตามความน่าจะเป็นได้ดีอีกด้วยที่ได้เนรมิตสลัมที่เกิดจากขยะอิเล็กทรอนิกมากมายก่ายกองที่ไม่สามารถย่อยสลาย ผู้คนก็ต้องอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์มาเรียงกันเป็นชั้นๆ และโดรนบินกันให้ว่อนราวกับแมลงบินในอากาศ แถมยังมีซากรถที่พังและไม่ได้ใช้แล้วมาซ้อนๆ กันราวกับภูเขาขยะ ซึ่งสะท้อนให้เราตระหนักได้ดีพอสมควรเลยว่าหากเราไม่ช่วยกันลดการก่อให้เกิดขยะ และยังสร้างมลภาวะขึ้น อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราก็อาจจะต้องประสบกับภาวะขยะล้นโลกในไม่ช้าแน่นอน

สำหรับการแสดงของนักแสดงต่างๆ เริ่มที่ตัวเอกของเรื่องอย่าง เวด วัตส์ ที่แสดงโดย เชอริแดน ผมมองว่าเขาแสดงใช้ได้เลยทีเดียว มีฝีมือและอนาคตไกลแน่ๆ หนุ่มคนนี้ เรื่องนี้เขาจะเล่นเป็นเด็กหนุ่มที่เกรียนติดเกมอย่างแรงจนแยกไม่ออกว่าอันไหนโลกจริงอันไหนโลกเสมือนจริง กลายเป็นว่าเขาใช้ชีวิตอยู่กับโลก Oasis เสียมากกว่าโลกจริงอีก แถมยังเป็นคนที่มีปมเพราะพ่อแม่ได้เสียไปตั้งแต่เล็กๆ คาแรคเตอร์นี้จะให้อารมณ์คล้ายๆ กับ เบบี้ ในเรื่อง Baby Driver อย่างนั้นเลย แต่จะต่างกันที่เบบี้จะแลดูอัจฉริยะกว่า แต่เวด หรือเพอซิวาลในโลก Oasis ก็ไม่ใช่ไม่เก่งนะ แต่จะเก่งแบบเซียนเกมอะไรทำนองนั้น ถือว่าเชอริแดนเล่นได้เหมาะสมกับบทนี้ ส่วนบทตัวร้ายของเรื่องอย่างโซเรนโต้ที่รับบทโดยเมนเดิลสัน แกก็เล่นได้ดูร้ายใช้ได้เหมือนกัน เรื่องนี้เมนเดิลสันจะเล่นเป็นคนที่มีความต้องการเป็นอย่างมาก โดยไม่สนวิธีการใดๆ แม้จะต้องใช้เงินทอง หรือใช้กำลังเข้าแลกก็ตาม ทั้งเรื่องหน้าตาแกก็จะเครียดจะหัวร้อนทั้งเรื่องเลยก็ว่าได้ นึกถึงโจเซ่ มูรินโย่กันเลยทีเดียว ส่วนอีกตัวที่ต้องพูดถึงก็คือในบทของจิม ฮอลลิเดย์ที่เล่นโดยนักแสดงมากฝีมืออย่างมาร์ค ไรแลนซ์ เรียกได้ว่าแกโผล่มาทีไรมันเหมือนกับมีพลังออกมาจากตัวแกอย่างไงอย่างงั้นเลย ยอมรับครับว่าชอบเป็นการส่วนตัวตั้งแต่ครั้งที่แกร่วมงานกับสปีลเบิร์กครั้งที่แล้วในเรื่อง Bridge of Spies ที่ส่งให้แกได้รับรางวัลออสการ์สมทบชาย ผมมองว่าเคมีของแกตรงกับสปีลเบิร์กสุดๆ เรื่องนี้แกจะเล่นเป็นอัจฉริยะนักสร้างเกมที่ทั้งชีวิตมีแต่เกมเท่านั้น และแทบไม่มีเพื่อนเลย อีกทั้งการใช้ชีวิตในโลกของความเป็นจริงของแกก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เรียกได้ว่าเป็นตัวละครที่ค่อนข้างน่าสงสารเลยทีเดียว ส่วนตัวละครอื่นๆ ก็เล่นใช้ได้ตามมาตรฐานรับส่งมุกกันได้อย่างเข้ากันสุดๆ แต่ต้องเป็นเฉพาะโลกเสมือนจริงในหนังนะครับ โลกจริงในหนังผมว่าไม่ค่อยเท่าไหร่ อีกตัวที่น่าเสียดายก็คือไซมอน เปกก์ ในบทของออกกี้ มอร์โรว น่าจะใช้แกให้คุ้มกว่านี้หน่อย

เรื่องนี้ผมให้คะแนน 9 เต็ม 10 เลยครับ สนุกมาก สนุกจริงๆ หักนิดหน่อยตรงตัวร้ายตอนท้ายมันค่อนข้างยอมแพ้ง่ายไปหน่อย น่าจะมีอะไรให้ลุ้นระทึกอีกนิดนึง แถมโลกออนไลน์ในหนังผมมองว่ามันดูโลกสวยไปสักหน่อย กับอีกประเด็นนึง สำหรับอันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวนะครับ ด้วยบทสนทนาในหนังที่มันพูดถึงเพลง หนัง ซีรี่ย์อะไรหลายๆ เรื่อง ซึ่งผมมองว่าพูดกันค่อนข้างเร็วจนผมรู้สึกว่าต้องเป็นคนที่ติดตามวัฒนธรรมป็อปคัลเจอร์จริงๆ ถึงจะตามทัน อาจจะทำให้คนธรรมดาทั่วๆไป และเด็กรุ่นหลังอาจจะไม่ร้องอ๋อตามตัวละครไปด้วย ผมก็เลยรู้สึกงงๆ ไปบ้างแต่ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ประเด็นหลักเท่าไร แนะนำครับไปดูให้ได้ นอกจากจะเพลินแล้วหนังยังให้แง่คิดอะไรกับเราหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนถึงโลกอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะคนในปัจจุบันยังทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว หรือการที่โลกออนไลน์ไม่ได้เป็นโลกที่ปลอดภัยเราจะต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอๆ เรื่องนี้บอกเลยครับ คอเกมไม่ควรพลาด คอหนังไม่ควรเมิน

การดูหนังก็เปรียบเสมือนกับการเก็บผลไม้ที่อยู่เต็มต้น ที่บางครั้งเราก็อาจจะเก็บผลไม้ได้ไม่หมด แต่ก็เลือกเก็บมาเฉพาะที่เราเก็บได้หรือเลือกเก็บในผลที่เราชื่นชอบ เช่นเดียวกันกับข้อคิดในหนังครับ เรื่องเดียวกันคนดูอาจเก็บข้อคิดจากหนังได้ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน ใครเก็บอะไรได้บ้างก็สามารถร่วมแชร์ได้ที่เพจผมครับ หรือถ้าสนใจดูรีวิวหนังเรื่องอื่นเพิ่มเติม ให้คำติชมแนะนำ หรือถ้าอยากให้รีวิวหนังเรื่องไหน มาพูดคุยกันได้ที่
https://www.facebook.com/cineman95/ ขอให้สนุกกับการดูหนัง ขอบคุณครับ
[CR] [Review] Ready Player One (2018) สงครามเกมคนอัจฉริยะ
ยุค 80 ถือได้ว่าเป็นยุคที่มีเสน่ห์อย่างน่าประหลาดใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดนตรี แฟชั่น ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ชนิดที่ว่าพอใครได้เห็นต้องพากันเดาออกได้ง่ายๆ ว่าต้องเป็นยุคนี้แน่ๆ รวมไปถึงภาพยนตร์ที่สร้างในยุคนั้นมักจะสร้างแนวไซไฟ ซึ่งมีกลิ่นอายของโลกอนาคตว่าอีกห้าสิบหกสิบปีข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ยกตัวอย่างเช่น Blade Runner ที่เพิ่งสร้างภาคต่อเมื่อปีกลายที่ผ่านมา หนังเรื่องนี้ก็เช่นกันซึ่งแม้จะไม่ได้ใช้วัฒนธรรมยุค 80 ทั้งเรื่อง แต่ก็อดทำให้เราได้หวนคิดถึงยุคสมัยดังกล่าวเสียไม่ได้เพราะมันมีความโดดเด่นชัดเจนเหลือเกิน ภาพยนตร์ไซไฟเรื่องนี้เป็นผลงานกำกับชิ้นล่าสุดของพ่อมดฮอลลีวู้ดผู้คร่ำหวอดในวงการมายาวนาน อย่าง สตีเว่น สปีลเบิร์ก ที่ว่างเว้นจากการทำหนังไซไฟมาเป็นระยะเวลาพอสมควร หนังสร้างมาจากนวนิยายแนวไซไฟชื่อเดียวกัน ซึ่งเขียนโดยเออร์เนสต์ ไคลน์ นอกจากนี้ไคลน์ยังร่วมเขียนบทให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย โดยได้นักแสดงหนุ่ม ไท เชอริแดน มานำแสดง ร่วมด้วยโอลิเวีย คุ้ก ,เบน เมนเดิลสัน ,ไซมอน เปกก์ และ มาร์ค ไรแลนซ์
หนังบอกเล่าเรื่องราวของโลกในปี 2045 ที่โลกประสบกับภาวะประชากรล้นโลก ผู้คนต่างแย่งที่พักอาศัยกัน และเพื่อหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมดังกล่าว ผู้คนจึงพากันเข้าไปสู่โลกเสมือนจริงที่เรียกว่า Oasis ซึ่งในที่แห่งนี้ใครอยากจะทำอะไรก็ได้ ยกเว้นเพียงเรื่องการกิน การขับถ่ายนอกนั้นทำได้หมด ซึ่ง Oasis นั้นสร้างและออกแบบโดย จิม ฮอลลิเดย์ ( ไรแลนซ์ ) ผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งก่อนหน้าที่เขาจะเสียชีวิตไม่นาน จิม ได้บอกแก่บรรดาผู้เล่นเกมว่า ภายในโลกเสมือนจริงที่พวกเขาเล่นอยู่นั้นมีปริศนาที่จะต้องไขอยู่ด้วยกันสามข้อ และเมื่อไขปริศนาได้ครบแล้ว ผู้ชนะจะได้รับไข่อีสเตอร์ ซึ่งเมื่อกลับมาสู่โลกจริงผู้ชนะจะได้รับรางวัลชิ้นใหญ่ที่มีมูลค่ามหาศาล โดยจะได้เป็นผู้มีสิทธิควบคุมโลกแห่ง Oasis แต่เพียงผู้เดียว เวด วัตส์ ( เชอริแดน ) ชายหนุ่มผู้ชื่นชอบเกมเป็นชีวิตจิตใจ และยึดถือโลก Oasis เป็นที่พึ่งแทนโลกจริงเพราะโลกจริงนั้นเป็นโลกที่เขาอยู่อย่างยากลำบากและไม่มีความสุข ซึ่งเวดมีความปรารถนาที่จะครอบครองไข่อีสเตอร์เพื่อที่จะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น แต่เรื่องไม่ได้ง่ายเช่นนั้นเพราะเขาจะต้องต่อสู้แข่งขันกับบรรดาผู้ร่วมเล่นเกมแถมยังต้องต่อกรกับบริษัท IOI นำโดยซีอีโอโนแลน โซเรนโต้ ( เมนเดิลสัน ) ที่มีความปรารถนาที่จะครอง Oasis โดยทุ่มเททรัพยากรที่มีไปกับการเอาชนะเกมให้จงได้
การดำเนินเรื่องของหนังต้องบอกเลยครับว่าสนุกไม่มีน่าเบื่อและยังตื่นเต้นแทบจะทั้งเรื่องเลย เรียกได้ว่ามีครบทุกรสชาติไม่ว่าจะเป็นสนุกสนาน อารมณ์ซึ้ง ตลกโปกฮา ลุ้นระทึก แถมเพลงประกอบยังเลือกมาได้เร้าใจสนุกสนานทำให้คิดถึงยุค 80 ดนตรีอีเล็กโทรนิกป็อปที่ทำเอาผมเผลอขยับเท้าเข้าจังหวะไปด้วย ขอชื่นชมสำหรับผู้ทำเพลงประกอบที่คุณสามารถจัดสรรเพลงได้ลงตัวในแต่ละฉากแต่ละตอนได้เนียนดีมากๆ สำหรับการสร้างฉากในโลกของเกมก็สามารถทำให้เราได้อ้าปากค้างว่า โห เจ๋งอะ นี่มันเหมือนเกมที่เราเคยเล่นเลยนี่หว่า ไม่ว่าจะเป็นเกมแนว RPG เกมแข่งรถแบบ Twisted Metal หรือแม้กระทั่งเกมเต้นอย่าง Audition ก็มีมากันทุกแนวเลย และสปีลเบิร์กไม่ได้ทำให้คนดูอน่างเรารู้สึกว่าดูหนังอะไรสักเรื่องหนึ่งที่เราไม่ได้มีส่วนร่วม แต่ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังอยู่ในโลกแห่ง Oasis ไปพร้อมๆ กับตัวละครในหนัง แถมยังมีฉากที่ต้องไปหาปริศนาที่อยู่ในหนังเรื่อง Shining ที่ตัวเราจะต้องเข้าไปอยู่ในหนังเรื่องนั้นก็ทำออกมาได้เนียนตามากๆๆๆ ประมาณหนังซ้อนหนังเลย นั่งดูไปก็คิดไปว่าลุงสปีลเบิร์กแกจะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์มากมายขนาดไหนน้า ถึงได้หยิบเอาสิ่งต่างๆ มาประกอบเป็นหนังเรื่องนี้ได้ ไม่ใช่เฉพาะแต่ในโลกเสมือนจริงเท่านั้นที่หนังเรื่องนี้ทำได้ดี โลกจริงๆ (ในหนัง) ก็ทำออกมาได้ตามความน่าจะเป็นได้ดีอีกด้วยที่ได้เนรมิตสลัมที่เกิดจากขยะอิเล็กทรอนิกมากมายก่ายกองที่ไม่สามารถย่อยสลาย ผู้คนก็ต้องอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์มาเรียงกันเป็นชั้นๆ และโดรนบินกันให้ว่อนราวกับแมลงบินในอากาศ แถมยังมีซากรถที่พังและไม่ได้ใช้แล้วมาซ้อนๆ กันราวกับภูเขาขยะ ซึ่งสะท้อนให้เราตระหนักได้ดีพอสมควรเลยว่าหากเราไม่ช่วยกันลดการก่อให้เกิดขยะ และยังสร้างมลภาวะขึ้น อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราก็อาจจะต้องประสบกับภาวะขยะล้นโลกในไม่ช้าแน่นอน
สำหรับการแสดงของนักแสดงต่างๆ เริ่มที่ตัวเอกของเรื่องอย่าง เวด วัตส์ ที่แสดงโดย เชอริแดน ผมมองว่าเขาแสดงใช้ได้เลยทีเดียว มีฝีมือและอนาคตไกลแน่ๆ หนุ่มคนนี้ เรื่องนี้เขาจะเล่นเป็นเด็กหนุ่มที่เกรียนติดเกมอย่างแรงจนแยกไม่ออกว่าอันไหนโลกจริงอันไหนโลกเสมือนจริง กลายเป็นว่าเขาใช้ชีวิตอยู่กับโลก Oasis เสียมากกว่าโลกจริงอีก แถมยังเป็นคนที่มีปมเพราะพ่อแม่ได้เสียไปตั้งแต่เล็กๆ คาแรคเตอร์นี้จะให้อารมณ์คล้ายๆ กับ เบบี้ ในเรื่อง Baby Driver อย่างนั้นเลย แต่จะต่างกันที่เบบี้จะแลดูอัจฉริยะกว่า แต่เวด หรือเพอซิวาลในโลก Oasis ก็ไม่ใช่ไม่เก่งนะ แต่จะเก่งแบบเซียนเกมอะไรทำนองนั้น ถือว่าเชอริแดนเล่นได้เหมาะสมกับบทนี้ ส่วนบทตัวร้ายของเรื่องอย่างโซเรนโต้ที่รับบทโดยเมนเดิลสัน แกก็เล่นได้ดูร้ายใช้ได้เหมือนกัน เรื่องนี้เมนเดิลสันจะเล่นเป็นคนที่มีความต้องการเป็นอย่างมาก โดยไม่สนวิธีการใดๆ แม้จะต้องใช้เงินทอง หรือใช้กำลังเข้าแลกก็ตาม ทั้งเรื่องหน้าตาแกก็จะเครียดจะหัวร้อนทั้งเรื่องเลยก็ว่าได้ นึกถึงโจเซ่ มูรินโย่กันเลยทีเดียว ส่วนอีกตัวที่ต้องพูดถึงก็คือในบทของจิม ฮอลลิเดย์ที่เล่นโดยนักแสดงมากฝีมืออย่างมาร์ค ไรแลนซ์ เรียกได้ว่าแกโผล่มาทีไรมันเหมือนกับมีพลังออกมาจากตัวแกอย่างไงอย่างงั้นเลย ยอมรับครับว่าชอบเป็นการส่วนตัวตั้งแต่ครั้งที่แกร่วมงานกับสปีลเบิร์กครั้งที่แล้วในเรื่อง Bridge of Spies ที่ส่งให้แกได้รับรางวัลออสการ์สมทบชาย ผมมองว่าเคมีของแกตรงกับสปีลเบิร์กสุดๆ เรื่องนี้แกจะเล่นเป็นอัจฉริยะนักสร้างเกมที่ทั้งชีวิตมีแต่เกมเท่านั้น และแทบไม่มีเพื่อนเลย อีกทั้งการใช้ชีวิตในโลกของความเป็นจริงของแกก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เรียกได้ว่าเป็นตัวละครที่ค่อนข้างน่าสงสารเลยทีเดียว ส่วนตัวละครอื่นๆ ก็เล่นใช้ได้ตามมาตรฐานรับส่งมุกกันได้อย่างเข้ากันสุดๆ แต่ต้องเป็นเฉพาะโลกเสมือนจริงในหนังนะครับ โลกจริงในหนังผมว่าไม่ค่อยเท่าไหร่ อีกตัวที่น่าเสียดายก็คือไซมอน เปกก์ ในบทของออกกี้ มอร์โรว น่าจะใช้แกให้คุ้มกว่านี้หน่อย
เรื่องนี้ผมให้คะแนน 9 เต็ม 10 เลยครับ สนุกมาก สนุกจริงๆ หักนิดหน่อยตรงตัวร้ายตอนท้ายมันค่อนข้างยอมแพ้ง่ายไปหน่อย น่าจะมีอะไรให้ลุ้นระทึกอีกนิดนึง แถมโลกออนไลน์ในหนังผมมองว่ามันดูโลกสวยไปสักหน่อย กับอีกประเด็นนึง สำหรับอันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวนะครับ ด้วยบทสนทนาในหนังที่มันพูดถึงเพลง หนัง ซีรี่ย์อะไรหลายๆ เรื่อง ซึ่งผมมองว่าพูดกันค่อนข้างเร็วจนผมรู้สึกว่าต้องเป็นคนที่ติดตามวัฒนธรรมป็อปคัลเจอร์จริงๆ ถึงจะตามทัน อาจจะทำให้คนธรรมดาทั่วๆไป และเด็กรุ่นหลังอาจจะไม่ร้องอ๋อตามตัวละครไปด้วย ผมก็เลยรู้สึกงงๆ ไปบ้างแต่ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ประเด็นหลักเท่าไร แนะนำครับไปดูให้ได้ นอกจากจะเพลินแล้วหนังยังให้แง่คิดอะไรกับเราหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนถึงโลกอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะคนในปัจจุบันยังทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว หรือการที่โลกออนไลน์ไม่ได้เป็นโลกที่ปลอดภัยเราจะต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอๆ เรื่องนี้บอกเลยครับ คอเกมไม่ควรพลาด คอหนังไม่ควรเมิน
การดูหนังก็เปรียบเสมือนกับการเก็บผลไม้ที่อยู่เต็มต้น ที่บางครั้งเราก็อาจจะเก็บผลไม้ได้ไม่หมด แต่ก็เลือกเก็บมาเฉพาะที่เราเก็บได้หรือเลือกเก็บในผลที่เราชื่นชอบ เช่นเดียวกันกับข้อคิดในหนังครับ เรื่องเดียวกันคนดูอาจเก็บข้อคิดจากหนังได้ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน ใครเก็บอะไรได้บ้างก็สามารถร่วมแชร์ได้ที่เพจผมครับ หรือถ้าสนใจดูรีวิวหนังเรื่องอื่นเพิ่มเติม ให้คำติชมแนะนำ หรือถ้าอยากให้รีวิวหนังเรื่องไหน มาพูดคุยกันได้ที่ https://www.facebook.com/cineman95/ ขอให้สนุกกับการดูหนัง ขอบคุณครับ